Part 3: ผลกรรมของความเห็นแก่ตัว และจุดจบของพันธนาการ (The End)
สายลมเย็นสดชื่นแห่งเทือกเขาแอลป์พัดผ่านใบหน้าของผมและน้องพิมพ์ เราสองคนใช้เวลาสองสัปดาห์ในดินแดนยุโรปอย่างมีความสุขที่สุด พิมพ์ได้วิ่งเล่นในทุ่งหญ้าสีเขียวขจี ได้นั่งรถไฟสายพาโนรามาชมธารน้ำแข็ง ได้ป้อนอาหารหงส์ขาวในทะเลสาบเจนีวา และได้หัวเราะอย่างร่าเริงเต็มเสียงโดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะถูกใครดุว่าหรือแย่งชิงพื้นที่ รอยยิ้มที่สดใสไร้เดียงสาของลูกสาวกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์แบบ มันคุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ผมจ่ายไป
แต่ในเวลาเดียวกัน ที่ประเทศไทย… พายุกำลังพัดถล่มบ้านเดี่ยวหลังงามที่ราชพฤกษ์จนพังยับเยิน
เช้าวันเสาร์นั้น ขบวนครอบครัวของแม่ยาย วิภาดา และน้องนนท์ เดินทางมาถึงบ้านด้วยท่าทีหยิ่งผยอง วิภาดาเดินนำหน้าพลางสั่งการให้ลูกชายเลือกของเล่นในบ้านอย่างเคยชิน ขณะที่แม่สุพรรณีก็เตรียมตั้งสำรับอาหารรอต้อนรับหลานชาย ทว่า เมื่อพวกเขาเปิดประตูห้องนอนของพิมพ์ หวังจะให้นนท์เข้าไปนอนพักผ่อนอย่างราชา สิ่งที่พวกเขาพบกลับมีเพียงห้องที่ว่างเปล่า เตียงนอนถูกถอดผ้าปูออกจนเหลือแต่ฟูกโล่งๆ และไม่มีแม้แต่แอร์เปิดรอรับ
“นี่มันหมายความว่ายังไงนังกานดา!” แม่ยายแผดเสียงลั่นบ้าน “ไอ้ธีร์มันหายหัวไปไหน ทำไมไม่ขับรถไปรับพวกเราที่สถานี! แล้วห้องนอนตานนท์ทำไมถึงยังไม่จัดให้เรียบร้อย ปล่อยให้ห้องว่างเป็นรังหนูแบบนี้ได้ยังไง!”
วิภาดากอดอก เบะปากด้วยความไม่พอใจ “นั่นสิกานดา พี่อุตส่าห์พานนท์นั่งรถไฟมาเหนื่อยๆ นึกว่าจะได้นอนพักสบายๆ น้องเขยแกทำตัวเสียมารยาทขนาดนี้ได้ยังไง ไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่เลย!”
กานดานั่งร้องไห้อยู่ที่โซฟา สภาพทรุดโทรม ขอบตาบวมช้ำ เธอไม่ได้นอนมาทั้งคืน “พี่ธีร์… พายัยพิมพ์บินไปยุโรปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะแม่…”
“อะไรนะ?!” แม่ยายร้องเสียงหลง “บินไปยุโรป?! เอาเงินที่ไหนไปตั้งมากมาย ทำไมไม่พาน้องนนท์กับพวกเราไปด้วย! คนเห็นแก่ตัวแบบนี้มีด้วยเหรอ มีเงินพาลูกตัวเองไปเที่ยวเมืองนอก แต่ปล่อยให้หลานแท้ๆ อดมื้อกินมื้อ!”
“เขาไม่ได้ไปเที่ยวธรรมดาหรอกค่ะแม่…” กานดาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน เธอหยิบซองเอกสารสีขาวสามซองที่ทนายกิตติศักดิ์ส่งแมสเซนเจอร์มาส่งให้ถึงหน้าบ้านเมื่อช่วงเช้าตรู่ขึ้นมาวางบนโต๊ะ “เขาส่งหมายศาลมาฟ้องหย่ากานดา… และฟ้องดำเนินคดีกับพี่วิภาด้วย”
คำว่า “ฟ้องดำเนินคดี” ทำให้วิภาดาสะดุ้งโหยง สีหน้าเปลี่ยนจากความไม่พอใจกลายเป็นความตื่นตระหนก “ฟ้อง… ฟ้องฉันเรื่องอะไร?! ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนะ!”
“เงินสามแสนห้าหมื่นบาทที่พี่วิขอร้องให้กานดาแอบถอนออกมาจากบัญชีของยัยพิมพ์เมื่อเดือนก่อนไงคะ!” กานดาตะโกนใส่หน้าพี่สาวทั้งน้ำตา ปลดปล่อยความอัดอั้นที่แบกไว้ “พี่ธีร์เขารู้เรื่องหมดแล้ว ทนายของเขารวบรวมหลักฐานใบเสร็จ สเตตเมนต์ และเส้นทางการเงินที่โอนเข้าบัญชีพี่วิไว้ครบทั้งหมด เขายื่นฟ้องพี่วิข้อหารับของโจรและสมรู้ร่วมคิดยักยอกทรัพย์ และถ้าพี่วิหาเงินสามแสนห้ามาคืนไม่ได้ภายในเจ็ดวัน เขาจะดำเนินคดีอาญาให้ถึงที่สุด พี่วิจะต้องติดคุก!”
