ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : การพิพากษาและการเริ่มต้นใหม่

ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : การพิพากษาและการเริ่มต้นใหม่

คำพูดของภพธรทำให้ฉันตื่นตัวขึ้นมาทันที ใช่แล้ว… วันนี้คือวันครบกำหนดหกเดือนตามกฎหมายที่อาเกริกพลจะยื่นคำร้องต่อศาลและบอร์ดบริหาร เพื่อประกาศว่าฉันเป็นบุคคลสาบสูญและขอโอนถ่ายหุ้นทั้งหมด รวมถึงสิทธิ์ในคฤหาสน์ให้ตกเป็นของเขาตามลำดับทายาท

“ถ้าอย่างนั้น ฉันต้องรีบไปที่สำนักงานใหญ่เดี๋ยวนี้!” ฉันลุกขึ้นยืนด้วยความร้อนรน กำกระเป๋าเอกสารหลักฐานแน่น

“ไม่ต้องรีบร้อนครับคุณไอริน การจะเชือดเสือ เราต้องปล่อยให้มันคิดว่าตัวเองชนะก่อน” ภพธรยิ้มอย่างใจเย็น ดวงตาของเขาฉายประกายแห่งผู้คุมเกม “ผมเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ขบวนรถและทีมทนายของผมจะพาคุณไปส่งถึงที่นั่นในจังหวะที่สมบูรณ์แบบที่สุด”

เวลาสิบเอ็ดนาฬิกาตรง ณ ห้องประชุมชั้นสูงสุดของอาคารอัครเดชไพศาลทาวเวอร์ ย่านสาทร บรรยากาศภายในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด บอร์ดบริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมขนาดยักษ์ ที่หัวโต๊ะคือ อาเกริกพล ชายวัยห้าสิบปีในชุดสูทราคาแพง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและลำพองใจ

“ทุกท่านคงทราบดีแล้วว่า หลานสาวของผม… ไอริน ได้หนีความผิดฐานยักยอกเงินและหายสาบสูญไปครบหกเดือนเต็มในวันนี้” เกริกพลกล่าวด้วยน้ำเสียงเสแสร้งแกล้งทำเป็นโศกเศร้า “ตามข้อบังคับของบริษัทและพินัยกรรมของพี่ชายผม เมื่อไม่มีผู้สืบทอดมารายงานตัว สิทธิ์ในการถือครองหุ้นทั้งหมดและตำแหน่งประธานกรรมการ จะต้องตกเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว ขอให้ทุกท่านลงนามรับรองด้วยครับ”

ขณะที่เกริกพลกำลังจะจรดปากกาลงบนเอกสาร ประตูห้องประชุมคู่บานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยเสียงดังสนั่น!

ปัง!

ทุกคนในห้องประชุมหันไปมองเป็นตาเดียว เกริกพลชะงักปากกาค้าง เงยหน้าขึ้นมองด้วยความโกรธเกรี้ยว “ใครบังอาจมารบกวนการประชุมสำคัญ—”

คำพูดของเขาหยุดชะงักลงทันที ใบหน้าของเกริกพลซีดเผือดจนไร้สีเลือด เมื่อเห็นร่างของฉันก้าวเข้ามาในห้องประชุมอย่างสง่างาม ฉันสวมชุดสูททางการสีดำสนิท เชิดหน้าขึ้นด้วยความมั่นใจ และข้างกายของฉันคือ ภพธร วรโชติเมธี มหาเศรษฐีหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล พร้อมด้วยทีมทนายความระดับประเทศและเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

“ขออภัยที่มาช้านะคะ คุณอา” ฉันพูดเสียงดังฟังชัด ท่ามกลางเสียงฮือฮาที่ดังระงมไปทั่วห้องประชุม “แต่เจ้าของตัวจริงยังไม่ตาย และฉันไม่ได้หายสาบสูญไปไหน!“

“อ… อะ… ไอริน! แกยังไม่ตายงั้นเหรอ?!” เกริกพลละล่ำละลักลุกขึ้นยืน ตัวสั่นเทาด้วยความตระหนก “รปภ.! รปภ. อยู่ไหน! ลากตัวผู้หญิงคนนี้ออกไป! นังนี่มันเป็นผู้ต้องหาคดียักยอกเงิน!“

“คนที่ต้องถูกลากตัวออกไปไม่ใช่คุณไอรินครับ แต่เป็นคุณต่างหาก… คุณเกริกพล” ภพธรส่งเสียงเยือกเย็นก้าวขึ้นมาด้านหน้า พร้อมกับโบกมือให้ทนายความนำแฟ้มเอกสารหนาเตอะแจกจ่ายให้กับบอร์ดบริหารทุกคนบนโต๊ะ

