ภาคที่ 3 (ตอนจบ)สามีหนีไปนอนโซฟาตอนตี 1:17 นาที ความจริงที่ทำให้ฉันเข่าทรุด… แม่ยายและสามีร่วมมือกันฮุบสมบัติ!

ภาคที่ 3 (ตอนจบ)

รถยนต์หรูคันงามจอดเทียบหน้าบ้านในช่วงบ่ายแก่ๆ ฉันไม่ได้กลับมาคนเดียว แต่มาพร้อมกับตำรวจตระเวนระงับคดีเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ของธนาคาร และทนายความส่วนตัวที่ถือแฟ้มคดีหนาเตอะ

เมื่อฉันไขกุญแจเปิดประตูบ้านเข้ามา เสียงหัวเราะสนุกสนานในห้องรับแขกก็ต้องหยุดชะงักลง ธีระ กานดา เด็กชายตัวน้อย และแม่ยายที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยกัน สะดุ้งตกใจเมื่อเห็นกลุ่มคนในเครื่องแบบก้าวเข้ามาในบ้านอย่างเป็นระเบียบ

“เมลดา! นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมพวกตำรวจถึงเข้ามาในบ้านเราได้!” ธีระลุกขึ้นยืนด้วยใบซีดเผือด สีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เขารีบกวาดสายตามองหน้าเจ้าหน้าที่สลับกับฉัน

แม่ยายรีบวิ่งเข้ามาทำท่าจะโวยวาย “อีเมลดา แกพาใครมาบ้านวะ! อยากให้บ้านพังหรือไง ออกไปนะ!”

ฉันยกมือขึ้นห้ามด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึก ก่อนจะส่งสัญญาณให้ทนายความก้าวออกมาข้างหน้า

“เชิญนั่งก่อนเถอะค่ะ ธีระ… คุณแม่… เรามีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกันให้เคลียร์” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาและทรงพลัง จนทำให้ทุกคนในห้องถึงกับผงะและนิ่งเงียบไปชั่วขณะ

ทนายความเปิดแฟ้มเอกสารในมือออกแล้วเริ่มอ่านเสียงดังฟังชัดทีละฉบับ “เรียนคุณธีระ และคุณกานดา… เนื่องด้วยตรวจพบการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงสถาบันการเงิน ยักยอกทรัพย์สินของบริษัท และใช้เอกสารสิทธิ์อันเป็นเท็จในการค้ำประกันสินเชื่อ โดยนำโฉนดที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของ คุณเมลดา (ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย) มาแอบอ้างโดยหลอกลวง…”

สีหน้าของธีระเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดราวกับกระดาษ เขารีบหันมามองหน้าฉันด้วยความตกใจสุดขีด “เมลดา… เธอพูดเรื่องอะไร? เอกสารพวกนั้น… เธอก็เซ็นยินยอมแล้วนี่!”

ฉันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เดินเข้าไปใกล้เขาช้าๆ แววตาสมเพชระคนเกลียดชังฉายชัดในดวงตาของฉัน “ใช่ค่ะ ฉันเซ็น… แต่คุณลืมดูรายละเอียดในหน้าสุดท้ายสินะคะ ว่าทรัพย์สินทั้งหมดถูกโอนสิทธิ์กลับมาเป็นของฉันร้อยเปอร์เซ็นต์ทันทีที่มีการตรวจพบการโยกย้ายเงินออกนอกระบบบริษัท และที่สำคัญที่สุด…” ฉันหันไปมองหน้าแม่ยายที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดจนริมฝีปากสั่นระริก “บ้านหลังนี้เป็นมรดกเลือดของแม่ฉัน ไม่มีทางที่พวกคุณจะเอาไปใช้เป็นเรือนหอให้เมียน้อยและลูกนอกสมรสของคุณได้หรอกค่ะ!”

กานดาที่อุ้มเด็กชายอยู่มุมห้องเริ่มปล่อยโฮออกมาด้วยความกลัว เธอส่งเสียงสะอื้นและเขย่าแขนธีระ “พี่ธีระ ไหนพี่บอกว่าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วไงคะ? ไหนบอกว่าบ้านหลังนี้จะเป็นของเรา?”

แม่ยายทนไม่ไหว นางพุ่งเข้ามาหาฉันหมายจะตบด้วยความโกรธจัด “อีลูกอกตัญญู! แกกล้าทำกับครอบครัวเราแบบนี้เหรอ! แกมันผู้หญิงไร้ค่า ไม่มีปyrดลูก ไม่มีใครเอา แกถึงต้องทำลายพวกเรา!”

แต่ยังไม่ทันที่มือเหี่ยวย่นจะสัมผัสโดนตัวฉัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้าชาร์จตัวนางและธีระเอาไว้ทันที เสียงเหล็กกระทบกันดัง กริ๊ก! กุญแจมือถูกสวมเข้าที่ข้อมือของธีระและแม่ยายอย่างรวดเร็ว

“คุณธีระและคุณ… ถูกจับกุมในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ และสมคบกันกระทำความผิดทางเศรษฐกิจ เชิญไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจครับ” เสียงตำรวจหนุ่มก้องกังวานไปทั่วบ้าน

ภาพของสามีผู้ชายหลายใจที่เคยหยิ่งผยอง และแม่ยายจอมบงการที่คอยกดขี่ข่มเหงฉันมานาน ถูกควบคุมตัวเดินคอตกออกจากบ้านหลังนี้ไปทีละคน กานดารีบอุ้มลูกวิ่งตามออกไปด้วยความตื่นตระหนก ทิ้งให้บ้านหลังใหญ่กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

ฉันยืนนิ่งอยู่ที่กลางห้องรับแขก ลมหายใจเข้าออกยาวลึก ความรู้สึกอึดอัด อัดอั้น และความเจ็บปวดตลอดสามเดือนที่ผ่านมา มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความโล่งเบาและรอยยิ้มแห่งชัยชนะที่ประดับอยู่บนใบหน้า

ฉันเดินขึ้นไปบนชั้นสอง ไปยืนมองเตียงนอนกว้างที่ครั้งหนึ่งเคยเปียกชุ่มด้วยน้ำตาของความเสียใจ ก่อนจะหันไปมองโซฟาตัวยาวที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของความจริงทั้งหมด

ฉันไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายอีกต่อไปแล้ว…

นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เมลดาคนเดิมที่อ่อนแอและยอมให้ใครเหยียบย่ำ ได้ตายไปจากบ้านหลังนี้แล้ว เหลือเพียงผู้หญิงที่แข็งแกร่งและพร้อมจะก้าวเดินต่อไปด้วยศักดิ์ศรีของตนเองอย่างเต็มภาคภูมิ

Leave a Comment