ตอนที่ 3 (Part 3): บทสรุปของคนทรยศ [จบ]

ตอนที่ 3 (Part 3): บทสรุปของคนทรยศ [จบ]

“แม่จ๋า! ช่วยแม่ด้วย! แม่อยู่ข้างใน!”

เสียงกรีดร้องของมะนาวดังลั่นไปทั่วซอย ตามมาด้วยเสียงกระแทกประตูรั้วเหล็กด้านหน้าอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจสองนายพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยที่ตามหลังมาติดๆ ใช้คีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ตัดโซ่คล้องประตูหน้าบ้านออก เสียงพังประตูไม้บานใหญ่ดังสนั่นก่อนที่กลุ่มควันสีเทาและสารเคมีดับเพลิงจะพวยพุ่งทะลักออกมาด้านนอก

“มีคนเจ็บอยู่ข้างใน! เตรียมถังออกซิเจนเร็ว!” เสียงตำรวจตะโกนสั่งการ

ร่างของฉันถูกหามออกมาบนเปลพยาบาล สติของฉันเลือนรางแต่ยังคงพยายามเบิกตามองหาลูกสาว ทันทีที่เห็นมะนาววิ่งโผเข้ามากอดแขนฉันทั้งน้ำตา โดยมีก้อย น้องสาวของฉันยืนประคองอยู่ข้างๆ ความอัดอั้นตันใจทั้งหมดก็พังทลาย ฉันรอดชีวิตมาได้ และลูกสาวของฉันปลอดภัย

“พี่ริญ! ไม่เป็นไรแล้วนะพี่ ปลอดภัยแล้ว ตำรวจล้อมจับพวกมันได้หมดแล้ว!” ก้อยพูดทั้งน้ำตาพลางลูบหน้าผากฉัน

หลังจากหน่วยกู้ภัยปฐมพยาบาลให้ออกซิเจนแก่ฉันและมะนาวจนอาการคงที่ ร้อยตำรวจเอกพิชัย สารวัตรเวรสอบสวน สภ.คลองหลวง ได้เดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับสมุดบันทึกและแท็บเล็ตในมือ แววตาของเจ้าหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

“คุณริญญาครับ คนร้ายสองคนที่ขับรถตู้หนีออกไป ถูกด่านตรวจสกัดจับได้ที่ถนนพหลโยธินขาออก ห่างจากหมู่บ้านไปไม่ถึงห้ากิโลเมตร ในรถพบอุปกรณ์ตัดต่อสายแก๊ส รีโมตควบคุมชนวน และสารเร่งสะเก็ดไฟ ตอนนี้พวกมันยอมเปิดปากรับสารภาพหมดแล้วครับ”

“แล้ว… เอกพลล่ะคะ?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ความเจ็บปวดในใจรุนแรงยิ่งกว่าบาดแผลตามร่างกาย

สารวัตรพิชัยเปิดหน้าจอแท็บเล็ตให้ฉันดู มันคือภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในตัวเมืองนนทบุรี ซึ่งห่างจากบ้านของเราไปเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่เชียงใหม่อย่างที่เขาสร้างเรื่องโกหกไว้ “นายเอกพลไม่ได้ไปสนามบินดอนเมืองเลยครับ เขาขับรถไปเปิดห้องพักรออยู่ที่โรงแรมนี้ เพื่อสร้างหลักฐานที่อยู่เท็จ และเตรียมจะอ้างว่าตัวเองกำลังประชุมอยู่ตอนที่เกิดเหตุระเบิดที่บ้าน ทีมสืบสวนของเราบุกเข้าชาร์จตัวเขาได้คาห้องพักเรียบร้อยแล้วครับ”

ในคลิปวิดีโอที่สารวัตรรวมหลักฐานไว้ ฉันเห็นสภาพของเอกพล ชายผู้เคยสง่างามในชุดสูททำงาน บัดนี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกดตัวลงกับพื้นห้องพักโรงแรม มือทั้งสองข้างถูกไพล่หลังใส่กุญแจมือ ใบหน้าของเขาซีดเผือด เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและสิ้นหวังเมื่อเห็นหลักฐานบนโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่ถูกยึด

ยิ่งไปกว่านั้น ในห้องพักยังมีหญิงสาววัยยี่สิบเศษอีกคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่บนเตียง เธอคือพนักงานฝ่ายบัญชีในบริษัทของเขา คนเดียวกับที่มีชื่อปรากฏในสลิปบัตรเครดิตที่ฉันเคยสงสัย

