ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์)
การเดินออกจากสำนักงานขายในวันนั้น คือการก้าวเดินที่เบาสบายที่สุดในชีวิตของฉัน ราวกับได้ปลดเปลื้องโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นทิ้งไว้เบื้องหลัง
แต่สำหรับครอบครัวของภัทร… หายนะเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
หลังจากวันนั้นไม่ถึงสามชั่วโมง โทรศัพท์มือถือของฉันก็แทบระเบิด มีสายเรียกเข้าและข้อความจากภัทรส่งเข้ามาไม่ต่ำกว่าร้อยสาย เขาส่งข้อความมาขอโทษ อ้อนวอน อ้างว่าเขารักฉันมากแค่ไหน และยอมทำทุกอย่างเพื่อให้งานแต่งงานดำเนินต่อไปได้ แต่ฉันไม่แม้แต่จะกดเปิดอ่าน ฉันบล็อกเบอร์โทรศัพท์ของเขา ไลน์ เฟซบุ๊ก และทุกช่องทางการติดต่ออย่างเด็ดขาด
ทางด้านคุณเกรียงไกรและคุณนายอรัญญา เมื่อรู้ว่าฉันเอาจริงและไม่ยอมกลับไปเป็นเหยื่อให้พวกเขาสูบเลือดสูบเนื้อ ความตื่นตระหนกก็ถาโถมเข้าใส่พวกเขาทันที เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขามั่นใจมากว่าแผนการจะสำเร็จ จึงได้แจกการ์ดแต่งงานไปแล้วนับร้อยใบให้แก่ญาติพี่น้องและเพื่อนร่วมงานในแวดวงสังคม การที่งานแต่งงานถูกยกเลิกกะทันหันย่อมหมายถึงความอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง
สองวันต่อมา คุณเกรียงไกรพาภัทรบุกมาถึงบ้านพักของฉันและพ่อแม่ในยามบ่าย คราวนี้ ท่าทางหยิ่งยโส โอหัง และบารมีจอมปลอมของผู้เป็นพ่อได้หายไปจนหมดสิ้น เขายืนอยู่หน้าประตูรั้วพร้อมกระเช้ารังนกและผลไม้ราคาแพงในมือ สีหน้าซีดเซียวและดูแก่ชงักลงไปหลายปี
“หนูริน… พ่อมาขอโทษ” คุณเกรียงไกรเอ่ยขึ้นทันทีที่ฉันเปิดประตูรั้วออกไป โดยมีพ่อสุรชัยยืนคุมเชิงอยู่ข้างหลัง “วันนั้นพ่อคิดน้อยไป พ่อแค่อยากให้ครอบครัวเรามั่นคง… เอาอย่างนี้ไหมลูก ถ้าหนูรินยอมกลับมาแต่งงานกับภัทร พ่อจะยอมให้ใส่ชื่อหนูรินกับภัทรในโฉนดบ้านเหมือนเดิมเลย พ่อจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกแม้แต่นิดเดียว!”
ฉันมองดูชายวัยกลางคนที่เคยชี้นิ้วสั่งฉันเมื่อวันก่อน บัดนี้กลับต้องมายืนก้มหัวอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา “ยอมให้ใส่ชื่อหนูงั้นเหรอคะ?” ฉันถามกลับด้วยรอยยิ้มเย็น “แล้วเงินดาวน์ 1.2 ล้านที่คุณลุงบอกว่ามีล่ะคะ มีเงินสดพร้อมจะจ่ายหรือยัง?”
คุณเกรียงไกรชะงักไป หลบสายตาอย่างอึกอัก “คือ… เรื่องเงินดาวน์… ทางฝั่งหนูรินพอจะมีทางช่วยออกไปก่อนทั้งหมดได้ไหมลูก แล้วภัทรจะค่อยๆ ผ่อนคืนให้ทีหลัง…”
ฉันส่ายหน้าช้าๆ ความสมเพชเข้ามาแทนที่ความโกรธจนหมดสิ้น “จนถึงตอนนี้ พวกคุณก็ยังไม่เลิกคิดที่จะเกาะฉันกินอีกเหรอคะ?”
“ริน! ผมรักคุณจริงๆ นะริน!” ภัทรทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นปูนหน้าบ้านฉัน มือทั้งสองข้างยกขึ้นไหว้ น้ำตาไหลอาบสองแก้ม “อย่าทิ้งผมไปเลยนะริน ห้าปีที่เราคบกันมามันไม่มีความหมายเลยเหรอ? ยกโทษให้ผมเถอะนะ ผมสัญญาว่าต่อไปนี้ผมจะฟังแค่คุณคนเดียว ผมจะไม่ยอมให้พ่อกับแม่มาบังคับเรื่องของเราอีกแล้ว!”
