[PART 3 (ตอนจบ)]
เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วภายในห้องบอลรูมพลันเงียบสงัดลงราวกับป่าช้า ทันทีที่ผู้คนได้เห็นร่างที่กำลังก้าวเดินเข้ามาเคียงข้างท่านเจ้าสัวไพศาล
ฉันเดินเคียงข้างพ่ออย่างสง่างาม บนพรมแดงที่ปูทอดยาว ฉันสวมชุดราตรียาวสีมิดไนท์บลูสั่งตัดพิเศษ ปักด้วยคริสตัลระยิบระยับดั่งดวงดาวบนท้องฟ้า ลำคอระหงประดับด้วยสร้อยเพชรน้ำหนึ่งส่องประกายเจิดจ้า ใบหน้าได้รับการแต่งแต้มอย่างประณีต ขับเน้นดวงตาที่เคยเศร้าสร้อยให้กลับมามีพลังและสง่างามดั่งหงส์ฟ้า กลิ่นอายความซอมซ่อและคราบน้ำตาจากม้านั่งข้างถนนเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนมลายหายไปสิ้น
กานต์ที่กำลังยืนดื่มไวน์อยู่อย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง ถึงกับทำแก้วไวน์ในมือหลุดร่วงลงพื้นจนแตกกระจาย!
“เพล้ง!”
ไวน์แดงสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกางเกงสแล็กของเขา แต่กานต์กลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ริมฝีปากสั่นระริก
“ร… รินดา?! เป็นไปไม่ได้… เป็นไปไม่ได้!” กานต์พึมพำออกมาอย่างคนเสียสติ แพรวาที่ยืนอยู่ข้างๆ หน้าซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด เธอจำใบหน้าของผู้หญิงที่เธอเพิ่งชี้หน้าด่าว่าเป็นคนบ้าได้อย่างแม่นยำ
เจ้าสัวไพศาลพยุงฉันขึ้นไปยืนบนเวทีใหญ่เบื้องหน้าไมโครโฟน สายตาอันทรงอำนาจกวาดมองผู้บริหารทุกคนในห้อง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานและเปี่ยมไปด้วยบารมี
“ทุกท่าน… ค่ำคืนนี้ไม่ใช่เพียงแค่งานฉลองครบรอบ 50 ปีของบริษัทเราเท่านั้น แต่เป็นคืนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของข้า ข้าขอประกาศอย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคนว่า… สุภาพสตรีที่ยืนอยู่เคียงข้างข้านี้ คือ รินดา ภักดีบดินทร์ ลูกสาวแท้ๆ เพียงคนเดียวของข้า และเป็นทายาทผู้ถือครองหุ้น 60% ทั้งหมดของภักดีบดินทร์กรุ๊ปแต่เพียงผู้เดียว!”
เสียงปรบมือและเสียงฮือฮาดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วห้องบอลรูม บรรดาผู้บริหารและมหาเศรษฐีต่างพากันโค้งคำนับด้วยความเคารพยำเกรง
ในวินาทีนั้นเอง กานต์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาทับร่าง เขารู้สึกหายใจไม่ออก สมองขาวโพลนไปหมด ภรรยาที่เขาเคยตวาดใส่ ภรรยาที่เขาตราหน้าว่าเหมือนคนใช้และน่าอับอาย… แท้จริงแล้วคือผู้สืบทอดอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้านที่เขาพยายามคลานเข่าเพื่อไต่เต้าขึ้นไปหา!
ด้วยความละโมบและความกลัวที่แล่นริ้วขึ้นมา กานต์รีบแหวกฝูงชนวิ่งพรวดพราดเข้ามาที่หน้าเวที เขาทรุดเข่าลงกับพื้น เงยหน้ามองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเว้าวอนอย่างน่าสมเพช
“รินดา! ริน… ที่รัก! พี่ผิดไปแล้ว! พี่ยอมรับผิดทุกอย่าง!” กานต์พยายามเอื้อมมือจะมาจับชายกระโปรงของฉัน แต่ก็ถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนล็อกตัวไว้แน่น “เมื่อกี้พี่แค่ล้อเล่น… พี่แค่แกล้งรินเฉยๆ นะ! พี่รักรินคนเดียวตลอดห้าปีที่ผ่านมา รินเป็นภรรยาของพี่นะ รินยกโทษให้พี่เถอะนะที่รัก!”
