Part 3 (ตอนจบ): การพิพากษาและชีวิตใหม่บนผืนฟ้า
ความเงียบเข้าปกคลุมรอบบริเวณ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของอัครินทร์ที่สะกดกลั้นโทสะไว้จนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
ดารินทร์พยายามเดินเข้ามาเกาะแขนชายหนุ่ม ส่งสายตาออดอ้อน “พี่รินทร์คะ ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ คุณป้าพูดความจริงทุกอย่าง นังมินตรามันสร้างเรื่องใส่ร้ายพวกเรา พี่อย่าไปหลงเชื่อนังปลิงนี่เลยนะคะ น้องดารินทร์รักและหวังดีกับพี่รินทร์เสมอ…”
“เอามือสกปรกของเธอออกไปจากตัวฉัน!”
อัครินทร์สะบัดแขนอย่างแรงจนดารินทร์เซถลาล้มลงไปคลุกกับดินเลนข้างเล้าไก่ ชุดสวยของเธอเปรอะเปื้อนโคลนเหม็นคลุ้ง หญิงสาวหวีดร้องอย่างเสียหน้า
“แกคิดว่าฉันโง่จนไม่รู้เรื่องอะไรเลยงั้นเหรอ?” อัครินทร์หยิบสมาร์ตโฟนของตนขึ้นมา เปิดหน้าจอที่แสดงหลักฐานทั้งหมด “ก่อนที่ผมจะบินกลับมาไทย ผมจ้างทีมทนายความและนักสืบเอกชนตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมดแล้ว!”
ใบหน้าของคุณหญิงแขไขถอดสีในทันที ความเย่อหยิ่งบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น
“เงินทุกบาทที่ผมโอนเข้าบัญชีมินตรา ถูกโอนต่อไปยังบัญชีของดารินทร์ภายในเวลาไม่ถึงห้านาที จากนั้นก็กระจายเข้าสู่เว็บพนันออนไลน์ บัญชีโต๊ะบอล และซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม! สลิปการโอน บันทึกกล้องวงจรปิดตอนที่พวกคุณลากมินตราออกจากบ้านเดิม และหลักฐานการกู้เงินนอกระบบ… ทั้งหมดอยู่ในมือของผมเรียบร้อยแล้ว!”
“รินทร์… ฟังแม่ก่อนนะลูก…” คุณหญิงแขไขเริ่มเสียงสั่น มือไม้เริ่มเย็นเฉียบ “แม่เป็นแม่แกนะลูก แกจะเห็นคนอื่นดีกว่าแม่บังเกิดเกล้าไม่ได้นะ!”
“แม่บังเกิดเกล้าที่เหยียบย่ำชีวิตคนอื่นจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์แบบนี้น่ะเหรอครับ?” อัครินทร์มองมารดาด้วยสายตาตัดพ้อและผิดหวังอย่างถึงที่สุด “ตั้งแต่เด็กจนโต แม่สอนให้ผมรักษาเกียรติยศชื่อเสียง แต่สิ่งที่แม่ทำในวันนี้ มันต่ำช้าเกินกว่าที่ผมจะเรียกแม่ได้อย่างเต็มปาก”
ทันใดนั้น เสียงไซเรนของรถตำรวจหลายคันก็ดังกระหึ่มเข้ามาในซอย รถตราโล่สามคันพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและทนายความส่วนตัวของอัครินทร์ก้าวลงมาจากรถอย่างรวดเร็ว
ดารินทร์หน้าซีดเผือด คลานเข้าไปกอดขาคุณหญิงแขไข “คุณป้าคะ! ช่วยดารินทร์ด้วย ตำรวจมาทำไมคะคุณป้า!”
“ผมได้แจ้งความดำเนินคดีในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว, ทำร้ายร่างกาย, ยักยอกทรัพย์ และฉ้อโกง” อัครินทร์หันไปมองทนายความที่เดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสาร “ทนายสมเกียรติ มอบหลักฐานทั้งหมดให้สารวัตรเลยครับ… ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ต้องมีการยอมความใดๆ ทั้งสิ้น”
“ตารินทร์! แกจะส่งแม่แท้ๆ ของแกเข้าคุกไม่ได้นะ! แกมันลูกเนรคุณ! นรกจะกินกบาลแก!” คุณหญิงแขไขกรีดร้องโวยวายอย่างบ้าคลั่งขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงเดินเข้ามาใส่กุญแจมือ ส่วนดารินทร์ร้องไห้ฟูมฟาย กรีดร้องขอความเมตตาจนสิ้นสภาพคุณหนูผู้สูงศักดิ์
อัครินทร์ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขาก้มลงช้อนร่างของมินตราขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม น้ำหนักตัวของเธอเบาหวิวราวกับขนนก
“พี่รินทร์…” มินตราซบหน้าลงกับอกแกร่ง น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลริน “มันจบแล้วใช่ไหมคะ?”
“จบแล้วครับคนดี… ต่อจากนี้ไป จะไม่มีใครมาทำร้ายมินของพี่ได้อีกแล้ว” อัครินทร์จุมพิตลงบนหน้าผากของภรรยาอย่างอ่อนโยน
เขาอุ้มเธอเดินผ่านซากปรักหักพัง ผ่านสายตาของชาวบ้านที่ออกมายืนดูและสาปแช่งสองป้าหลานที่ถูกตำรวจคุมตัวขึ้นรถตู้ไป อัครินทร์พามินตราขึ้นรถยนต์ส่วนตัวมุ่งหน้าตรงไปยังโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ทันที
หนึ่งปีต่อมา… ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องกระทบกระจกบานใหญ่ของอาคารผู้โดยสาร มินตราในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนดูสดใส ผิวพรรณของเธอกลับมาเปล่งปลั่ง รอยยิ้มหวานประดับอยู่บนใบหน้าอันงดงามที่ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความทุกข์ระทมอีกต่อไป สุขภาพร่างกายและจิตใจของเธอได้รับการฟื้นฟูจนกลับมาสมบูรณ์แข็งแรง
ทางด้านคดีความ ศาลตัดสินจำคุกดารินทร์และคุณหญิงแขไขตามหลักฐานที่แน่นหนา ทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไปบางส่วนถูกขายทอดตลาดเพื่อชดใช้หนี้สิน ทั้งสองคนต้องชดใช้กรรมอยู่ในเรือนจำโดยไม่มีใครเหลียวแล
เสียงประกาศเที่ยวบินระหว่างประเทศดังขึ้น กัปตันอัครินทร์ในชุดเครื่องแบบสีขาวสง่างามเดินลากกระเป๋าเดินทางตรงเข้ามาหาภรรยา แววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุขที่แท้จริง
“พร้อมหรือยังครับคุณนายอัครเดชชาญชัย?” อัครินทร์ส่งยิ้มอบอุ่นพลางยื่นตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจให้เธอ
“พร้อมแล้วค่ะกัปตัน” มินตรายิ้มตอบพลางจับมือสามีไว้แน่น
เที่ยวบินนี้ไม่ใช่การเดินทางไปทำงานเพียงลำพังอีกต่อไป แต่อัครินทร์พามินตราย้ายไปตั้งรกรากและเริ่มต้นชีวิตคู่ใหม่อย่างสงบสุขที่ประเทศแคนาดา ละทิ้งฝันร้ายและคราบน้ำตาไว้เบื้องหลัง เพื่อโบยบินเคียงคู่กันไปบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ชั่วนิรันดร์