ฉันก้มลงมองผู้ชายที่คุกเข่าอยู่แทบเท้า ผู้ชายที่ฉันเคยคิดจะฝากชีวิตทั้งชีวิตไว้ในกำมือของเขา “ภัทร… ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉันรักเธอด้วยความจริงใจมาตลอด” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด “แต่วันนั้นในห้องรับรอง เธอได้เลือกแล้ว… เธอเลือกที่จะยืนดูครอบครัวของเธอร่วมมือกันหลอกลวงฉันและพ่อแม่ของฉัน เธอเลือกที่จะปกป้องความสบายของตัวเองโดยการทิ้งให้ฉันเป็นคนแบกรับภาระหนี้สินทั้งหมด ความเงียบของเธอในวันนั้น ได้ฆ่าความรักของฉันตายไปหมดแล้ว”
“ริน…” ภัทรสะอื้นฮักจนตัวโยน
“ลุกขึ้นแล้วกลับไปซะเถอะค่ะ” ฉันมองหน้าคนทั้งสองคนเป็นครั้งสุดท้าย “เงินมัดจำสถานที่จัดงานแต่งงาน ค่าชุด ค่าของชำร่วย ฉันสั่งยกเลิกทั้งหมดแล้ว ส่วนเงินมัดจำที่เสียไป ฉันถือว่าทำบุญสะเดาะเคราะห์ให้ตัวเองรอดพ้นจากนรกขุมนี้มาได้… ต่อจากนี้ไป เราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก อย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีกเป็นอันขาด”
พ่อสุรชัยก้าวออกมายืนบังหน้าฉันไว้ พร้อมชี้มือไปที่ถนนหน้าบ้าน “พวกคุณกลับไปได้แล้ว ก่อนที่ผมจะแจ้งตำรวจข้อหาบุกรุกและสร้างความรบกวน”
เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเปลี่ยนใจฉันได้อีก คุณเกรียงไกรก็ถอนหายใจยาวด้วยความหมดอาลัยตายอยาก ดึงแขนลูกชายที่ร้องไห้ฟูมฟายให้ลุกขึ้น และเดินคอตกกลับไปขึ้นรถอย่างน่าสมเพช
หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ข่าวเรื่องความโลภและการพยายามหลอกลวงฮุบเงินฝ่ายหญิงของครอบครัวคุณเกรียงไกรก็แพร่สะพัดไปทั่วกลุ่มเพื่อนฝูงและสังคมที่พวกเขารู้จัก งานแต่งงานที่ถูกยกเลิกกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน คลินิกเสริมความงามของแพรวาที่เอาเงินไปมัดจำไว้ก็ขาดสภาพคล่องจนต้องปิดตัวลงในเวลาไม่กี่เดือนต่อมา ครอบครัวของพวกเขาต้องเผชิญกับหนี้สินและความอับอายที่สร้างขึ้นมาด้วยน้ำมือและความโลภของตัวเอง
ส่วนฉัน… ฉันใช้เวลาพักรักษาแผลใจอยู่ไม่นาน โดยมีพ่อกับแม่คอยอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจเสมอ เงินเก็บหกแสนบาทของพ่อแม่ยังคงอยู่อย่างปลอดภัยในบัญชีธนาคาร และในอีกหนึ่งปีต่อมา ด้วยหน้าที่การงานที่ก้าวหน้าและเงินเก็บส่วนตัวที่เพิ่มขึ้น ฉันก็สามารถซื้อคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองเป็นของตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ
ในวันที่ฉันได้รับโฉนดกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่มีเพียงชื่อของฉันคนเดียวตั้งแต่วันแรก ฉันกอดโฉนดใบนั้นไว้แนบอก พร้อมกับขอบคุณความเด็ดเดี่ยวของตัวเองในวันนั้น
วันนั้น… ถ้าฉันไม่กล้าพอที่จะรูดซิปปิดกระเป๋าสตางค์แล้วเดินออกมา ชีวิตของฉันในวันนี้ก็คงจะจมปลักอยู่กับความทุกข์ทรมานในบ้านที่ตัวเองต้องก้มหน้าผ่อน แต่กลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมีชื่ออยู่ในกระดาษแผ่นเดียว.