Part 3: ส่งเงินส่งควายเรียนลูกสาว 5 ปี พอกลับมาบ้านเห็นลูกกินแค่ขนมปังแปรรูป… และคนที่ขโมยรอยยิ้มไปกลับอยู่ในบ้านของเราเอง

Part 3

“กร! แกทำอะไรน้อง! บ้าไปแล้วรึไง!” แม่พุ่งเข้ามาทุบตีแขนฉัน ใบหน้าของแกบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและตกใจ แต่ฉันไม่สะทกสะท้าน สายตานิ่งสนิทจ้องมองแม่และน้องชายด้วยความรู้สึกด้านชาที่น่ากลัวกว่าความโกรธ “ถามมันสิแม่… ว่าเงินห้าปีที่ผ่านมา มันเอาไปทำอะไรหมด!” ฉันโยนปึกเอกสารและสลิปการโอนเงินลงบนพื้นบ้าน เอกสารกระจัดกระจายไปทั่วเท้าของแม่

น้าเดชลุกขึ้นยืนช้าๆ เช็ดเลือดมุมปาก สีหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นตัวเลขบนสลิปการโอนเงินที่ระบุชื่อบัญชีของตัวเองชัดเจน “พี่… พี่ฟังผมก่อน…” น้าเดชเสียงสั่น “ฟังอะไรอีกวะ!” ฉันตะคอกลั่นบ้านจนหน้าต่างสั่น “แกสูบเงินที่ฉันหามาด้วยหยาดเหงื่อและความตายในไซต์งานก่อสร้าง เอาไปปรนเปรอความสุข เล่นการพนัน ปล่อยให้หลานสาวแท้ๆ ของตัวเองกินแค่ขนมปังแผ่นเดียว แบ่งครึ่งกินประท้วงชีวิต แกทำลงไปได้ยังไงวะ!”

แม่หันไปมองหน้าลินที่ยืนก้มหน้าเงียบอยู่ด้านหลังฉัน ก่อนจะหันมามองฉันด้วยแววตาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที “แล้วทำไมล่ะ! ถ้ารู้สึกเสียดายเงินนัก แกก็ควรจะกลับมาดูเองตั้งแต่แรกสิ! เด็กนี่มันก็แค่ภาระ พ่อมันก็ไปทำงานไกล แม่มันก็ตาย! ถ้าฉันไม่ได้เงินพวกนั้นมาช่วยจุนเจือบ้านหลังนี้ ครอบครัวเราจะอยู่ยังไง!”

คำพูดของแม่เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ตัดขาดสายใยความผูกพันทั้งหมดในใจฉัน นี่เหรอ… คำพูดของคนที่เรียกว่าแม่? คนที่ยอมขายแม้กระทั่งอนาคตและสุขภาพของหลานในไส้ เพื่อเอาเงินไปให้ลูกชายผลาญเล่นในบ่อน? “จุนเจือบ้านเหรอแม่?” ฉันแค่นجหัวเราะด้วยความสมเพช “บ้านหลังนี้ ซ่อมแซมด้วยเงินที่ฉันส่งมา รถกระบะที่จอดอยู่หน้าบ้าน ก็ซื้อด้วยเงินที่ฉันส่งมา แต่สิ่งที่ลูกสาวฉันได้กินคือเศษข้าวบูดกับขนมปังขึ้นรา!”

ฉันหันไปมองน้าเดชที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกนก “แกเตรียมตัวเก็บกระเป๋าไ้ด้เลย เดช… ฉันให้เวลาแกหนึ่งชั่วโมง ไสหัวออกจากบ้านหลังนี้ และถ้าฉันรู้ว่าแกยังกล้ามายุ่งกับเงินหรือทรัพย์สินของฉันอีกแม้แต่บาทเดียว ฉันจะแจ้งความจับแกเข้าคุกให้หมดอนาคตแน่ เอกสารทุกอย่าง หลักฐานการโอนเงิน บัญชีธนาคารของแก… ฉันถือไว้หมดแล้ว” น้าเดชหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ก่อนจะวิ่งหนีเข้าห้องไปเก็บของอย่างลนลาน

