[PART 3] (END)ผมไปเที่ยวพักผ่อนที่มิลานกับเมียน้อย 7 วันเต็ม! แต่พอกลับถึงเพนต์เฮาส์ที่กรุงเทพฯ ภรรยาที่แต่งงานกันมา 15 ปีกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย… ทิ้งไว้เพียงกล่องปริศนา 7 กล่อง และวิดีโอหนึ่งคลิปเท่านั้น!

[PART 3] (END)

ความเงียบในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางสุขุมวิทกำลังบีบคั้นหัวใจของผมจนแทบแตกสลาย ผมนั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางกล่องแห่งความทรงจำที่กลายสภาพเป็นคมมีดกรีดแทงจิตใจของตัวเองทีละเล่ม ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบกล่องใบที่เจ็ด—กล่องใบสุดท้ายที่ตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะข้างเตียง

ฝากล่องถูกเปิดออก ภายในกล่องไม่มีสิ่งของมีค่าใดๆ มีเพียงแค่ ‘แหวนแต่งงานทองคำขาวเกลี้ยงๆ’ วงเดิมที่เราช่วยกันเก็บเงินซื้อจากร้านทองเล็กๆ เมื่อสิบห้าปีก่อน และด้านล่างของแหวนคือ ‘ใบสำคัญการหย่า’ ที่รินดาได้ลงลายมือชื่อของเธอไว้ล่วงหน้าอย่างเรียบร้อยและเด็ดขาด

ผมหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาอีกครั้ง เลื่อนหน้าจอลงไปตามคำบอกเล่าในวิดีโอจนพบกับไฟล์เอกสารแผ่นสุดท้าย มันไม่ใช่แค่เรื่องการหย่าร้างระหว่างสามีภรรยา… แต่มันคือ ‘หนังสือบอกเลิกสัญญาการถือครองลิขสิทธิ์ตราสินค้า AKARA’ และหลักฐานการโอนหุ้นทั้งหมด!

สายตาของผมเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่ออ่านเอกสารสัญญาทางกฎหมายที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สิทธิบัตรการออกแบบ คอลเลกชันเสื้อผ้าทั้งหมด และชื่อแบรนด์แฟชั่นระดับโลกมูลค่าหลายหมื่นล้านนี้ ถูกจดทะเบียนภายใต้ชื่อของ “นางสาวรินดา วัฒนากุล” แต่เพียงผู้เดียวมาตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งบริษัท!

ตลอดเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมา เธอไว้ใจผม เธอให้เกียรติผมโดยการมอบอำนาจให้ผมเป็นผู้บริหารสูงสุดและเป็นตัวแทนของแบรนด์ เธอไม่เคยทวงบุญคุณ ไม่เคยเรียกร้องตำแหน่ง มีเพียงความรักและความเสียสละที่มอบให้ผมอย่างหมดหัวใจ แต่ในวันที่ผมทรยศต่อความรักนั้น อำนาจทางกฎหมายทั้งหมดได้กลับคืนสู่มือของเธอโดยสมบูรณ์

ในเอกสารยังมีจดหมายแนบจากทนายความชื่อดัง ระบุว่า:

“รินดาได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่ออายัดบัญชีของบริษัท และเพิกถอนสิทธิ์ของนายภัทรดนัยในการใช้แบบร่างทุกลิขสิทธิ์ รวมถึงสั่งระงับการจัดจำหน่ายคอลเลกชันใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวที่มิลาน เนื่องจากเป็นงานที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเธอ”

“ไม่… มันต้องไม่เป็นแบบนี้!”

ผมรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาผู้จัดการฝ่ายการเงินและเลขาฯ ส่วนตัวทันที แต่วินาทีที่ปลายสายรับ เสียงของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

“คุณภัทรครับ! แย่แล้วครับ ข่าวหลุดไปถึงสื่อมวลชนหมดแล้ว ทั้งภาพหลักฐานที่คุณรินดาเป็นผู้ออกแบบตัวจริง และภาพหลุดความสัมพันธ์ของคุณกับพิมที่มิลาน ตอนนี้หุ้นของแบรนด์เราดิ่งลงเหว คู่ค้าในยุโรปและห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเอเชียพากันยกเลิกสัญญาทั้งหมดแล้วครับ!”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไร เสียงสายตัดไป พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความจากพิม—นางแบบสาวที่ผมเคยคิดว่าเธอรักผมด้วยใจจริง

