ตอนที่ 3 : อวสานคนทรยศ (Part 3 – จบบริบูรณ์)
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ ร้านอาหารหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา เอกภพพาพิมพ์และเด็กชายเลโอมาร่วมโต๊ะอาหารมื้อใหญ่ เพื่อฉลองล่วงหน้าให้กับ “บ้านหลังใหม่” ที่เขากำลังจะได้เงินไปดาวน์ แม่สามีของฉันนั่งอุ้มหลานชายตัวน้อย ป้อนขนมด้วยความรักใคร่ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแห่งความสุขของครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ… บนคราบน้ำตาของฉัน
“พี่เอกภพคะ หนูไปดูบ้านจัดสรรโครงการแถวราชพฤกษ์ไว้แล้วนะคะ สวยมาก มีสระว่ายน้ำด้วย ถ้าได้เงินกู้ก้อนนี้มา เราไปเซ็นสัญญาจองกันเลยนะคะ” พิมพ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ได้สิพิมพ์ พรุ่งนี้เจ้าหน้าที่ธนาคารจะเอาเงินสดแคชเชียร์เช็คมามอบให้ที่บ้าน พี่เตรียมเอกสารทุกอย่างไว้หมดแล้ว” เอกภพตอบพลางยิ้มกว้าง
แต่ความสุขของพวกเขาก็ต้องพังทลายลงในเช้าวันรุ่งขึ้น
เช้าวันนั้น ที่ห้องรับแขกของบ้านเรือนไทยประยุกต์ เอกภพและแม่สามีนั่งรอเจ้าหน้าที่ธนาคารด้วยความตื่นเต้น ประตูรั้วเปิดออก รถยนต์สีดำสองคันแล่นเข้ามาจอดสนิท แต่คนที่ก้าวลงมาจากรถกลับไม่ใช่เจ้าหน้าที่สินเชื่อ… หากแต่เป็นฉัน ทนายวิน และเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหมายศาลในมือ
เอกภพผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ “มินตรา! นี่มันเรื่องอะไรกัน? แล้วพาตำรวจกับทนายมาทำไม?”
แม่สามีแผดเสียงขึ้นทันที “นังมินตรา! แกเล่นบ้าอะไรของแก เรียกตำรวจเข้าบ้านทำไม อยากให้ชาวบ้านแถวนี้เขานินทาหรือไง!”
ฉันเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา ใบหน้าของฉันนิ่งสนิท ไร้ซึ่งร่องรอยของความอ่อนแออีกต่อไป ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดวิดีโอที่ฉันบันทึกไว้ในคืนวันครบรอบแต่งงาน เสียงสนทนาของเอกภพ พิมพ์ และแม่สามีที่วางแผนจะฮุบบ้านของฉันดังก้องไปทั่วทั้งห้องโถง
ใบหน้าของเอกภพซีดเผือดลงทันที เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นทั่วหน้าผาก แม่สามีถึงกับอ้าปากค้าง ขาสั่นจนต้องทรุดตัวลงนั่งกับโซฟา
“มินตรา… ฟังพี่ก่อนนะ มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด…” เอกภพละล่ำละลัก พยายามจะเดินเข้ามาจับมือฉัน
“หยุดอยู่ตรงนั้น เอกภพ!” ฉันตวาดเสียงกร้าว สายตาจ้องมองเขาด้วยความรังเกียจอย่างถึงที่สุด “สิบเอ็ดปีที่ผ่านมา ฉันยอมทนทุกอย่าง ยอมเป็นลูกสะใภ้ที่กตัญญู ดูแลแม่ของคุณที่คอยแต่จะเหยียบย่ำฉัน แต่พวกคุณกลับตอบแทนฉันด้วยการเลี้ยงเมียน้อย มีลูกซ้อน และยังคิดจะขโมยบ้านมรดกของแม่ฉันไปให้ผู้หญิงคนนั้น!”
“แล้ว… แล้วสัญญาเงินกู้ล่ะ? แกเซ็นให้ฉันแล้วนี่!” เอกภพเริ่มโวยวายอย่างบ้าคลั่ง
ทนายวินก้าวออกมายิ้มเย็นเยียบ “คุณเอกภพครับ สัญญาที่คุณให้คุณมินตราเซ็นเมื่อคืนนั้น ทางเราได้สับเปลี่ยนเอกสารเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่คุณมินตราเซ็น ไม่ใช่การยินยอมจำนองบ้าน แต่เป็นการยินยอมให้อายัดทรัพย์สินและบัญชีธนาคารร่วมทั้งหมดของคุณ เพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสตามกฎหมายครับ”
“อะไรนะ?!” แม่สามีหวีดร้องออกมาอย่างเสียขวัญ
“นอกจากนี้” ทนายวินพูดต่อ “เราได้ยื่นฟ้องคุณในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ และยื่นฟ้องนางสาวพิมพ์ใจในฐานะชู้ เพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนสิบล้านบาท รวมถึงขอให้ศาลสั่งเพิกถอนเงินทุกบาททุกสตางค์ที่คุณแอบโอนไปซื้อคอนโดและรถยนต์ให้ชู้รักของคุณตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เพราะนั่นคือสินสมรสที่คุณมินตรามีสิทธิ์ครึ่งหนึ่งโดยชอบธรรม!”
เอกภพทรุดฮวบลงกับพื้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความพ่ายแพ้ “มินตรา… พี่ขอโทษ พี่ผิดไปแล้ว อย่าทำแบบนี้เลยนะ ถ้าไม่มีเงินก้อนนี้ บริษัทพี่ต้องล้มละลายแน่ ๆ ให้โอกาสพี่สักครั้งเถอะนะมินตรา!”
แม่สามีที่เคยหยิ่งผยอง คลานเข้ามากอดขาของฉัน ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสมเพช “มินตราลูกแม่… แม่อ้อนวอนล่ะนะ ยกโทษให้เอกภพเถอะนะลูกนะ อย่าฟ้องร้องเลย เห็นแก่หน้าที่แม่เคยเอ็นดูหล่อนเถอะ!”
ฉันดึงขาตัวเองออกจากการเกาะกุมของแม่สามีอย่างไม่ใยดี มองดูคนทั้งสองที่กำลังก้มกราบขอความเมตตา
“วันที่พวกคุณวางแผนจะแย่งชิงบ้านหลังนี้ไปจากฉัน พวกคุณเคยเห็นแก่ฉันบ้างไหม? พวกคุณไม่เคยคิดเลยว่าฉันจะไปอยู่ที่ไหน วันนี้ผลกรรมมันกำลังตามสนองพวกคุณแล้วค่ะ เชิญเก็บข้าวของออกไปจากบ้านของฉันได้แล้ว… ภายในหนึ่งชั่วโมงนี้!”
สุดท้าย เอกภพถูกศาลสั่งฟ้องล้มละลาย บริษัทของเขาต้องปิดตัวลง ทรัพย์สินที่เขาเคยปรนเปรอให้พิมพ์ถูกศาลสั่งยึดคืนทั้งหมด พิมพ์เมื่อเห็นว่าเอกภพหมดตัวและมีหนี้สินท่วมหัว ก็พาลูกหนีเตลิดไป ปล่อยให้เอกภพกับแม่ต้องระเห็จไปเช่าห้องแถวเก่า ๆ ซอมซ่ออยู่ชานเมือง แม่สามีต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บโดยไม่มีใครคอยปรนนิบัติเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้อีกต่อไป
ส่วนฉัน… มินตรา ฉันยืนมองแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องลงมายังชานเรือนไทยของแม่ ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างเป็นอิสระ ความเจ็บปวดในอดีตได้สิ้นสุดลงแล้ว และนับจากนี้ไป ฉันจะเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตที่มีค่าของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ.