ตอนที่ 3 (ตอนจบ)
เวลา 20:00 น. ตรง รถเอสยูวีสีดำของภัทรแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าอาคารสำนักงานย่านสาทรเหมือนเช่นเคย
ฉันก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะข้างคนขับด้วยสีหน้าเรียบเฉย แสร้งทำเป็นพนักงานออฟฟิศที่เหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาทั้งวัน ภัทรหันมายิ้มให้อย่างอบอุ่น รอยยิ้มของน้องชายที่แสนดีซึ่งซ่อนใบหน้าของปีศาจไว้เบื้องหลัง
“วันนี้งานหนักอีกแล้วเหรอครับพี่ริน? หน้าซีดเชียว” ภัทรพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำดื่มที่เปิดฝาไว้แล้วส่งมาให้ฉัน “ดื่มน้ำเย็นๆ ให้ชื่นใจก่อนครับ เดี๋ยวผมเปิดแอร์เย็นๆ ให้”
“ขอบใจนะภัทร” ฉันรับขวดน้ำมา ยกขึ้นจรดริมฝีปาก แกล้งทำท่ากลืนอึกใหญ่ แต่แท้จริงแล้วฉันใช้เทคนิคแอบบ้วนน้ำกลับลงไปในแก้วเก็บความเย็นส่วนตัวที่มีหลอดดูดปิดทึบซึ่งฉันถือติดมือมาด้วย
หลังจากผ่านไปสิบนาที ฉันเริ่มแกล้งทิ้งศีรษะพิงกระจก เปลือกตาค่อยๆ ปิดลง แกล้งหายใจติดขัดและปล่อยให้แขนทั้งสองข้างตกลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง
ภัทรชะลอรถแล้วเอื้อมมือมาเขย่าแขนฉันเบาๆ “พี่ริน? พี่รินครับ?”
เมื่อเห็นว่าฉันไม่ตอบสนอง เขาก็แสยะยิ้มกว้างออกมาทันที เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาธาม “พี่ธาม ปลาฮุบเหยื่อแล้ว หลับสนิทเป็นตายเลย กำลังขับมุ่งหน้าไปที่คลินิก เดี๋ยวเจอกันอีกครึ่งชั่วโมง”
รถแล่นฝ่าสายฝนออกนอกเมือง มุ่งตรงไปยังคลินิกเวชกรรมร้างที่ถูกดัดแปลงเป็นแล็บลับในซอยลึกแถบนนทบุรี ภัทรขับรถเลี้ยวเข้าไปในโรงจอดรถด้านหลังที่มีประตูปิดมิดชิด จากนั้นเขาก็ดึงร่างของฉันขึ้นไปบนรถเข็นพยาบาล ล้อเลื่อนหมุนไปตามทางเดินที่เงียบสงัดและมีกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฟุ้งกระจาย
ประตูห้องผ่าตัดเปิดออก แสงไฟนีออนสว่างจ้าส่องเข้าตาที่แอบหรี่มองอยู่ ธามยืนอยู่ในชุดกาวน์แพทย์ ข้างๆ เขาคือหญิงสาวหน้าตาซีดเซียวแต่แววตาเต็มไปด้วยความโลภ—แพทย์หญิง วาเนสซ่า
“มาถึงสักที” วาเนสซ่าพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เธอเดินมาลูบใบหน้าของฉันอย่างหลงใหล “เซลล์ของนังนี่บริสุทธิ์มาก ธาม… ร่างกายของฉันเริ่มปฏิเสธยาแล้ว ถ้าคืนนี้ไม่ได้สเต็มเซลล์เข้มข้นชุดนี้ ฉันคงอยู่ได้ไม่ถึงเดือน”
“ใจเย็นๆ วาเนสซ่า คืนนี้เราจะเจาะเอาไขกระดูกในปริมาณสูงสุดเท่าที่ทำได้” ธามพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ ต่อภรรยาที่แต่งงานกันมาสองปี “ถึงหัวใจของมันจะหยุดเต้นไประหว่างทำ เราก็แค่จัดฉากว่ามันเกิดอุบัติเหตุจมน้ำหรือหัวใจวายเฉียบพลันที่บ้าน ไม่มีใครสงสัยหรอก”
“แล้วเรื่องเงินประกันชีวิตล่ะพี่?” ภัทรถามขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“กรมธรรม์สามสิบล้านเพิ่งผ่านการอนุมัติเมื่อวาน” ธามหัวเราะในลำคอ “เราจะได้ทั้งชีวิตใหม่ของวาเนสซ่า และเงินก้อนโตไปเริ่มต้นใหม่ด้วยกันที่ต่างประเทศ”
ความชั่วช้าที่พรั่งพรูออกมาจากปากของคนที่ฉันเคยรักสุดหัวใจทำให้ความกลัวในตัวฉันมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความเย็นชาดั่งน้ำแข็ง
ภัทรและธามช่วยกันยกตัวฉันขึ้นไปนอนคว่ำบนเตียงผ่าตัด รัดสายหนังล็อกข้อมือและข้อเท้าของฉันไว้แน่นหนา วาเนสซ่าสวมถุงมือยางแล้วหยิบเข็มเจาะไขกระดูกขนาดยาวพิเศษขึ้นมา ปลายเข็มสแตนเลสสะท้อนแสงไฟวับวาวอย่างน่าสยดสยอง
“เริ่มเลยนะ” วาเนสซ่าพูดพร้อมกับเลิกชายเสื้อของฉันขึ้น เผยให้เห็นรอยช้ำเดิมที่สะโพก
ในจังหวะที่ปลายเข็มกำลังจะกดลงบนผิวหนังของฉันนั่นเอง!