“ภัทร… พิมคิดว่าเราควรห่างกันสักพักนะคะ ทางเอเจนซี่สั่งให้พิมยกเลิกสัญญากับแบรนด์ของคุณเพื่อรักษาภาพลักษณ์ และพิมไม่อยากมีปัญหาเรื่องคดีความลิขสิทธิ์ด้วยค่ะ โชคดีนะคะ”

ผมปล่อยโทรศัพท์ร่วงหล่นลงพื้น หน้าจอแตกละเอียดเหมือนกับชีวิตของผมในตอนนี้ ผู้หญิงที่ผมยอมเอาเกียรติยศและครอบครัวไปแลก ยอมทิ้งผมไปทันทีที่เห็นว่าผมกำลังจะหมดอำนาจและเงินทอง เหลือเพียงตัวผมคนเดียวในห้องกว้างใหญ่ที่ว่างเปล่า

สองเดือนต่อมา…

งานสัปดาห์แฟชั่นระดับนานาชาติจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ศูนย์การค้าระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผมยืนอยู่หลังเวทีในเงามืด สภาพของผมซูบผอม ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา และสวมเพียงสูทเก่าๆ ที่ไม่มีใครสนใจ ชื่อเสียงและบริษัทของผมล้มละลายไปแล้ว หนี้สินมหาศาลถาโถมเข้ามาจนผมต้องขายเพนต์เฮาส์และรถหรูทุกคันเพื่อชดใช้

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วทั้งฮอลล์ แสงสปอตไลต์สว่างจ้าจับไปที่กลางรันเวย์ คอลเลกชันผ้าไหมไทยประยุกต์อันงดงามตระการตาที่สะกดทุกสายตาของแฟชั่นนิสต้าระดับโลกกำลังเดินอวดโฉม และชุดฟินาเล่ที่ทุกคนรอคอย… คือชุดราตรีผ้าไหมสีงาช้างชุดนั้น ชุดที่แท้จริงที่ควรจะอยู่บนเรือนร่างของคนที่คู่ควร

และคนที่เดินออกมาปิดท้ายโชว์ ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังสนั่น ไม่ใช่นางแบบชื่อดังคนไหน… แต่คือ ‘รินดา’

เธอตัดผมสั้น สวมชุดสูทผ้าไหมสีดำเรียบหรู ใบหน้าของเธอดูผ่องใส สุขภาพดี และเปี่ยมไปด้วยพลังของผู้หญิงที่ก้าวข้ามผ่านความตายและความเจ็บปวดมาได้ ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความมั่นใจ แบรนด์ใหม่ของเธอที่เปิดตัวในชื่อของตัวเองได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกแห่งปี

ผมพยายามก้าวขาออกไปข้างหน้า หวังเพียงจะได้สบตาเธอ ได้พูดคำว่า ‘ขอโทษ’ จากก้นบึ้งของหัวใจที่แหลกเหลวนี้สักครั้ง

แต่เมื่อรินดาหันมา… สายตาของเธอกวาดผ่านจุดที่ผมยืนอยู่ เธอไม่ได้มองผมด้วยความโกรธ ไม่มีความเคียดแค้น ไม่มีความเกลียดชัง… มีเพียงความว่างเปล่า เหมือนกับว่าผมเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกของเธออีกต่อไปแล้ว

ความเฉยชาของเธอนั้น… ทรมานและเจ็บปวดกว่าคำด่าทอนับพันเท่า

ผมทรุดตัวลงพิงกำแพงในเงามืด ปล่อยให้น้ำตาแห่งความสำนึกผิดไหลลงมาเงียบๆ ผมเคยมีผู้หญิงที่ดีที่สุดในโลกอยู่เคียงข้าง ผมเคยมีความรักที่แท้จริงและบริสุทธิ์ แต่ความโลภ ความหลงระเริง และความเห็นแก่ตัวของผมเอง ได้ทำลายสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไปจนหมดสิ้น

ในวันนี้ ผมเข้าใจความหมายบนฝากล่องใบที่เจ็ดอย่างถ่องแท้แล้ว:

“เมื่อวันที่เธอหยุดรักภาพฝันของผม… ชีวิตจริงของผมก็ไม่เหลืออะไรอีกเลย แม้กระทั่งเศษเสี้ยวของหัวใจตัวเอง”

Leave a Comment