ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์)
เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวลงจอดที่สนามบินดอนเมืองอย่างนิ่มนวล รถพยาบาลฉุกเฉินพร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเด็กระดับประเทศมารอรับน้องกัสถึงข้างรันเวย์ ตลอดการเดินทาง ผมไม่ยอมปล่อยมือรินลดาและน้องกายเลยแม้แต่วินาทีเดียว ส่วนน้องกัสได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ประจำตัวของผม
ทันทีที่มาถึงโรงพยาบาล น้องกัสถูกนำตัวเข้าตรวจเช็กร่างกายอย่างละเอียดในห้องปลอดเชื้อ คืนนั้น ทีมแพทย์ได้ทำการผ่าตัดแก้ไขลิ้นหัวใจที่ผิดปกติอย่างเร่งด่วน การผ่าตัดกินเวลายาวนานกว่าห้าชั่วโมง เป็นห้าชั่วโมงที่ทรมานที่สุดในชีวิตของผม ผมได้แต่กุมมือรินลดาที่หน้าห้องผ่าตัด สวดมนต์ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอแลกทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีในชีวิต เพื่อให้ลูกชายของผมปลอดภัย
ในที่สุด ประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออก แพทย์หัวหน้าทีมเดินยิ้มออกมาพร้อมกับถอดหน้ากากอนามัย
“การผ่าตัดประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบครับคุณกวินทร์ สัญญาณชีพของน้องคงที่มาก ลิ้นหัวใจทำงานได้เป็นปกติ หลังจากนี้พักฟื้นอีกประมาณสองถึงสามสัปดาห์ น้องกัสก็จะสามารถวิ่งเล่นและใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กปกติทั่วไปแล้วครับ”
เสียงถอนหายใจยาวของรินลดาตามมาด้วยเสียงสะอื้นแห่งความโล่งอก เธอทรุดตัวลงสู่อ้อมกอดของผม ผมกอดเธอและน้องกายไว้แน่น หัวใจที่เคยแหลกสลายของผมเริ่มได้รับการเยียวยา ลูกชายของผมรอดชีวิตแล้ว และครอบครัวของผมกำลังจะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
สองสัปดาห์ต่อมา หลังจากที่น้องกัสอาการดีขึ้นจนย้ายมาพักฟื้นในห้องสูทพิเศษของโรงพยาบาล และสามารถหัวเราะพูดคุยกับน้องกายได้อย่างสดใส ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องสะสางบาดแผลในอดีตที่ค้างคามานานถึงหกปี
ผมไม่ได้บอกแม่ล่วงหน้า แต่สั่งให้คนขับรถไปรับ ‘คุณหญิงกานดา’ มาที่โรงพยาบาล โดยอ้างเพียงว่าผมมีเรื่องด่วนเกี่ยวกับพินัยกรรมของตระกูลที่ต้องให้ท่านมาเซ็นรับทราบด้วยตัวเอง
เมื่อคุณหญิงกานดาก้าวเข้ามาในห้องสูทหรูหราของโรงพยาบาล ท่านยังคงรักษาท่าทีสง่างาม หยิ่งทะนง และสวมใส่เครื่องเพชรแวววาวสมฐานะคุณหญิงตระกูลใหญ่ แต่ทันทีที่สายตาของท่านเหลือบไปเห็นรินลดายืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ พร้อมกับเด็กชายฝาแฝดสองคนที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผมในวัยเด็ก…
สีหน้าของคุณหญิงกานดาเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งกลายเป็นความตกตะลึง แก้วตาสั่นระริก ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“รินลดา…! นี่มันหมายความว่ายังไง กวินทร์?!” คุณหญิงแม่หันมาตวาดผมด้วยเสียงที่พยายามข่มความตื่นตระหนก “แกพาผู้หญิงชั้นต่ำคนนี้กลับมาทำไม?! แล้วเด็กสองคนนี้เป็นใคร?!”
“เด็กสองคนนี้คือหลานชายแท้ๆ ของคุณแม่ครับ… เลือดเนื้อเชื้อไขของผม และเป็นทายาทที่ถูกต้องเพียงคนเดียวของตระกูลเรา!” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เยือกเย็นจนน่ากลัว
“โกหก! เด็กพวกนี้ไม่ใช่ลูกของแก! ยัยผู้หญิงแพศยาคนนี้มันกำลังหลอกแก!” คุณหญิงกานดาชี้นิ้วใส่หน้ารินลดาอย่างเกรี้ยวกราด
ผมไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่เดินไปหยิบซองเอกสารผลตรวจ DNA จากสถาบันนิติเวชศาสตร์ที่วางอยู่บนโต๊ะ ยื่นไปตรงหน้าแม่ของผม
“ผลตรวจยืนยันความเป็นพ่อลูก 99.99% ครับคุณแม่… น้องกัสกับน้องกายคือลูกของผม และที่สำคัญไปกว่านั้น เมื่อหกปีก่อน รินไม่ได้หนีผมไปเพราะหมดรัก แต่เธอหนีไปเพราะคำขู่ฆ่า คำข่มขู่ทำลายชีวิต และเงินสิบล้านที่คุณแม่เอาไปฟาดหัวเธอต่างหาก!”
