พาร์ท 3 (จบ): ลมหายใจที่เป็นของตัวเอง
หลังจากวันนั้น ฉันเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ เปิดบัญชีธนาคารใหม่ และปิดกั้นช่องทางโซเชียลมีเดียเดิมทั้งหมด ฉันไม่รับรู้ข่าวสารโดยตรงจากครอบครัวของลูกชายอีกเลย
แต่เมืองไทยไม่ได้กว้างใหญ่อย่างที่คิด โดยเฉพาะในแวดวงสังคมคนรู้จัก ข่าวคราวของพวกเขายังคงแว่วมาเข้าหูฉันเป็นระยะผ่านเพื่อนเก่าและคนสนิท
ฉันได้ยินมาว่า วันนั้นที่หน้าบ้านพักตากอากาศที่เขาใหญ่ จบลงด้วยความอับอายขายหน้าอย่างที่สุด เจ้าของบ้านคนใหม่ไม่ยอมอ่อนข้อและเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาระงับเหตุจริงๆ แพรวากับพ่อแม่ของเธอต้องยืนร้องไห้อยู่ข้างกองกระเป๋าเดินทางท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้านละแวกนั้นที่ออกมาดูความพินาศของครอบครัวที่ชอบอวดรวย อานนท์ต้องกัดฟันควักเงินก้อนสุดท้ายที่เหลือติดกระเป๋าจ้างเหมารถกระบะขนครอบครัวและสัมภาระกลับเข้ากรุงเทพฯ อย่างทุลักทุเล
ความจริงอันโหดร้ายเริ่มตามเช็คบิลพวกเขาทีละอย่าง
เมื่อไม่มีเงินสนับสนุนจากฉัน ค่างวดรถหรูที่ค้างชำระก็ถูกไฟแนนซ์ส่งเจ้าหน้าที่มายึดไปภายในเวลาไม่ถึงสองเดือน คอนโดหรูที่พวกเขาเคยผ่อนอยู่ก็ต้องประกาศขายทอดตลาดเพราะไม่มีเงินส่งต่อ หลานทั้งสองคนต้องย้ายออกจากโรงเรียนนานาชาติค่าเทอมหลักล้าน ไปเข้าโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้านเช่าหลังเล็กๆ ที่พวกเขาจำใจต้องย้ายเข้าไปอยู่
และแน่นอน… เมื่อเงินทองหมดไป ความรักจอมปลอมที่สร้างขึ้นบนความสะดวกสบายก็พังทลายลงตามไปด้วย
ฉันรู้มาว่าอานนท์กับแพรวาทะเลาะกันแทบทุกวัน ต่างฝ่ายต่างโทษกันว่าความโลภของอีกคนเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฉันตัดขาด แพรวาโทษว่าอานนท์ไม่เด็ดขาด ไม่สามารถควบคุมแม่ของตัวเองได้ ส่วนอานนท์ก็เพิ่งตาสว่างและโกรธแค้นที่แพรวาแอบทำเอกสารปลอมจนทำให้พวกเขาเสียโอกาสทุกอย่าง ในที่สุด พ่อแม่ของแพรวาที่เคยใส่เสื้อ “Family Cruise” อย่างมีความสุข ก็เป็นฝ่ายยุยงให้ลูกสาวฟ้องหย่า เพื่อแบ่งทรัพย์สินที่เหลืออยู่น้อยนิดและเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากอานนท์
ลูกชายของฉันที่เคยหยิ่งผยอง ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำในบริษัทเอกชนระดับล่าง นั่งรถเมล์ไปทำงาน และใช้ชีวิตอยู่ในห้องเช่าแคบๆ เพียงลำพังพร้อมภาระหนี้สินท่วมหัว
ถามว่าฉันสะใจไหม?
ไม่เลย… ในหัวใจของคนเป็นแม่ มันไม่มีความสะใจอยู่ในนั้นหรอก มันมีความเจ็บปวดลึกๆ อยู่เสมอที่เห็นสายเลือดเพียงคนเดียวต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้ แต่เหนือกว่าความเจ็บปวด คือ ‘ความเข้าใจ’
ฉันเข้าใจแล้วว่า ความรักที่แท้จริงไม่ใช่การตามใจจนลูกกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว การปกป้องที่ดีที่สุดที่ฉันทำให้เขาได้ในวัยนี้ คือการปล่อยให้เขาเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ของการกระทำของตัวเองอย่างสาสม
ส่วนชีวิตของฉัน…
เงินยี่สิบห้าล้านบาทจากการขายบ้าน ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนอย่างรอบคอบภายใต้การดูแลของที่ปรึกษาทางการเงิน ฉันนำส่วนหนึ่งไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลและกองทุนที่ให้เงินปันผลสม่ำเสมอ ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ฉันใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปจนถึงวาระสุดท้ายโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร อีกส่วนหนึ่งฉันแบ่งไปบริจาคให้กับมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าและบ้านพักคนชราที่ยากไร้
คอนโดมิเนียมสองห้องนอนของฉันตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่โปร่งสบาย มีระเบียงกว้างที่มองเห็นสวนสาธารณะร่มรื่น ฉันปลูกต้นไม้ ดอกไม้ และมีแมวส้มตัวเล็กๆ ชื่อ “เจ้าโชคดี” ที่ฉันรับเลี้ยงมาจากสถานสงเคราะห์สัตว์ มันคอยเดินคลอเคลียและนอนหนุนตักฉันในทุกๆ วัน
ฉันกลับมาทำสิ่งที่ฉันเคยรักแต่ต้องทิ้งไปเพราะมัวแต่วุ่นวายกับการดูแลลูกและหลาน ฉันลงเรียนคลาสวาดภาพสีน้ำ ไปเข้าคลาสโยคะสำหรับผู้สูงอายุ และได้พบเพื่อนใหม่ๆ วัยเดียวกันที่มีทัศนคติเชิงบวก ผู้คนที่ไม่เคยมองฉันเป็นเครื่องมือหากิน แต่คบหาฉันด้วยเนื้อแท้ของความเป็นเพื่อน
ในเช้าวันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน ท้องฟ้าแจ่มใส ลมหนาวเริ่มพัดโชยมาเบาๆ
ฉันยืนอยู่บนดาดฟ้าของเรือสำราญลำใหญ่ระดับโลก ลำที่ฉันจองด้วยเงินของตัวเอง เป็นทริปเดินทางท่องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสิบสี่วัน
บนเรือลำนี้ ไม่มีใครสั่งให้ฉันต้องไปนั่งตรงไหน ไม่มีใครมองว่าฉันเป็นคนอื่น และไม่มีใครมองฉันเป็นภาระ มีเพียงสายลมบริสุทธิ์ เสียงเกลียวคลื่นสีคราม และรอยยิ้มของตัวฉันเองที่สะท้อนอยู่ในกระจก
ฉันยกแก้วชาอุ่นๆ ขึ้นจิบ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด มองออกไปที่เส้นขอบฟ้าอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด
“ขอบคุณนะพี่ธีระ” ฉันกระซิบกับสายลมเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ในที่สุด… หลังจากผ่านโลกมาเกือบเจ็ดสิบปี ฉันก็ได้ค้นพบแล้วว่า การมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง และได้รักตัวเองอย่างแท้จริงนั้น มันช่างมีอิสระและงดงามเพียงใด.