Part 3: ปลายทางแห่งการเริ่มต้นใหม่ (ตอนจบ)

Part 3: ปลายทางแห่งการเริ่มต้นใหม่ (ตอนจบ)

หลังจากก้าวลงจากเครื่องบินที่เชียงใหม่ ฉันไม่ได้แวะพักหรือไปท่องเที่ยวตามแผนการใดๆ ทั้งสิ้น ฉันพาเตชินไปนั่งพักที่ร้านกาแฟอันเงียบสงบในสนามบิน ซื้อนมและขนมให้ลูกกิน ก่อนจะจองตั๋วเครื่องบินของอีกสายการบินหนึ่งเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเที่ยวบินที่เร็วที่สุด

ตลอดการเดินทางกลับ ฉันไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมาอีกเลย เมื่อความเจ็บปวดเดินทางมาถึงขีดสุด มันจะแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นและความเด็ดเดี่ยว ฉันรู้ดีว่าฉันล้มไม่ได้ เพราะเตชินมีเพียงฉันคนเดียวเป็นที่พึ่ง

ทันทีที่กลับถึงคอนโดในกรุงเทพฯ ฉันโทรศัพท์ติดต่อพี่ชายของฉันซึ่งเป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีครอบครัว ฉันส่งหลักฐานทุกอย่างให้เขา ทั้งคลิปวิดีโอที่บันทึกเสียงการประกาศของกานต์อย่างชัดเจน สลิปบัตรเครดิตที่ฉันพบในอีเมลย้อนหลังซึ่งระบุค่าโรงแรมหรูในเชียงใหม่และภูเก็ต รวมถึงแชตไลน์ที่ฉันสามารถกู้คืนมาได้จากแท็บเล็ตเครื่องเก่าของเขาที่บ้าน ทุกอย่างสอดคล้องกันว่าเขานอกใจและมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับลูกเรือคนนั้นมานานถึงสองปี

วันต่อมา ข่าวฉาวเรื่อง “กัปตันสายการบินดังสารภาพรักแอร์สาวกลางเวหา แต่เมียหลวงและลูกชายวัย 7 ขวบนั่งฟังอยู่ท้ายลำ” กลายเป็นไวรัลสะเทือนสังคม มีคลิปวิดีโอจากผู้โดยสารหลายคนถูกโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย สังคมรุมประณามการกระทำที่ไร้จริยธรรมและขาดความเป็นมืออาชีพของทั้งคู่

เพียงไม่ถึงสามวัน ทางสายการบินต้นสังกัดได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ปลดกานต์ออกจากตำแหน่งนักบินและยกเลิกสัญญาจ้างทันที เนื่องจากกระทำความผิดร้ายแรง ละเมิดกฎระเบียบความปลอดภัยในการใช้อุปกรณ์สื่อสารของเครื่องบินเพื่อเรื่องส่วนตัว และสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ภาพลักษณ์ขององค์กร ส่วนอริสาก็ถูกสั่งพักงานและสอบสวนทางวินัยจนต้องยื่นใบลาออกในที่สุดเพื่อหนีแรงกดดันจากสังคม

กานต์พยายามมาหาฉันที่คอนโดหลายครั้ง เขายืนเคาะประตู ร้องไห้ขอร้องอยู่หน้าห้องจนนิติต้องขึ้นมาเชิญตัวออกไป เขาส่งข้อความมานับร้อยข้อความ อ้อนวอนขอโอกาส ขอร้องไม่ให้หย่า และบอกว่าเขาเสียทุกอย่างไปหมดแล้ว ทั้งงาน เกียรติยศ และเงินทอง

แต่ฉันไม่เปิดประตูให้เขาแม้แต่ครั้งเดียว

สองสัปดาห์ต่อมา เราเผชิญหน้ากันอีกครั้งที่สำนักงานเขตบางรักเพื่อจดทะเบียนหย่า กานต์ดูแก่ลงไปนับสิบปี ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาคล้ำลึกและไร้ประกายแห่งความภาคภูมิใจในชุดยูนิฟอร์มที่เขาเคยสวมใส่ เขากลายเป็นเพียงชายผู้พ่ายแพ้ที่ทำลายชีวิตตัวเองด้วยตัณหาชั่ววูบ

