Part 3 (End) แฟนทิ้งฉันไว้ในสระน้ำลึกเพื่อไปดูแลพี่สาว—พอกลับถึงบ้าน ฉันตัดสินใจเปลี่ยนมหาวิทยาลัยและชีวิตที่พวกเขาเคยขีดเส้นไว้ให้ทั้งหมด

Part 3 (End)

บ่ายวันนั้น ฉันไม่รอช้าอีกต่อไป ฉันเดินกลับขึ้นห้อง ปิดประตูล็อกกลอนอย่างแน่นหนา แล้วเริ่มเก็บเสื้อผ้าและข้าวของที่จำเป็นทั้งหมดลงกระเป๋าเดินทางสองใบ เอกสารสำคัญ บัตรประชาชน สูติบัตร วุฒิการศึกษา และสมุดบัญชี ฉันเก็บไว้ติดตัวอย่างดี

พ่อกับแม่พยายามทุบประตูห้องเสียงดังลั่น สลับกับเสียงก่นด่าและคำขู่ว่าจะตัดขาดฉันออกจากตระกูล แต่ยิ่งพวกเขาด่าทอมากเท่าไหร่ จิตใจของฉันก็ยิ่งมั่นคงและเข้มแข็งขึ้นเท่านั้น ฉันรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เคยมีคำว่าครอบครัวสำหรับฉัน มันเป็นเพียงกรงขังที่คอยดูดกลืนความฝันของฉันไปปรนเปรอให้พี่สาวเท่านั้น

เมื่อเก็บของเสร็จ ฉันโทรเรียกแท็กซี่ให้มารับที่หน้าบ้าน ฉันเปิดประตูห้องออกมา ลากกระเป๋าเดินทางเดินผ่านพ่อ แม่ และพี่เบลที่ยืนร้องไห้ตาบวมอยู่ตรงทางเดิน

“ถ้าแกก้าวออกจากบ้านนี้ไปแม้แต่ก้าวเดียว แกอย่าหวังว่าจะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก!” พ่อตะโกนขู่เสียงสั่น

ฉันหยุดเดิน หันกลับไปมองพวกเขาสามคนเป็นครั้งสุดท้าย “ไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะต่อให้พ่อแม่คุกเข่าอ้อนวอนให้หนูกลับมา หนูก็จะไม่มีวันหันหลังกลับมามองที่นี่อีกเลย”

ฉันก้าวขึ้นรถแท็กซี่ มุ่งหน้าตรงไปยังหอพักของสถาบันการบินพลเรือนทันที โดยไม่เสียน้ำตาให้พวกเขาแม้แต่หยดเดียว

หลังจากวันนั้น ชีวิตของฉันก็พลิกผันไปสู่โลกใบใหม่ โลกที่ไม่มีใครตัดสินฉันจากรอยแผลเป็น แต่ทุกคนมองเห็นฉันจากศักยภาพและสมอง ฉันเข้าเรียนในสาขาวิศวกรรมการบิน ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการอ่านหนังสือ การทดลองในอุโมงค์ลม และการฝึกงานด้านเทคนิคการบิน ทุนการศึกษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้ฉันไม่ต้องพึ่งพาเงินจากทางบ้านแม้แต่บาทเดียว ฉันเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ บล็อกโซเชียลมีเดียของทุกคน และเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างแท้จริง

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งสี่ปีผ่านพ้น

ในวันพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ฉันสวมชุดครุยวิศวกรรมการบิน พร้อมด้วยเหรียญทองเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ฉันได้รับการเซ็นสัญญาเข้าทำงานทันทีในตำแหน่งวิศวกรซ่อมบำรุงอากาศยานของสายการบินนานาชาติชั้นนำ พร้อมข้อเสนอเงินเดือนและสวัสดิการที่สูงลิ่ว

ในขณะที่ฉันกำลังถ่ายรูปกับอาจารย์และเพื่อนร่วมรุ่น จู่ๆ ก็มีร่างคุ้นเคยสองคนเดินตรงเข้ามาหาฉัน