ปัง! โครม!
ประตูห้องผ่าตัดถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงจนบานพับหลุดกระเด็น!
“อยู่นิ่งๆ! ตำรวจ! วางอาวุธและชูมือขึ้นเหนือศีรษะเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนกึกก้องพร้อมกับเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษและตำรวจกองปราบหลายสิบนายพร้อมอาวุธครบมือบุกทะลักเข้ามาในห้องผ่าตัด ธามและภัทรหน้าถอดสี ตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกตกใจ วาเนสซ่าตกใจจนทำเข็มเจาะหลุดมือตกลงพื้นเสียงดังเคร้ง
“อะไรกันวะเนี่ย! ตำรวจมาได้ยังไง?!” ภัทรสบถลั่น พยายามจะวิ่งหนีไปทางประตูด้านหลัง แต่ถูกเจ้าหน้าที่คอมมานโดพุ่งเข้าชาร์จกดร่างลงกับพื้นทันที
ธามยืนตัวสั่นงันงก ยกมือขึ้นเหนือหัวอย่างคนหมดทางสู้ เขามองมาที่ฉันบนเตียงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฉันลืมตาขึ้น ปลดสายรัดข้อมือข้างหนึ่งที่ฉันแอบคลายตัวล็อกไว้ตั้งแต่ตอนที่ภัทรเผลอ แล้วค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงผ่าตัดอย่างสงบนิ่ง ฉันดึงโทรศัพท์มือถือที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านในออกมา ซึ่งหน้าจอกำลังแสดงสถานะการโทรออกและส่งสัญญาณพิกัด GPS สดไปยังศูนย์วิทยุตำรวจตลอดเวลาตั้งแต่ก้าวขึ้นรถ
“เป็นไปไม่ได้… เธอ… เธอไม่ได้หมดสติงั้นเหรอ?!” ธามละล่ำละลักถาม หน้าของเขาซีดเผือดจนไร้สีเลือด
“ฉันรู้ความจริงหมดแล้วธาม” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท ทว่าทรงพลัง “ฉันรู้เรื่องที่พวกแกแอบวางยาฉัน รู้เรื่องที่แกขโมยไขกระดูกของฉันไปให้ผู้หญิงคนนี้ และฉันก็รู้แผนการฆ่าเอาเงินประกันสามสิบล้านของแกด้วย!”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวธามและวาเนสซ่า ใส่กุญแจมือทั้งสองคนอย่างแน่นหนา พร้อมกับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขที่เข้าตรวจยึดเอกสาร อุปกรณ์ทางการแพทย์เถื่อน และบันทึกเวชระเบียนที่ซ่อนอยู่ในตู้เซฟของห้องผ่าตัด ซึ่งเป็นหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุด
ธามทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฉัน น้ำตาไหลพรากด้วยความกลัว “ริน… รินจ๋า ฟังผมก่อนนะ ผมทำไปเพราะจำเป็น ผมถูกวาเนสซ่าบีบบังคับ ยกโทษให้ผมเถอะนะริน เราเป็นสามีภรรยากันนะ!”
ฉันมองผู้ชายตรงหน้าที่เคยให้คำมั่นสัญญาในวันแต่งงานว่าจะดูแลและปกป้องฉันตลอดชีวิต แต่กลับมองฉันเป็นเพียงแค่ภาชนะบรรจุอวัยวะและเครื่องมือหาเงิน
ฉันก้มลงมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชและรังเกียจ
“คำว่าสามีภรรยา มันตายไปตั้งแต่วินาทีที่แกสั่งให้ภัทรวางยาฉันแล้ว” ฉันเอ่ยอย่างเด็ดขาด “ไปขอความเห็นใจจากผู้พิพากษาในศาลเถอะ เพราะฉันจะใช้เงินทุกบาทและหลักฐานทุกชิ้นที่มี ส่งพวกแกทุกคนเข้าไปชดใช้กรรมในคุกตลอดชีวิต!”
ตำรวจคุมตัวคนทั้งสามออกไปจากคลินิกท่ามกลางเสียงไซเรนของรถตำรวจที่ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
ฉันเดินออกมานอกอาคาร สูดอากาศบริสุทธิ์ยามค่ำคืนหลังสายฝนโปรยปรายเข้าเต็มปอด รอยฟกช้ำบนร่างกายอาจต้องใช้เวลาในการรักษา แต่บาดแผลในหัวใจของฉันได้รับการเยียวยาด้วยความจริงและความยุติธรรม
ฉันรอดชีวิตมาได้ และนับจากคืนนี้เป็นต้นไป ชีวิต ร่างกาย และอนาคตของฉัน จะเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียวอย่างแท้จริง.