ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์)
เมื่อร่างของครูบอลลอยคว้างอยู่กลางอากาศ เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าตนเองได้ทำลายโอกาสรอดเดียวไปแล้ว ในทางยุทธวิธีการต่อสู้ระยะประชิด การปล่อยให้เท้าลอยพ้นพื้นโดยไม่มีหลักยึด คือการส่งมอบชะตากรรมของตนเองให้อยู่ในกำมือของศัตรู
ผมไม่ได้ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว แต่กลับก้าวสืบเท้าขวาเข้าหาจุดตกกระทบ ย่อเข่าลงต่ำเพื่อสร้างฐานที่มั่นคงดุจรากไม้ใหญ่ จังหวะที่หัวเข่าของเขาพุ่งเฉียดหน้าอกของผมไป ผมใช้ท่อนแขนซ้ายเกี่ยวตวัดล็อคเข้าใต้ข้อพับขาของเขาอย่างแม่นยำ พร้อมกับส่งฝ่ามือขวากระแทกเข้าที่แผ่นอกของเขาด้วยแรงผลักประสาน
โครม!
ร่างหนากว่าแปดสิบกิโลกรัมของอดีตแชมป์มวยไทยถูกเหวี่ยงฟาดลงกับพื้นเบาะยางสังเคราะห์อย่างรุนแรง เสียงร่างกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหวจนเก้าอี้พับรอบสนามสะเทือน แรงกระแทกส่งผลให้ลมในปอดของครูบอลถูกรีดออกทางปากจนหมดสิ้น เขานอนหงายหลัง ตาค้าง อ้าปากพะงาบๆ พยายามสูดอากาศเข้าปอดด้วยความทรมาน สภาพไม่ต่างจากปลาที่ถูกเหวี่ยงขึ้นมานอนดิ้นพราดๆ อยู่บนฝั่ง
ความเงียบงันเข้าปกคลุมยิมฝึกอีกครั้ง แต่คราวนี้มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยความยำเกรง ไม่มีผู้ปกครองคนไหนกล้าแม้แต่จะกระแอมไอ ทุกสายตาจับจ้องมาที่ผมด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัว ชายวัยกลางคนในชุดช่างซ่อมท่อธรรมดาๆ คนนี้ กลับสามารถสยบนักสู้ระดับแชมป์ลงได้ภายในเวลาไม่ถึงสองนาที โดยที่เสื้อผ้าของเขาแทบไม่ยับยู่ยี่เลยแม้แต่น้อย
ผมไม่ได้ซ้ำเติม ผมยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างของเขา สายตาทอดมองลงไปด้วยความเย็นชา
“สำหรับคนเป็นครู… ศิลปะการต่อสู้มีไว้เพื่อปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า และฝึกฝนจิตใจให้ถ่อมตน” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานและเฉียบขาด “แต่วันนี้ แกใช้มันทำร้ายเด็กอายุสิบสามปีเพื่อยกหางตัวเอง”
ครูบอลนอนตัวสั่นเทา ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง แต่สิ่งที่แหลกสลายยิ่งกว่ากระดูกคือศักดิ์ศรีและความเย่อหยิ่งที่เขาสะสมมาทั้งชีวิต เขามองเห็นเงาของยมทูตในดวงตาของผมอย่างแท้จริง และรู้ดีว่าหากนี่คือสงครามจริง เขาคงไม่มีโอกาสได้หายใจอีกต่อไป
ในตอนนั้นเอง จ่าสิบเอกประจักษ์ก้าวเดินลงมาจากอัฒจันทร์อย่างช้าๆ ชายชราเดินตรงเข้ามาที่ขอบเบาะฝึก ยืนตรงแล้วยกมือขึ้นทำความเคารพแบบทหารอย่างขึงขังต่อหน้าผม
“ผู้พันแดน… ไม่สิ นาวาตรีแดนไตร ใช่ท่านจริงๆ ด้วย” จ่าประจักษ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาซึมคลอเบ้า “ผมจำสายตาและท่วงท่านั้นได้ดี อดีตหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษพิเศษทางเรือ ผู้พาทีมรอดชีวิตจากสมรภูมิปิดลับชายแดนใต้เมื่อสิบปีก่อน… ประเทศชาติติดหนี้บุญคุณท่าน แต่ท่านกลับเลือกที่จะมาอยู่ที่นี่”
คำพูดของจ่าประจักษ์ทำให้ห้องทั้งห้องเกิดเสียงพึมพำด้วยความตกตะลึงระลอกใหญ่ บรรดาผู้ปกครองที่เคยดูแคลนผมในฐานะช่างประปาจนๆ ต่างพากันมองหน้ากันด้วยความละอายใจ ครูบอลที่นอนอยู่บนพื้นเบิกตากว้าง ความกลัวแล่นจับขั้วหัวใจจนเขาถึงกับยกมือที่สั่นระริกขึ้นไหว้ขอชีวิต
