ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : บทเรียนราคาแพงของพ่อ และเกียรติยศที่ไม่อาจแย่งชิง
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งหอประชุมอีกครั้ง เมื่อรินดาจรดสายตาลงมองผู้คนนับพันเบื้องล่าง เสียงของเธอดังกังวานผ่านไมโครโฟน หนักแน่น มั่นคง แต่ทว่าบาดลึกเข้าไปในหัวใจของใครบางคน
—ท่านผู้บังคับบัญชา คณาจารย์ และผู้มีเกียรติทุกท่าน รินดาเริ่มต้นกล่าวสุนทรพจน์ ตลอดสี่ปีที่ดิฉันสวมเครื่องแบบนี้ มีหลายครั้งที่ดิฉันต้องเผชิญกับพายุ ความหนาวเหน็บ และความเจ็บปวด แต่สิ่งที่ยากที่สุดในการเป็นทหาร ไม่ใช่การฝึกหนักในสนามรบ… หากแต่คือการต้องยอมรับความจริงว่า คนที่ควรจะโอบกอดและเชื่อมั่นในตัวเรามากที่สุด กลับเป็นคนที่ผลักเราให้ล้มลงในสายฝน
คำพูดนั้นทำให้ธนิตสะดุ้งสุดตัว เหงื่อกาฬผุดซึมเต็มหน้าผาก เขารู้ดีแก่ใจว่าคำพูดนั้นหมายถึงใคร คนรอบข้างเริ่มหันมามองท่าทีแปลก ๆ ของครอบครัวเขา
—บัตรเชิญเพียงใบเดียว ไม่อาจมอบเกียรติยศให้แก่ผู้ใดได้ หากผู้นั้นไม่ได้แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความเสียสละ รินดากล่าวต่อ สายตามองตรงไปยังแพรวาที่นั่งก้มหน้าจนคางแทบชิดอก กระบี่เล่มนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของความโอ้อวด แต่มันคือสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ ความอดทน และการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง แม้ในวันที่ต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่สุดก็ตาม
เมื่อสุนทรพจน์จบลง เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องสรรเสริญดังกึกก้องยาวนานกว่าสามนาทีเต็ม นายทหารระดับสูงต่างตบมือด้วยความซาบซึ้งใจในจิตวิญญาณของเธอ
ทันทีที่พิธีการเสร็จสิ้นลง ธนิตก็ไม่รอช้า ความโลภและความอยากอวดอ้างเข้ามาบดบังความละอายใจ เขารีบพาภรรยาและลูกเลี้ยงเบียดเสียดฝูงชนเพื่อพยายามจะเข้าใกล้รินดาที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่านายพล
—รินดา! รินดาลูกพ่อ! ธนิตตะโกนเรียกเสียงดัง หวังจะให้บรรดานายทหารระดับสูงได้ยินว่าเธอคือลูกสาวของเขา นี่พ่อเองนะลูก! พ่ออยู่นี่แล้ว!
นายทหารหลายคนหันมามองด้วยความสงสัย ธนิตรีบยิ้มประจบ ยืดอกพลางพูดกับคนรอบข้าง —นี่ลูกสาวแท้ ๆ ของผมเองครับ! ผมเป็นคนเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนให้เธอเป็นคนเก่งแบบนี้เอง!
รินดาค่อย ๆ หันกลับมามองเขา แววตาของเธอไม่มีความโกรธแค้นหลงเหลืออยู่ มีเพียงความว่างเปล่าและเย็นชาดุจน้ำแข็ง
—มีธุระอะไรหรือคะ คุณผู้ชาย? รินดาถามด้วยน้ำเสียงห่างเหิน ราวกับพูดกับคนแปลกหน้า
คำถามนั้นทำให้รอยยิ้มของธนิตแข็งค้าง —รินดา… พูดอะไรแบบนั้น นี่พ่อไงลูก! พ่อขอโทษเรื่องเมื่อเช้า พ่อแค่เข้าใจผิด คิดว่าลูกใส่ชุดซอมซ่อจะมาทำลายงาน พ่อถึงต้องกันไว้ก่อน แต่ดูสิ พ่อภูมิใจในตัวลูกมากแค่ไหน! มาถ่ายรูปครอบครัวกันเถอะลูก เดี๋ยวพ่อจะแนะนำน้องแพรวากับคุณนงลักษณ์ให้ท่านนายพลรู้จักด้วย
นงลักษณ์รีบแทรกตัวเข้ามาทันทีพร้อมรอยยิ้มเสแสร้ง —ใช่จ้ะรินดา แม่กับน้องดีใจจนน้ำตาไหลเลยนะลูก ให้เกียรติน้องได้ยืนข้าง ๆ ลูกตอนถ่ายรูปกับกระบี่ทองคำหน่อยสิจ๊ะ น้องจะได้มีอนาคตที่ดีไปด้วย
แพรวาทำหน้าตาออดอ้อน พยายามจะยื่นมือไปแตะกระบี่ทองคำในมือของรินดา —พี่รินดา… หนูขอยืมกระบี่ถือถ่ายรูปสักใบสองใบได้ไหมคะ หนูสัญญาว่าจะแท็กพี่ลงไอจีด้วย
แต่ก่อนที่มือของแพรวาจะได้สัมผัสกระบี่ นายทหารสารวัตรทหาร (สห.) ร่างยักษ์สองนายก็ก้าวเข้ามายืนขวางไว้ทันที พร้อมกับ พลโท อัครเดช ที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและดุดัน
—หยุดอยู่ตรงนั้น! เสียงของท่านนายพลเฉียบขาดจนแพรวาสะดุ้งชักมือกลับแทบไม่ทัน
—ทะ… ท่านนายพลครับ ผมเป็นพ่อของรินดาครับ! ธนิตรีบละล่ำละลักบอก
พลโทอัครเดชปรายตามองธนิตตั้งแต่หัวจดเท้า แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างเปิดเผย —พ่ออย่างนั้นหรือ? พ่อประเภทไหนกันที่ขโมยบัตรเชิญของลูกตัวเองไปให้คนอื่น? พ่อประเภทไหนที่ผลักลูกสาวตัวเองล้มลงในโคลนตากฝน แล้วเดินเชิดหน้าเข้ามาเสวยสุขในงาน? รอยช้ำที่แขนของร้อยตรีรินดา… เป็นฝีมือของคุณใช่ไหม!