ตำรวจตรวจสอบพบว่า เอกพลแอบทำประกันชีวิตวงเงินคุ้มครองอุบัติเหตุให้ฉันและลูกสาวรวมกันสูงถึง 50 ล้านบาท โดยระบุชื่อตัวเองเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว เขาติดหนี้การพนันออนไลน์และหนี้นอกระบบหลายล้านบาท อีกทั้งยังต้องการนำเงินก้อนโตไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเมียน้อย จึงได้วางแผนจ้างวานอดีตช่างเทคนิคที่คุ้นเคยกัน ให้มาจัดฉากทำลายบ้านและฆ่าพวกเราสองคนแม่ลูก โดยให้ดูเหมือนอุบัติเหตุแก๊สระเบิดอย่างแนบเนียน

“เขาคิดว่าไฟจะเผาทำลายหลักฐานทุกอย่าง แม้กระทั่งร่างของพวกคุณ” สารวัตรกล่าวเสริม “แต่ความกล้าหาญและความเฉลียวฉลาดของน้องมะนาว รวมถึงสติของคุณริญญาที่ดับชนวนไฟระลอกแรกไว้ได้ ทำให้หลักฐานทั้งหมดในที่เกิดเหตุยังคงสภาพสมบูรณ์ กล่องควบคุมและเบอร์โทรสั่งการในซิมการ์ดของคนร้ายเชื่อมโยงตรงไปยังโทรศัพท์ของนายเอกพลอย่างไร้ข้อกังขา”

บ่ายวันถัดมา ที่ห้องขังของสถานีตำรวจ ฉันเดินทางไปเพื่อมองหน้าอดีตสามีเป็นครั้งสุดท้าย เอกพลนั่งก้มหน้าคอตกอยู่หลังลูกกรงเหล็ก สภาพของเขาดูทรุดโทรมเหมือนคนหมดสิ้นทุกสิ่งในชีวิต ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมาเห็นฉัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและละอายใจ

“ริญ… พี่ผิดไปแล้ว ริญช่วยพี่ด้วยนะ พูดกับตำรวจให้หน่อยว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด… คิดถึงครอบครัวเราสิริญ คิดถึงมะนาว…” เขาคลานเข้ามายึดลูกกรงไว้แน่น ละล่ำละลักอ้อนวอนอย่างน่าสมเพช

ฉันมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชาและว่างเปล่า ไม่มีน้ำตา ไม่มีความโกรธแค้น มีเพียงความขยะแขยงต่อผู้ชายตรงหน้า

“ตอนที่คุณสั่งให้คนร้ายล็อกประตูขังฉันกับลูกไว้ในกองเพลิง คุณเคยนึกถึงคำว่าครอบครัวบ้างไหม เอกพล?” น้ำเสียงของฉันนิ่งสนิทจนเขาชะงัก “มะนาวอายุแค่หกขวบ… แกคือลูกแท้ๆ ของคุณ แต่คุณกลับตีค่าชีวิตของแกเป็นแค่เศษเงินปลดหนี้”

“ริญ… พี่ยอมแล้ว พี่กราบล่ะ…”

“ทุกอย่างมันจบลงแล้ว เอกพล” ฉันพูดขัดขึ้นอย่างเด็ดขาด “ฉันเซ็นเอกสารฟ้องหย่า ยื่นถอนอำนาจปกครองบุตร และมอบหลักฐานทั้งหมดให้อัยการดำเนินคดีข้อหาจ้างวานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โทษของคุณคือจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตเท่านั้น… อย่าได้หวังว่าจะได้เห็นหน้าลูกสาวของฉันอีกชั่วชีวิตนี้”

ฉันหันหลังเดินออกมาจากห้องขังโดยไม่หันกลับไปมองเสียงกรีดร้องคร่ำครวญของเขาที่ดังไล่หลังมาอีกเลย

สามเดือนต่อมา… ณ บ้านสวนหลังเล็กที่อบอุ่นในจังหวัดเชียงราย บ้านเกิดของฉัน แสงแดดยามเช้าสาดส่องกระทบแปลงดอกไม้หน้าบ้านอย่างอ่อนโยน มะนาวในชุดนักเรียนสีขาวสะอาดตากำลังวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้อกับสุนัขตัวเล็กอย่างมีความสุข รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่สดใสได้กลับคืนสู่วัยเยาว์ของแกอีกครั้ง

ฉันสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ยืนมองลูกสาวด้วยความภาคภูมิใจ บาดแผลจากเหตุการณ์เฉียดตายในวันนั้นได้กลายเป็นรอยแผลเป็นที่คอยเตือนใจ ถึงแม้ความไว้ใจจะถูกทำลายจนแหลกสลาย แต่ความรักอันบริสุทธิ์ของคนเป็นแม่และลูกสาวตัวน้อย ได้นำพาเราสองคนก้าวข้ามขุมนรกนั้นมาได้… เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยอิสรภาพและความสงบสุขอย่างแท้จริง

Leave a Comment