ส่วนแม่ ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธและอับอาย แกจ้องหน้าฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง “ไอ้ลูกอกตัญญู! แกไล่น้อง ไล่แม่ตัวเองเหรอ!” “ผมไม่ได้ไล่แม่…” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เยือกเย็นจนแกสะดุ้ง “แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บ้านหลังนี้… ผมจะขายทิ้ง เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เคยส่งมา ผมจะเก็บบัญชีไว้ให้ลูกสาวผมทั้งหมด ส่วนแม่… ผมจะส่งเงินให้ตามสมควรในฐานะลูก แต่เราจบกันแค่นี้ ไม่มีคำว่าครอบครัวอีกต่อไปแล้ว”

แม่ทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ไม้หน้าตาตื่น แกพยายามจะพูดแก้ตัว ร้องไห้คร่ำครวญ แต่ไม่มีน้ำตาหยดไหนจากฉันหรือลินที่จะใจอ่อนให้อีกแล้ว ความไว้ใจที่ถูกทำลายลงไปตลอดห้าปี ไม่สามารถซ่อมแซมได้ด้วยคำขอโทษเพียงไม่กี่คำ

สองชั่วโมงต่อมา ฉันพา L ขึ้นรถคันเดิม ขับออกจากบ้านหลังนั้น—บ้านที่เคยเป็นความทรงจำในวัยเด็ก แต่ตอนนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังของความโลภและความเห็นแก่ตัว

เราเดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ ฉันจัดการเรื่องย้ายโรงเรียนของลินให้เรียบร้อย เลือกโรงเรียนที่ดีที่สุด บรรยากาศอบอุ่น และอยู่ใกล้คอนโดมิเนียมใจกลางเมืองที่ฉันเพิ่งซื้อไว้เป็นชื่อของเราสองคน วันแรกที่ลินได้นอนบนเตียงนุ่มๆ ในห้องนอนสีพาสเทลที่ตกแต่งอย่างสวยงาม เธอยืนมองรอบห้องด้วยรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่ฉันไม่ได้เห็นมานานนับปี

“Papa…” ลินวิ่งเข้ามาสวมกอดฉันแน่น น้ำตาแห่งความสุขไหลรินอาบแก้มเด็กน้อย “ขอบคุณนะคะ… ที่กลับมา” ฉันกอดเธอกลับแน่นไม่แพ้กัน ฝังใบหน้าลงกับเส้นผมของลูกสาว “พ่อขอโทษนะลูกที่มาช้าเกินไป… แต่วันนี้ พ่อกลับมาแล้ว และจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกอีกเด็ดขาด”

ห้าปีที่ฉันต้องทนตากแดดตากลม ทำงานหนักท่ามกลางเสียงเครื่องจักรและฝุ่นควันในไซต์งานก่อสร้างที่ไกลโพ้น เคยคิดว่าทำไปเพื่ออนาคตของครอบครัว เพื่อความสบายของทุกคน แต่ในที่สุด ฉันก็ได้เรียนรู้บทเรียนที่ราคาแพงที่สุดในชีวิต—เงินทองมากมายแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย หากเราสูญเสียคนที่เรารักที่สุดไปต่อหน้าต่อตา

แต่ตอนนี้… ทุกอย่างได้รับการแก้ไขแล้ว ดวงอาทิตย์ยามเย็นสาดแสงอุ่นๆ ผ่านกระจกหน้าต่างคอนโดมิเนียม ทอประกายลงบนใบหน้าของลูกสาวที่กำลังหัวเราะร่าเริงขณะจัดโต๊ะหนังสือเครื่องใหม่ โลกของพวกเราอาจจะเคยพังทลายลงไปครั้งหนึ่ง แต่วันนี้… เรากำลังสร้างมันขึ้นมาใหม่ ด้วยความรัก ความจริงใจ และเศษกระดาษทิชชกับขนมปังแผ่นครึ่งนั้น ที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นซ้ำสองในชีวิตของเราอีกต่อไป

Leave a Comment