วิภาดาหน้าซีดจนไร้สีเลือด แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดลงนั่งกับพื้น “กานดา… แกต้องช่วยพี่นะ! พี่เอาเงินก้อนนั้นไปใช้หนี้พนันออนไลน์กับหนี้นอกระบบหมดแล้ว พี่ไม่มีเงินคืนหรอก! แกเป็นน้องสาวแท้ๆ แกต้องรับผิดชอบสิ!”
“จะให้ฉันเอาเงินที่ไหนมารับผิดชอบ!” กานดากรีดร้องตอบอย่างสิ้นสติ “พี่ธีร์เขาระงับบัตรเครดิตทุกใบที่เป็นชื่อเขา เขาแจ้งอายัดบัญชีร่วมทั้งหมด และบ้านหลังนี้… บ้านที่แม่กับพี่วิชอบมาชุบมือเปิบ มันเป็นชื่อของพี่ธีร์คนเดียวตั้งแต่ก่อนแต่งงาน! ทนายสั่งให้พวกเราทุกคนย้ายออกไปภายในสิ้นเดือนนี้ ไม่เว้นแม้แต่กานดา!”
ความจริงอันโหดร้ายฟาดเข้าใส่หน้าของทุกคนในครอบครัวอย่างจัง แม่สุพรรณีที่เคยมีปากเสียงเก่งกาจ ถึงกับเป็นลมล้มพับลงกับโซฟา นนท์เห็นผู้ใหญ่ทะเลาะกันรุนแรงก็ตกใจร้องไห้จ้าลั่นบ้าน บ้านที่เคยอบอุ่นและเงียบสงบ บัดนี้กลายเป็นนรกแห่งการก่นด่า โทษกันไปมา และความสิ้นหวัง
วิภาดาพยายามโทรหาผมเป็นร้อยๆ สาย แม่ยายพยายามส่งข้อความมาขอร้อง อ้อนวอน อ้างเรื่องบาปบุญคุณโทษ อ้างเรื่องความเป็นครอบครัว แต่เบอร์โทรศัพท์ของพวกเขาทุกคนถูกผมบล็อกไปตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว สิ่งเดียวที่พวกเขาติดต่อได้คือสำนักงานกฎหมายของทนายกิตติศักดิ์ ซึ่งดำเนินกระบวนการตามตัวบทกฎหมายอย่างเฉียบขาด ไร้ความปรานี
หนึ่งเดือนต่อมา ผมและน้องพิมพ์เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย การฟ้องหย่าสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกานดาไม่มีทางสู้ด้วยพยานหลักฐานอันแน่นหนา ศาลตัดสินให้ผมได้รับสิทธิ์การปกครองน้องพิมพ์แต่เพียงผู้เดียว ส่วนวิภาดาจำต้องกู้หนี้ยืมสินจากญาติฝั่งพ่อและยอมขายที่ดินมรดกผืนสุดท้ายที่ต่างจังหวัดเพื่อนำเงินสามแสนห้าหมื่นบาทมาชดใช้คืนให้กองทุนของพิมพ์ เพื่อแลกกับการไม่ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ
ครอบครัวของกานดาต้องแบกรับภาระหนี้สินท่วมหัวและย้ายกลับไปอยู่อย่างยากลำบากในห้องเช่าแคบๆ ชานเมือง นนท์ไม่ได้เรียนโรงเรียนเอกชนชื่อดังอีกต่อไปเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม และแม่ยายก็ไม่กล้าเชิดหน้าชูตากับใครในหมู่บ้านได้อีก
ส่วนกานดา… เธอสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปเพราะความมืดบอด สูญเสียสามีที่รักและดูแลเธอมาสิบปี สูญเสียบ้านที่สุขสบาย และที่เจ็บปวดที่สุด คือเธอสูญเสียความศรัทธาและความเคารพจากลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองไปตลอดกาล ในวันที่เธอมาเก็บข้าวของออกจากบ้าน เธอพยายามจะเข้ามากอดพิมพ์ แต่ลูกสาวกลับถอยหลังหลบไปยืนอยู่ข้างหลังผม พร้อมมองแม่ของเธอด้วยสายตาที่เย็นชาและเหินห่าง
ผมตัดสินใจขายบ้านเดี่ยวที่ราชพฤกษ์หลังนั้น แล้วย้ายไปซื้อบ้านหลังใหม่ในย่านที่เงียบสงบใกล้โรงเรียนนานาชาติของพิมพ์ เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สะอาด บริสุทธิ์ และปราศจากพันธนาการที่เป็นพิษ
ในบ่ายวันอาทิตย์ที่สดใส ผมยืนมองน้องพิมพ์กำลังวิ่งเล่นกับสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ในสวนหลังบ้านหลังใหม่ เสียงหัวเราะอันสดใสของลูกดังก้องไปทั่วบริเวณ ผมเดินเข้าไปหา ยื่นแก้วน้ำผลไม้ให้ พิมพ์เงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้างให้ผมอย่างมีความสุข แววตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวหรือความน้อยเนื้อต่ำใจหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
“ปะป๊าคะ พิมพ์ชอบบ้านหลังนี้ที่สุดเลยค่ะ” พิมพ์กอดเอวผมไว้แน่น “เพราะที่นี่… คือบ้านของพิมพ์กับปะป๊าจริงๆ”
ผมลูบผมลูกสาวด้วยความรักสุดหัวใจ หน้าที่ของคนเป็นพ่อ คือการเป็นกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อปกป้องโลกของลูก และวันนี้ ผมได้ทำหน้าที่นั้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว.