ตอนที่ 3 (จบ): การตัดสินใจของหัวหน้าครอบครัว และบทเรียนราคาแพง

ตอนที่ 3 (จบ): การตัดสินใจของหัวหน้าครอบครัว และบทเรียนราคาแพง

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าเริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างห้องรับแขก แต่มันไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอันหนาวเหน็บภายในบ้านคลี่คลายลงเลยแม้แต่น้อย นางรัตนามองหน้าลูกชายด้วยความขุ่นเคือง แกคิดว่าการแกล้งบีบน้ำตาและการอ้างบุญคุณความเป็นแม่จะทำให้แบงค์ยอมอ่อนข้อเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

“แกจะมาขึ้นเสียงกับแม่เพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ได้นะตาวงค์!” นางรัตนาเชิดหน้าขึ้น พยายามดึงอำนาจของอดีตครูใหญ่กลับคืนมา “บ้านหลังนี้ เงินที่แกส่งเสีย แม่ก็มีส่วนสร้างแกขึ้นมา แกกล้าดียังไงมาว่าแม่ใจร้าย? ถ้าไม่มีแม่ แกจะได้ดีมีงานทำขนาดนี้เหรอ? เลือกระหว่างแม่กับมันสิ! ถ้าแกเข้าข้างมัน แม่จะกลับต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้ แล้วอย่ามาเรียกฉันว่าแม่อีก!”

นั่นคือไพ่ใบสุดท้ายที่นางรัตนามักจะนำมาใช้เสมอเพื่อบีบบังคับลูกชาย แกมั่นใจว่าแบงค์เป็นลูกกตัญญูและไม่มีทางกล้าตัดขาดจากแม่ของตัวเอง

ทว่า คำตอบของแบงค์ในครั้งนี้กลับทำให้นางรัตนาต้องตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ

แบงค์มองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาที่สงบนิ่ง ไร้ซึ่งความลังเลใดๆ อีกต่อไป เขาก้มลงมองพลอยที่กำลังกอดลูกน้อยแนบอก ร่างกายที่ผอมแห้งของภรรยาเตือนสติให้เขารู้ว่าหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเขาในตอนนี้คืออะไร

“ได้ครับแม่…” แบงค์พูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นที่สุดเท่าที่นางรัตนาเคยได้ยินมา “ถ้าแม่คิดว่าการกระทำที่ทารุณคนอื่นแบบนี้คือเรื่องถูกต้อง และถ้าแม่คิดว่าบุญคุณของแม่มีไว้เพื่อเหยียบย่ำชีวิตครอบครัวของผม… ผมคงต้องขอให้แม่เก็บกระเป๋าแล้วกลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปวันนี้เลยครับ”

“ตาวงค์!” นางรัตนาเบิกตากว้าง ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจอย่างถึงที่สุด “แก… แกไล่แม่เหรอ? แกไล่แม่แท้ๆ ของแกเพื่อผู้หญิงคนนี้นี่นะ?!”

“ผมไม่ได้ไล่ แต่แม่เป็นคนยื่นคำขาดเองไม่ใช่เหรอครับ?” แบงค์พูดต่อโดยไม่หลบสายตา “ผมกตัญญูกับแม่มาตลอดชีวิต แต่การกตัญญูไม่ได้แปลว่าผมต้องปล่อยให้แม่มาทรมานภรรยาและลูกของผม พลอยคือคนที่ผมเลือกมาเป็นคู่ชีวิต เธออุ้มท้องลูกของผมเก้าเดือน เกือบเอาชีวิตไม่รอดในห้องคลอด ถ้าผมยังปกป้องเธอไม่ได้ ผมก็ไม่สมควรเรียกตัวเองว่าหัวหน้าครอบครัว หรือแม้กระทั่งความเป็นลูกผู้ชาย”

แบงค์เดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของนางรัตนาออกมาจากตู้เสื้อผ้าในห้องรับรอง แล้วนำมาวางลงตรงหน้าแม่ของเขา

“เงินเดือนที่ผมส่งให้แม่ทุกเดือน เดือนละสองหมื่นบาท ผมจะยังส่งให้เหมือนเดิมเพื่อตอบแทนบุญคุณค่าน้ำนม แต่แม่ไม่มีสิทธิ์เข้ามาเหยียบในบ้านหลังนี้อีก และแม่ไม่ต้องมาแตะต้องลูกของผมอีกต่อไป จนกว่าแม่จะสำนึกได้ว่าสิ่งที่แม่ทำมันโหดร้ายขนาดไหน”

นางรัตนายืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและความอับอาย แกหันไปมองพลอย หวังจะเห็นแววตาเยาะเย้ย แต่สิ่งที่แกเห็นในดวงตาของลูกสะใภ้มีเพียงความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวด พลอยไม่ได้รู้สึกสะใจเลยแม้แต่น้อย เธอเพียงแค่ต้องการความปลอดภัยและความสงบสุขให้กับลูกของเธอเท่านั้น

“จำคำพูดของแกไว้ให้ดีนะตาวงค์!” นางรัตนากรีดร้องออกมาด้วยความเคียดแค้น แกกระชากกระเป๋าเดินทางมาเปิดออก แล้วกวาดเสื้อผ้าข้าวของของตัวเองลงไปอย่างลุกลี้ลุกลน “ถ้าไม่มีแม่คอยดู แกกับมันจะไปรอดได้สักกี่น้ำ! วันไหนที่มันทิ้งแกไป อย่ามาซมซานกราบเท้าแม่ก็แล้วกัน!”

แกรูดซิปกระเป๋าเดินทางเสียงดังสนั่น ก่อนจะเดินกระแทกส้นเท้าออกจากบ้านไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหน้าหลานแท้ๆ ในเปลเลยแม้แต่แวบเดียว เสียงประตูด้านนอกปิดลงตามด้วยเสียงสตาร์ตรถแท็กซี่ที่แล่นไกลออกไป ความเงียบสงบที่แท้จริงได้กลับคืนสู่บ้านหลังนี้อีกครั้ง

เมื่อทุกอย่างจบลง แบงค์ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าต่อหน้าพลอย เขากอดขาทั้งสองข้างของภรรยาไว้แล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย

“พลอย… พี่ขอโทษ พี่ขอโทษจริงๆ นะครับ” แบงค์สะอื้นจนตัวโยน “พี่มันโง่เอง พี่มัวแต่บ้างาน มัวแต่วางใจจนละเลยพลอย พี่เกือบจะเสียพลอยไปแล้วจริงๆ ยกโทษให้พี่ได้ไหม…”

พลอยเอื้อมมือไปลูบศีรษะของสามีเบาๆ น้ำตาของเธอไหลออกมา แต่คราวนี้มันคือน้ำตาแห่งความโล่งอก เธอรู้ดีว่าแบงค์รักและกตัญญูต่อแม่ของเขามากแค่ไหน การที่เขาตัดสินใจปกป้องเธออย่างเด็ดขาดในวันนี้พิสูจน์แล้วว่าเธอไม่ได้เลือกคนผิด

“ไม่เป็นไรแล้วค่ะพี่แบงค์… พลอยเข้าใจ มันไม่ใช่ความผิดของพี่หรอกค่ะ” พลอยเอ่ยปลอบเบาๆ

ในวันนั้น แบงค์ตัดสินใจโทรลางานฉุกเฉินหนึ่งสัปดาห์ เขาพาพลอยและน้องพอร์ชไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด คุณหมอระบุว่าพลอยมีภาวะขาดสารอาหารและแผลผ่าตัดเริ่มมีอาการอักเสบเล็กน้อย โชคดีที่ได้รับการรักษาทันท่วงที แบงค์จัดการจ้างพยาบาลพิเศษผู้เชี่ยวชาญมาดูแลเรื่องอาหารและสุขภาพของพลอยที่บ้านอย่างเต็มที่

ตลอดหนึ่งสัปดาห์นั้น แบงค์ทำหน้าที่ดูแลภรรยาและลูกด้วยตัวเองทุกฝีก้าว เขาตื่นมาทำอาหารบำรุงสุขภาพ เช็ดตัว ซักผ้าอ้อม และคอยประคองพลอยเดินออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น ความรักและความเอาใจใส่ของสามีทำให้พลอยค่อยๆ ฟื้นตัว ทั้งร่างกายและจิตใจเริ่มกลับมาแข็งแรง น้ำนมของเธอกลับมาไหลเวียนได้ดีอีกครั้ง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เคยหายไปเริ่มกลับมาเติมเต็มบ้านหลังนี้

หนึ่งปีผ่านไป น้องพอร์ชเติบโตขึ้นเป็นเด็กชายวัยหนึ่งขวบที่ร่าเริง แจ่มใส และมีสุขภาพแข็งแรง พลอยกลับมามีสุขภาพที่ดี มีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนเดิม ครอบครัวเล็กๆ ของพวกเขามีความสุขและอบอุ่นอย่างแท้จริง

ส่วนนางรัตนา หลังจากกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดคนเดียว แกต้องเผชิญกับความเหงาและความโดดเดี่ยว เพื่อนบ้านที่เคยชื่นชมแกเริ่มรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นและเริ่มถอยห่าง เงินเดือนที่แบงค์ส่งให้ตรงเวลาทุกเดือนไม่ได้ช่วยเยียวยาหัวใจที่ว่างเปล่าของแกได้เลย แกทำได้เพียงนั่งมองรูปถ่ายของลูกชายและหลานชายผ่านหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความเสียใจและสำนึกผิด แต่แกก็ตระหนักดีว่า ทิฐิ ความอิจฉาริษยา และความใจแคบของตัวเอง ได้ทำลายสายสัมพันธ์อันอบอุ่นของครอบครัวไปจนหมดสิ้น และมันเป็นบทเรียนราคาแพงที่แกต้องชดใช้ไปตลอดชีวิต

ถ้าในเช้าวันนั้น แบงค์ไม่ลืมกระเป๋าสตางค์ไว้บนหลังตู้เย็น ชีวิตของพลอยและลูกคงต้องทนทุกข์อยู่ในเงามืด แต่เพราะความบังเอิญที่เหมือนโชคชะตากำหนดไว้ ทำให้ความจริงปรากฏ และทำให้แบงค์ได้ทำหน้าที่ปกป้องคนที่เขารักที่สุดได้อย่างทันท่วงที

Leave a Comment