คำพูดนั้นดังก้องไปทั่วบริเวณ ผู้คนและนายทหารนับสิบที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างหันมามองธนิตด้วยสายตาเหยียดหยามและรังเกียจ เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นทันที
—ที่แท้ก็พวกกาฝาก เกาะลูกสาวกิน —ใจร้ายใจดำขนาดผลักลูกตัวเองตากฝน พอเห็นเขาได้ดีก็รีบวิ่งมาเสนอหน้า —หน้าไม่อายจริง ๆ ทั้งพ่อทั้งแม่เลี้ยง
ใบหน้าของธนิตร้อนผ่าวจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี นงลักษณ์รีบเอาผ้าคลุมไหล่มาปิดหน้าด้วยความอับอาย ส่วนแพรวาก็ยืนตัวสั่น น้ำตาคลอเบ้าเพราะถูกสายตาทุกคู่ตราหน้าว่าเป็นคนขี้ขโมย
—เจ้าหน้าที่ สห. พลโทอัครเดชสั่งการเสียงกร้าว ตรวจสอบบัตร VIP ของคนกลุ่มนี้ ซิลิโคนทองคำบนบัตรระบุชื่อที่นั่งของผู้มีเกียรติที่เป็นแขกของร้อยตรีรินดา แต่ในเมื่อเจ้าของบัตรไม่อนุญาต และมีพฤติกรรมคุกคามนายทหารชั้นสัญญาบัตร… เชิญคนพวกนี้ออกไปจากพื้นที่ทหารเดี๋ยวนี้!
—อย่านะครับ! รินดา ช่วยพ่อด้วย! พูดกับท่านนายพลสิลูก! ธนิตร้องลั่นขณะที่ถูกเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารเข้าควบคุมตัว
รินดายืนนิ่ง สง่างามอยู่ในเครื่องแบบเกียรติยศ เธอมองดูพ่อบังเกิดเกล้าที่กำลังถูกลากตัวออกไปด้วยสายตาที่เด็ดขาด
—คุณบอกเองไม่ใช่เหรอคะ ว่าฉันเป็นแค่นักเรียนนายร้อยธรรมดาคนหนึ่งในหมู่เป็นร้อย ๆ คนที่ไม่มีใครสนใจ รินดาเอ่ยเสียงเรียบแต่มั่นคง คุณเลือกที่จะทิ้งฉันไว้กลางสายฝนเพื่อครอบครัวใหม่ของคุณแล้ว นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เกียรติยศและชีวิตของฉัน… ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับคุณอีกต่อไป ลาก่อนค่ะ คุณธนิต
สิ้นเสียงของรินดา ธนิต นงลักษณ์ และแพรวา ก็ถูกเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารลากตัวออกไปพ้นประตูหอประชุม ท่ามกลางสายตาแห่งความสมเพชของคนทั้งงาน การ์ดเชิญสีทองที่แพรวาถือไว้ร่วงหล่นลงบนพื้น ถูกรองเท้าบูททหารเหยียบย่ำจนแหลกละเอียดไม่ต่างจากศักดิ์ศรีของพวกเขาที่พังทลายลงในวันนี้
รินดาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เธอหันหลังกลับมารับการแสดงความยินดีจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมรุ่นด้วยรอยยิ้มที่แท้จริงเป็นครั้งแรก
พายุฝนด้านนอกเริ่มซาลงแล้ว แสงแดดอบอุ่นสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาสะท้อนกระบี่ทองคำในมือของเธอ ส่องประกายเจิดจ้า ราวกับเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี และอิสรภาพที่เธอเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเธอเองอย่างแท้จริง.