ฉันก้มลงมองผู้ชายที่ฉันเคยรักหมดหัวใจ ผู้ชายที่ฉันยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้เขามีอนาคตที่ดี สายตาของฉันในตอนนี้มีเพียงความเย็นชาและว่างเปล่า ไม่มีความแค้น และไม่มีความรักหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
“ห้าปีที่ผ่านมา ฉันยอมทนลำบาก ยอมทิ้งความฝันของตัวเองเพื่อสนับสนุนคุณ…” ฉันพูดผ่านไมโครโฟนอย่างช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ ท่ามกลางความเงียบกริบของคนทั้งงาน “แต่คุณกลับเลือกที่จะตอบแทนความรักของฉันด้วยการทรยศ โกหก พาผู้หญิงอื่นมาเยาะเย้ย และสั่งให้คนโยนฉันทิ้งเหมือนขยะ… คุณจำได้ไหมกานต์ ว่าคุณพูดว่าอะไรเมื่อชั่วโมงก่อน?”
ฉันหยิบแฟลชไดรฟ์สีดำอันคุ้นเคยออกมาจากกระเป๋าถือใบหรู แล้วโยนมันลงไปแทบเท้าของเขา
“คุณบอกว่าคุณ ‘ไม่รู้จักฉัน’… และนั่นคือสิ่งเดียวที่คุณพูดถูกที่สุดในค่ำคืนนี้” ฉันยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น “เพราะตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันก็ไม่รู้จักคนอย่างคุณเช่นกัน”
เจ้าสัวไพศาลก้าวขึ้นมาขนาบข้างฉัน พลางปรายตามองกานต์และแพรวาด้วยสายตาเหยียดหยาม
“นายกานต์ และนางสาวแพรวา… คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ ไล่พวกเธอทั้งสองคนออกจากการเป็นพนักงานของภักดีบดินทร์กรุ๊ปทันที มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป!” เสียงของเจ้าสัวเฉียบขาดดั่งคำพิพากษา “และข้าจะสั่งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบบัญชีย้อนหลังของนายทั้งหมด หากพบการทุจริตแม้แต่สตางค์เดียว เตรียมตัวเข้าไปนอนในคุกได้เลย นอกจากนี้… ข้าจะแจ้งไปยังพันธมิตรทางธุรกิจทุกแห่งทั่วประเทศ ว่าใครก็ตามที่กล้ารับคนเนรคุณสองคนนี้เข้าทำงาน จะถือว่าเป็นศัตรูกับภักดีบดินทร์กรุ๊ป!”
“ไม่นะ! ท่านประธานครับ ได้โปรดเถอะครับ! รินดา ช่วยพี่ด้วย! รินดา!” กานต์กรีดร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง น้ำตาแห่งความสูญเสียไหลอาบแก้ม
ส่วนแพรวาได้แต่ยืนตัวสั่นงันงก ทรุดฮวบลงกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อตระหนักได้ว่าอนาคตในสายอาชีพของเธอได้ดับวูบลงอย่างถาวรแล้ว ทั้งสองคนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลากตัวออกไปจากงานเลี้ยงอย่างน่าอับอายที่สุด… ในแบบเดียวกับที่พวกเขาเคยทำไว้กับฉันไม่มีผิดเพี้ยน
ฉันหันกลับมาสบตากับพ่อ เจ้าสัวไพศาลยิ้มให้อย่างอบอุ่นและยื่นแขนให้ฉันควง
บาดแผลในอดีตได้ถูกชำระล้างจนหมดสิ้น ความเจ็บปวดตลอดห้าปีกลายเป็นเพียงบทเรียนราคาแพงที่สอนให้ฉันรู้ว่า ศักดิ์ศรีและการรักตัวเองมีค่ามากกว่าการยอมสละทุกอย่างให้คนที่ไม่เห็นค่า และนับจากนี้เป็นต้นไป ชีวิตใหม่ของฉันในฐานะทายาทแห่งภักดีบดินทร์กรุ๊ป… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง