ตอนที่ 3: บทเรียนราคาแพงและจุดจบของความถือดี
เสียงกัปตันประกาศแจ้งการเตรียมตัวลดระดับเพดานบินเพื่อร่อนลงสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดังขึ้นผ่านลำโพง แสงไฟในห้องโดยสารถูกหรี่ลงตามมาตรการความปลอดภัย บรรยากาศที่เคยคุกรุ่นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเงียบสงบ แต่สำหรับสองแม่ลูกที่นั่งอยู่เบาะหลังเดิม ทุกวินาทีกลับยาวนานราวกับตกนรกทั้งเป็น
ผู้เป็นแม่นั่งกอดกระเป๋าแบรนด์เนมแนบแน่น เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก เธอพยายามกดโทรศัพท์เพื่อเตรียมติดต่อใครบางคน แต่ก็ไม่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณได้ในขณะนั้น ขณะที่เด็กหญิงเฌอเอมหลับไปพร้อมกับคราบน้ำตาบนแก้ม
เมื่อล้อของเครื่องบินแอร์บัสแตะพื้นรันเวย์และค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่เกตเทียบเครื่องบิน สัญญาณรัดเข็มขัดนิรภัยดับลง ผู้โดยสารส่วนใหญ่เตรียมตัวจะลุกขึ้นหยิบกระเป๋าจากช่องเก็บของเหนือศีรษะ แต่แล้วเสียงประกาศของหัวหน้าลูกเรือก็ดังขึ้นอย่างหนักแน่น:
“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ขอความกรุณาทุกท่านนั่งประจำที่เดิมสักครู่ จนกว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมสถานการณ์เรียบร้อยค่ะ ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ”
ประตูเครื่องบินเปิดออก เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของการท่าอากาศยานฯ ในเครื่องแบบเต็มยศจำนวนสี่นาย เดินแถวเรียงหนึ่งเข้ามาในห้องโดยสารทันที โดยมีหัวหน้าลูกเรือเดินนำทางตรงไปยังที่นั่งของแม่ลูกคู่นั้น
“คุณวิภาดา มงคลสุข ใช่ไหมครับ?” นายตำรวจหัวหน้าชุดเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม
หญิงคนนั้นสะดุ้งสุดตัว หน้าซีดจนไร้สีเลือด “ชะ… ใช่ค่ะ ผู้กอง มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยบนเครื่องค่ะ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!”
“ทางเราได้รับแจ้งเหตุการก่อความไม่สงบ ทำลายทรัพย์สิน และพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยบนอากาศยานครับ มีพยานหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอและเอกสารคำร้องอย่างเป็นทางการจากกัปตัน ขอเชิญคุณและบุตรสาวไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจย่อยภายในสนามบินด้วยครับ”
ผู้โดยสารทุกคนต่างมองดูเหตุการณ์ด้วยความโล่งใจ วิภาดาจำต้องก้มหน้าก้มตา ลากกระเป๋าและจูงลูกสาวเดินตามเจ้าหน้าที่ตำรวจออกไปจากเครื่องบิน ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบและสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองความอัปยศของเธอ
เมื่อเดินออกมาถึงบริเวณหน้าเกต หมอธนินซึ่งเดินตามออกมาพร้อมกับแฟ้มคดีและกระเป๋าที่เสียหาย ก็พบกับชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมสูทดูภูมิฐาน กำลังยืนรออยู่ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ชายคนนั้นคือ พิพัฒน์ สามีของวิภาดา ซึ่งเป็นนักธุรกิจเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ และเป็นกรรมการบริหารสมาคมการค้าแห่งหนึ่ง
“วิภาดา! มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย?!” พิพัฒน์วิ่งเข้ามาหาภรรยาด้วยความร้อนรน “ตำรวจโทรไปหาฉัน บอกว่าเธอไปก่อเรื่องบนเครื่องบินไฟลต์สิงคโปร์!”
เมื่อเห็นสามี วิภาดาก็เหมือนเห็นฟางเส้นสุดท้าย เธอรีบปรี่เข้าไปเกาะแขนแล้วบีบน้ำตาฟูมฟายทันที
“พี่พิพัฒน์! ช่วยฉันด้วยค่ะ! ไอ้หมอนี่มันแกล้งฉันกับลูก มันหาเรื่องลูกเรา แล้วลูกเรือก็เข้าข้างมัน ให้ตำรวจมาจับฉันกับลูก!” เธอชี้หน้าหมอธนินอย่างเอาเรื่อง
พิพัฒน์หันมาประจันหน้ากับหมอธนินด้วยท่าทางขึงขังตามประสานักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล “คุณเป็นใคร! กล้าดียังไงมาสั่งจับเมียกับลูกผม รู้ไหมว่าผมเป็นใครในวงการธุรกิจ!”
หมอธนินไม่ได้สะทกสะท้าน เขายืนนิ่ง สง่างาม และยื่นนามบัตรสีขาวเรียบหรูของตนเองให้พิพัฒน์อย่างสุภาพ
พิพัฒน์รับนามบัตรมาดูอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ทันทีที่สายตาของเขาสะดุดเข้ากับชื่อและตำแหน่งบนแผ่นกระดาษ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ขากรรไกรค้าง มือที่ถือกระดาษสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“ศาสตราจารย์ นายแพทย์ธนิน วรโชติเมธี หัวหน้าศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลศิริราช”
“คุณ… คุณหมอธนิน…” พิพัฒน์พูดติดอ่าง น้ำเสียงที่เคยก้าวร้าวเปลี่ยนเป็นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“พี่พิพัฒน์จะไปกลัวมันทำไมคะ! ก็แค่หมอคนหนึ่ง!” วิภาดายังคงแผดเสียงอย่างไม่รู้กาละเทศะ
“หุบปากของเธอเดี๋ยวนี้ วิภาดา!!” พิพัฒน์หันไปตวาดภรรยาเสียงดังลั่นจนคนทั้งบริเวณหันมามอง หน้าของพิพัฒน์เปลี่ยนจากความโกรธเป็นความหวาดกลัวขีดสุด
“คุณหมอธนินคือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนเดียวในประเทศที่รับเคสผ่าตัดบายพาสหัวใจของคุณแม่ฉันในวันพฤหัสบดีหน้านี้!” พิพัฒน์หันมาตวาดใส่หน้าภรรยาจนเธอผงะถอยหลัง “เคสคุณแม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนไม่มีโรงพยาบาลไหนกล้ารับผ่าตัด ฉันต้องวิ่งเต้นทำเรื่องขอคิวท่านอาจารย์หมอข้ามปี เพื่อขอร้องให้ท่านช่วยชีวิตแม่ฉัน! แล้วนี่เธอ… เธอกับลูกทำอะไรลงไป!”
คำพูดของสามีเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมของวิภาดา
หัวใจของเธอร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดลงไปนั่งกับพื้นกระเบื้องสนามบินอย่างหมดรูป ความจริงกระแทกหน้าเธออย่างจัง ชายที่เธอตวาดด่าว่า “ไม่มีปัญญาซื้อตั๋วบิสเนสคลาส” ชายที่เธอปล่อยให้ลูกสาวเตะเบาะใส่ตลอดสองชั่วโมง และเทน้ำหวานทำลายเอกสารของเขา คือบุคคลคนเดียวในประเทศนี้ที่กุมชีวิตของแม่สามีเธอเอาไว้
“คุณหมอครับ… ผมกราบขอโทษแทนเมียกับลูกผมด้วยครับ!” พิพัฒน์ยกมือไหว้หมอธนินอย่างลนลาน ตัวสั่นเทา “เมียผมมันโง่ มันไม่รู้เรื่อง ได้โปรดอย่าถือสาเลยนะครับ เรื่องค่าเสียหายกระเป๋าและเอกสาร ผมยินดีชดใช้ให้สิบล้าน หรือเท่าไหร่ก็ได้ครับ และได้โปรด… เมตตาช่วยผ่าตัดแม่ผมด้วยเถอะครับคุณหมอ!”
วิภาดาที่นั่งอยู่บนพื้นเริ่มร้องไห้ออกมาด้วยความกลัวอย่างแท้จริง เธอยกมือไหว้ปลกๆ แทบเท้าของหมอธนิน
“หมอคะ… ฉันขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว ฉันมันปากเสีย ฉันไม่รู้จริงๆ ได้โปรดอย่าทิ้งคุณแม่เลยนะคะ…”
หมอธนินก้มมองสองสามีภรรยาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุขุมและหนักแน่น เขาสูดลมหายใจยาวก่อนจะเอ่ยขึ้น:
“คุณพิพัฒน์ครับ ในฐานะแพทย์ หน้าที่ของผมคือการรักษาชีวิตคน จรรยาบรรณของผมไม่เคยเอาความผิดบาปของญาติมาลงโทษที่ตัวผู้ป่วย คุณแม่ของคุณไม่ได้รับรู้ถึงความไร้มารยาทของภรรยาคุณ ผมจะยังคงทำการผ่าตัดให้ท่านอย่างเต็มความสามารถเช่นเดิม”
พิพัฒน์น้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้งและละอายใจอย่างที่สุด “ขอบพระคุณครับอาจารย์หมอ ขอบพระคุณจากใจจริงๆ ครับ…”
“แต่ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง” หมอธนินหันไปมองวิภาดาด้วยสายตาเฉียบขาด “เรื่องคดีความ การทำลายเอกสารทางราชการ และความผิดตามกฎหมายการบิน ผมจะไม่ยอมความใดๆ ทั้งสิ้น ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีไปตามกฎหมายจนถึงที่สุด และคุณต้องพาลูกสาวของคุณไปเข้าคอร์สอบรมพฤติกรรมเยาวชนอย่างจริงจัง จำไว้เถอะครับว่า หากพ่อแม่ยังคงสปอยล์ลูกด้วยการให้ท้ายอย่างไร้สติแบบนี้ สักวันหนึ่ง ความพินาศที่คุณสร้างไว้ จะย้อนกลับมาทำลายชีวิตครอบครัวของคุณเองจนไม่เหลืออะไรเลย”
พูดจบ หมอธนินก็หันหลังเดินตามนายตำรวจไปเพื่อลงบันทึกประจำวัน ทิ้งให้วิภาดานั่งกอดลูกสาวร้องไห้คร่ำครวญอยู่บนพื้นสนามบิน ด้วยบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิตที่เธอไม่มีวันลืมเลือน.