คุณหญิงกานดามือสั่นเทาจนทำเอกสารร่วงลงพื้น ใบหน้าของท่านซีดเผือด ไร้ซึ่งคำแก้ตัวใดๆ เมื่อหลักฐานทุกอย่างมัดตัวแน่นหนา
“แม่ทำแบบนั้นลงไปได้ยังไงครับ?” น้ำตาของผมรื้นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความผิดหวังในตัวผู้เป็นแม่ “แม่เกือบจะฆ่าหลานชายแท้ๆ ของตัวเอง! ถ้ารินไม่พาเด็กๆ มารักษา ถ้าผมไม่บังเอิญเจอพวกเขาที่สนามบินเชียงใหม่… น้องกัสอาจจะไม่มีชีวิตรอดมาถึงวันนี้เพราะความแล้งน้ำใจและความเย่อหยิ่งในสายเลือดของแม่!”
“กวินทร์… แม่… แม่ทำทุกอย่างเพื่อแก เพื่อตระกูลของเรา…” คุณหญิงกานดาพยายามพูดเสียงสั่น น้ำตาเริ่มคลอเบ้า เมื่อเห็นสายตาผิดหวังอย่างรุนแรงจากลูกชายคนเดียว
“พอเถอะครับคุณแม่ ถ้าตระกูลนี้จะสูงส่งได้ด้วยการเหยียบย่ำชีวิตของคนอื่น ผมก็ไม่ขอเป็นส่วนหนึ่งของมันอีกต่อไป” ผมเอ่ยคำขาดที่ทำให้แม่ของผมแทบทรุดลงกับพื้น “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมขอถอนตัวจากการบริหารงานในเครือโรงแรมของตระกูลทั้งหมด หุ้นส่วนครึ่งหนึ่งของผม ผมจะโอนเข้ากองทุนในชื่อของน้องกัสและน้องกาย โดยมีรินลดาเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว และผมจะพาภรรยากับลูกๆ ของผมย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ภูเก็ต”
“กวินทร์! แกจะทิ้งแม่เหรอ?! แกจะทิ้งตระกูลไปเพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ได้นะ!” คุณหญิงกานดาร้องไห้ออกมาอย่างหมดมาด
“ผมไม่ได้ทิ้งแม่ครับ… แต่ผมกำลังเลือกครอบครัวของผม คนที่แม่ควรจะกราบขอโทษไม่ใช่ผม แต่คือรินลดาและหลานชายทั้งสองคนที่แม่เคยวางแผนจะกำจัดทิ้งไปต่างหาก ตราบใดที่คุณแม่ยังไม่สามารถยอมรับรินลดาในฐานะลูกสะใภ้ได้อย่างจริงใจ คุณแม่ก็ไม่มีสิทธิ์ได้อุ้มหรือได้ยินคำว่า ‘ย่า’ จากปากของเด็กสองคนนี้เด็ดขาด!”
คุณหญิงกานดามองไปที่เตียงคนไข้ น้องกัสและน้องกายกำลังกอดแขนแม่ของพวกเขาไว้แน่น สายตาของเด็กไร้เดียงสาคู่นั้นมองมาที่หญิงชราผู้สูงศักดิ์ด้วยความหวาดกลัว ไม่มีแววของความผูกพันใดๆ ความโดดเดี่ยวและความพ่ายแพ้เข้าเกาะกุมหัวใจของคุณหญิงกานดาในที่สุด ท่านทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาและร่ำไห้ออกมาด้วยความสำนึกผิดที่สายเกินไป
หนึ่งปีต่อมา…
ณ ชายหาดส่วนตัวริมทะเลภูเก็ต
สายลมทะเลพัดพากลิ่นไอความสดชื่น แสงแดดสีทองยามเย็นสาดส่องลงบนผืนทรายสีขาว เสียงหัวเราะสดใสของเด็กชายฝาแฝดสองคนดังก้องไปทั่วชายหาด น้องกัสที่หายป่วยเป็นปลิดทิ้งและมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ กำลังวิ่งไล่จับปูลมแข่งกับน้องกายอย่างสนุกสนาน
รินลดายืนมองลูกๆ อยู่ข้างผม ใบหน้าของเธอในวันนี้เปล่งปลั่ง มีความสุข และเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ผมเคยตกหลุมรัก เธอสวมชุดเดรสสีขาวพลิ้วไหวตามแรงลม ที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอมีแหวนเพชรเม็ดงามที่ผมบรรจงสวมให้ในงานแต่งงานริมหาดที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและอบอุ่น
ผมก้าวเข้าไปสวมกอดเธอจากทางด้านหลังอย่างทะนุถนอม วางคางลงบนไหล่ของเธอ
“มีความสุขไหมครับ คุณนายกวินทร์?” ผมกระซิบถามข้างหู
รินลดาเอียงหน้ามาสบตาผม ดวงตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับล้อกับแสงอาทิตย์อัสดง
“มีความสุขที่สุดในชีวิตเลยค่ะ ขอบคุณนะคะกวินทร์… ขอบคุณที่ตามหาพวกเราจนเจอ และขอบคุณที่ไม่เคยปล่อยมือจากพวกเราอีกเลย”
“ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณ… ขอบคุณที่คุณเข้มแข็งและดูแลของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตให้กับผม”
ผมหันไปมองลูกชายทั้งสองคนที่กำลังโบกมือเรียกเราสองคนให้ไปช่วยสร้างปราสาททราย ความเจ็บปวด ความอยุติธรรม และความลับดำมืดในอดีตได้ถูกคลื่นทะเลซัดหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความรัก ความจริงใจ และการเริ่มต้นชีวิตใหม่อันเป็นนิรันดร์ของครอบครัวเรา.