เป็นนนท์กับพี่เบล…

แต่สภาพของทั้งสองคนในวันนี้ช่างแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง พี่เบลไม่ได้ดูสวยสง่าเหมือนแต่ก่อน เธอสวมเสื้อผ้าราคาถูก ผิวพรรณหยาบกร้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ส่วนนนท์ก็ดูทรุดโทรม ร่างกายผอมเกร็งและแววตาหม่นหมอง

ฉันมารู้ทีหลังว่า หลังจากฉันออกจากบ้านไป พี่เบลสอบตกซ้ำซากจนเรียนไม่จบตามกำหนด สุดท้ายต้องออกมารับจ้างทำงานทั่วไป นนท์เองก็จบออกมาด้วยเกรดที่ย่ำแย่ หางานทำไม่ได้จนต้องทำงานขับรถส่งของ ทั้งสองคนทะเลาะกันแทบทุกวัน โทษกันไปมาเรื่องไฟไหม้ในอดีต และชีวิตคู่ก็พังทลายไม่เป็นท่า

“ริน…” นนท์เอ่ยเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สายตาของเขามองชุดครุยและเหรียญเกียรตินิยมของฉันด้วยความทึ่งและความเสียดายอย่างสุดซึ้ง “เธอ… สวยและเก่งขึ้นมากเลยนะ พี่… พี่คิดถึงเธอทุกวันเลยรู้ไหม ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา พี่รู้แล้วว่าพี่รักเธอแค่คนเดียว…”

พี่เบลรีบก้าวเข้ามาข้างหน้า พลางเอื้อมมือที่หยาบกร้านจะมาจับชายเสื้อครุยของฉัน น้ำตาไหลอาบแก้ม “ริน… ช่วยพี่กับพ่อแม่ด้วยเถอะนะ ตอนนี้พ่อล้มป่วยเป็นอัมพฤกษ์ บ้านของเรากำลังจะถูกธนาคารยึด เบลขอโทษ… เบลรู้แล้วว่าเบลผิดไปแล้ว รินเป็นคนเดียวที่ช่วยพวกเราได้ ได้โปรดเถอะนะริน…”

ฉันมองหน้าอดีตแฟนหนุ่มและพี่สาวแท้ๆ ด้วยสายตาที่ราบเรียบ ปราศจากความโกรธแค้น แต่ก็ไร้ซึ่งความสงสาร

ฉันค่อยๆ ถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว เพื่อเว้นระยะห่างระหว่างตัวฉันกับพวกเขา

“ขอโทษนะคะ พวกคุณจำคนผิดแล้วค่ะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าเฉียบขาด “คนที่ชื่อ ‘ริน’ เด็กผู้หญิงขี้กลัวที่มีรอยแผลเป็นและยอมให้พวกคุณเหยียบย่ำคนนั้น… เธอได้จมน้ำตายไปตั้งแต่วันที่พวกคุณทิ้งเธอไว้ที่สระน้ำพัทยาเมื่อสี่ปีที่แล้วแล้วค่ะ”

พูดจบ ฉันก็หันหลังให้พวกเขาทันที

“ริน! รินรดา! อย่าเพิ่งไป!” เสียงตะโกนร้องไห้ของพี่เบลและเสียงเรียกของนนท์ดังไล่หลังมา แต่ฉันไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้า

ฉันก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ท่ามกลางแสงแดดอบอุ่นที่สาดส่องลงมา ท้องฟ้ากว้างใหญ่เหนือศีรษะเปิดโล่งเพื่อต้อนรับเครื่องบินลำใหญ่ที่กำลังทะยานขึ้นสู่อากาศ และนั่นคือที่ที่ฉันคู่ควร… สูงเกินกว่าที่เงาในอดีตอันมืดมิดเหล่านั้นจะเอื้อมมือขึ้นมาแตะต้องฉันได้อีกตลอดกาล.

Leave a Comment