ฉันวางเอกสารข้อตกลงการหย่าลงตรงหน้าเขา “คอนโดนี้ต้องโอนเป็นชื่อของฉันและเตชิน ค่าเลี้ยงดูบุตรคุณต้องจ่ายตามสัดส่วนเงินเก็บที่คุณมีอยู่ และสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว ส่วนคุณ… มีสิทธิ์มาเยี่ยมลูกได้เดือนละครั้ง แต่ต้องอยู่ในความยินยอมของเตชินเท่านั้น”

กานต์มือสั่นขณะจับปากกา เขามองหน้าฉันด้วยสายตาเว้าวอน “ริน… ไม่เหลือทางให้เรากลับมาเป็นครอบครัวกันอีกแล้วจริงๆ เหรอ? ผมสำนึกผิดแล้วจริงๆ นะริน ให้ผมทำอะไรก็ได้…”

ฉันสบตาเขานิ่งๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและปราศจากความลังเล “คุณไม่ได้สำนึกผิดเพราะคุณรักฉันกับลูกหรอกกานต์… คุณแค่เสียดายชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่คุณเคยมีต่างหาก คุณเลือกที่จะประกาศให้คนทั้งโลกรับรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือคนสำคัญที่สุดของคุณในวันนั้น วันนี้คุณก็ต้องยอมรับผลของการกระทำ เซ็นชื่อซะเถอะ”

กานต์หลั่งน้ำตาออกมาอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะจรดปลายปากกาเซ็นเอกสารการหย่า ปิดฉากชีวิตคู่ 9 ปีของเราลงอย่างถาวร

หนึ่งปีผ่านไป…

ชีวิตของฉันและเตชินกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง ฉันกลับมาทำงานประจำด้านการตลาดอย่างเต็มตัว และเริ่มเปิดธุรกิจจัดดอกไม้ออนไลน์เล็กๆ ที่ทำให้ฉันมีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น เตชินได้รับการดูแลสภาพจิตใจจากนักจิตวิทยาเด็กจนเขาสามารถกลับมาสดใสและมีรอยยิ้มที่กว้างขวางได้เหมือนเดิม

กานต์ไม่ได้กลับมาบินอีกเลย เขาต้องผันตัวไปทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่เงินเดือนน้อยกว่าเดิมมาก และใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบ ส่วนอริสาก็แยกย้ายจากเขาไปตั้งแต่ช่วงที่เกิดเรื่องใหม่ๆ เพราะความรักที่เริ่มต้นจากความเห็นแก่ตัว ย่อมไม่มีรากฐานที่มั่นคงพอจะทนทานต่อมรสุมชีวิตได้

ในบ่ายวันอาทิตย์ที่ท้องฟ้าแจ่มใส ฉันพาเตชินไปนั่งเล่นที่สวนสาธารณะ จังหวะนั้นมีเครื่องบินพาณิชย์ลำหนึ่งบินผ่านท้องฟ้าเหนือพวกเราไปอย่างช้าๆ

เตชินเงยหน้าขึ้นมองตามเครื่องบินลำนั้น แววตาของเขาไม่มีรอยแผลเป็นแห่งความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่อีกต่อไป เขาก้มลงหยิบสมุดสเก็ตช์ภาพขึ้นมาวาดรูปอีกครั้ง

ฉันชะโงกหน้าเข้าไปดู ภาพที่ลูกชายวาดไม่ใช่รูปนักบินผู้ยิ่งใหญ่อีกต่อไป… แต่เป็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังจับมือเด็กชายตัวเล็กๆ สองคนยืนเคียงข้างกันใต้ต้นไม้ใหญ่ และด้านบนมีข้อความที่เขียนด้วยลายมือบรรจงว่า:

“แม่คือฮีโร่ที่เก่งที่สุดในโลกของเตชิน”

ฉันโอบกอดลูกชายไว้แน่น รอยยิ้มและหยาดน้ำตาแห่งความสุขเอ่อล้นออกมาจากหัวใจ

บางครั้ง… การถูกทำลายสิ่งที่เราคิดว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต อาจไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นที่สอนให้เรารู้ว่า ใครคือคนที่รักเราอย่างแท้จริง และเรามีความแข็งแกร่งมากพอที่จะสร้างชีวิตใหม่ที่งดงามขึ้นมาได้ด้วยตัวของเราเอง.

Leave a Comment