“ผม… ผมขอโทษครับพี่… ผมไม่รู้… ผมผิดไปแล้วครับ” ครูบอลละล่ำละลักพูดทั้งน้ำตา ความโอหังเมื่อสิบนาทีก่อนมลายหายไปจนหมดสิ้น
“แกไม่ต้องขอโทษฉัน” ผมตอบเสียงเรียบ “ลุกขึ้นมา แล้วไปขอโทษลูกชายของฉันซะ”
ครูบอลรีบพยุงร่างที่บอบช้ำลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล เขาเดินกะโผลกกะเผลกไปหยิบซองเงินสดที่โต๊ะทำงาน นำเงินค่าเรียนทั้งหมดของเดือนนั้นพร้อมกับเงินส่วนตัวออกมาส่งมอบให้ผมด้วยสองมือที่สั่นเทา
ผมรับเงินเฉพาะส่วนที่เป็นค่าเรียนของลูกชายคืนมา ส่วนที่เหลือผมผลักกลับไป
“ฉันเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นของฉัน”
ผมเดินออกจากเบาะ สวมถุงเท้าและผูกเชือกรองเท้าเซฟตี้คู่เก่าอย่างใจเย็น หยิบเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นพาดบ่า จากนั้นจึงหันไปทำความเคารพตอบจ่าประจักษ์อย่างให้เกียรติ ก่อนจะก้าวเดินออกจากยิมมวยไป ท่ามกลางสายตาของผู้ปกครองทุกคนที่พร้อมใจกันหลีกทางให้อย่างนอบน้อม
เมื่อผลักประตูกระจกออกมาที่ลานจอดรถ ลมยามเย็นของเมืองเชียงใหม่พัดผ่านผิวกาย ผมเดินตรงไปยังรถกระบะอีซูซุดีแม็กซ์สีบรอนซ์เงินคันเก่า เคาะกระจกเบาๆ ก่อนจะเปิดประตูก้าวเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย
นนท์นั่งกอดเข่าอยู่บนเบาะข้างคนขับ เขารีบเช็ดน้ำตาบนแก้มเมื่อเห็นผมขึ้นมาบนรถ เด็กชายมองผมด้วยความกังวลและรู้สึกผิดในใจ
“พ่อครับ… พ่อเป็นอะไรไหมครับ? เขาทำร้ายพ่อหรือเปล่า?” นนท์ถามเสียงสั่น
ผมเอื้อมมืออันหยาบกร้านจากการทำงานหนักไปวางบนศีรษะของลูกชาย ลูบผมของเขาเบาๆ ด้วยความอบอุ่น รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของผมเป็นครั้งแรกของวัน
“พ่อไม่เป็นไรเลยลูก” ผมหยิบเงินค่าเรียนยื่นให้เขา “เราได้เงินคืนแล้ว และต่อไปนี้ลูกไม่ต้องกลับไปที่นั่นอีก”
นนท์ก้มหน้าลง กำมือแน่น “ผมขอโทษครับพ่อ… ถ้าผมเก่งกว่านี้ ถ้าผมไม่อ่อนแอ พ่อคงไม่ต้องมาลำบากเพราะผม”
ผมดึงตัวลูกชายเข้ามากอดไว้แน่น ถ่ายทอดความอบอุ่นและพลังใจทั้งหมดที่ผมมีให้แก่เขา
“ฟังพ่อนะนนท์” ผมพูดข้างหูของลูกอย่างหนักแน่น “การถูกคนที่แข็งแรงกว่ารังแก ไม่ได้แปลว่าลูกอ่อนแอ… ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ว่าเราเตะต่อยเก่งแค่ไหน แต่วัดกันที่ว่าเมื่อเราล้มลง เรามีความกล้าหาญพอที่จะลุกขึ้นมาสู้ชีวิตต่อหรือไม่ วันนี้ลูกอดทนและเข้มแข็งมากแล้ว”
นนท์พยักหน้ารับทั้งน้ำตา แต่คราวนี้ไม่ใช่หยาดน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ หากแต่เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งและภาคภูมิใจ
“กลับบ้านเรากันเถอะลูก เย็นนี้พ่อจะทำต้มยำไก่บ้านของโปรดให้กิน”
ผมสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงเครื่องยนต์ดีเซลคำรามเบาๆ ก่อนที่รถกระบะคู่ใจจะเคลื่อนตัวออกจากลานจอด มุ่งหน้ากลับสู่บ้านสวนอันเงียบสงบที่หางดง ทิ้งอดีตและสนามรบไว้เบื้องหลัง เพื่อทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผมนั่นคือ… การเป็น ‘พ่อ’ ธรรมดาคนหนึ่งที่พร้อมจะปกป้องลูกชายสุดที่รักตลอดไป