“นี่คือรายงานการตรวจสอบเส้นทางการเงินจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศในลอนดอนและสวิตเซอร์แลนด์” ฉันกล่าวอย่างเฉียบขาด สายตาจ้องมองอาผู้ทรยศอย่างไม่วางตา “เงินหลายพันล้านที่หายไปไม่ได้เข้าบัญชีของฉัน แต่ถูกโอนผ่านบริษัทนอมินีสี่แห่งของคุณอาเกริกพล และนี่คือหลักฐานการโอนเงินว่าจ้างกลุ่มมือปืนเพื่อวางแผนฆาตกรรมพ่อแม่ของฉันและพยายามลอบสังหารฉันในคืนฝนตกเมื่อหกเดือนก่อน!“

ทันทีที่เอกสารถูกเปิดเผย คณะกรรมการทุกคนต่างส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด เกริกพลทรุดฮวบลงกับเก้าอี้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

“ไม่จริง! มันเป็นของปลอม! แกใส่ร้ายฉัน!” เกริกพลพยายามตะโกนปฏิเสธอย่างบ้าคลั่ง

แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสารวัตรก้าวเข้ามาข้างหน้า พร้อมชูหมายจับ “คุณเกริกพล อัครเดชไพศาล คุณตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตยักยอกทรัพย์ จ้างวานฆ่า และพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เชิญไปให้การที่สถานีตำรวจครับ”

กุญแจมือเหล็กกล้าถูกสวมเข้าที่ข้อมือของเกริกพลทันที ท่ามกลางสายตาดูแคลนและผิดหวังของคนทั้งห้องประชุม เขาถูกลากตัวออกไปพร้อมเสียงกรีดร้องโวยวายที่ค่อยๆ เงียบหายไปในทางเดิน

ฉันถอนหายใจยาว ความกดดันและความทุกข์ทรมานที่แบกรับไว้ตลอดหกเดือนมลายหายไปจนหมดสิ้น น้ำตาแห่งความโล่งอกเอ่อล้นออกมาเบาๆ ที่หางตา บอร์ดบริหารทุกคนลุกขึ้นยืนและปรบมือต้อนรับการกลับมาของฉันอย่างเป็นทางการ

หลังจากจัดการเรื่องเอกสารและแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนจนเสร็จสิ้น ฉันและภพธรก็เดินทางกลับมายังคฤหาสน์ตระกูลอัครเดชไพศาลในยามเย็น แสงอาทิตย์อัสดงสีทองสาดส่องลงบนสวนดอกไม้ที่สวยงามและเงียบสงบ

เราทั้งสองคนยืนอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน ฉันหันไปมองภพธร ชายผู้ที่ฉันเคยคิดว่าเป็นเพียงขอทานข้างถนน แต่กลับกลายเป็นผู้พิทักษ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉัน

“ฉันไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไงดีค่ะ คุณภพธร… ถ้าในคืนนั้นฉันไม่ได้เจอคุณ และถ้าคุณไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ ฉันคงไม่มีวันนี้” ฉันพูดจากก้นบึ้งของหัวใจ

ภพธรหันมายิ้มให้ฉันอย่างอ่อนโยน แววตาของเขาอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ “คุณไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับคุณไอริน ในคืนที่มืดมนที่สุดของชีวิตผม คุณคือคนที่มอบเศษเงินและกุญแจให้ผมได้มีที่หลบภัย ความเมตตาและความไว้ใจของคุณในคืนนั้นคือสิ่งที่ช่วยชีวิตผมไว้เช่นกัน”

เขาหยิบกุญแจทองคำขึ้นมาดูอีกครั้ง ก่อนจะสบตาฉันลึกซึ้ง “คฤหาสน์หลังนี้กลับคืนสู่มือเจ้าของที่แท้จริงแล้ว แต่ถ้าคุณไอรินไม่รังเกียจ… ในฐานะเพื่อนบ้าน หรือในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ผมหวังว่าจะมีโอกาสได้แวะมาดื่มชาที่คฤหาสน์หลังนี้บ่อยๆ นะครับ”

ฉันยิ้มรับด้วยความอบอุ่นในหัวใจ ความมืดมิดในอดีตได้ผ่านพ้นไปแล้ว และฉันรู้ดีว่าก้าวต่อไปของชีวิตที่มีชายคนนี้ยืนเคียงข้าง จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่งดงามที่สุดตลอดไป.

Leave a Comment