ตอนที่ 3: เกียรติยศแห่งสายเลือด บทสรุปของคนทรยศ
ค่ำคืนวันเสาร์ บรรยากาศภายในห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูระดับหกดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาถูกเนรมิตให้กลายเป็นวิมานสีขาวงาช้าง ดอกไม้สดนานาพันธุ์ถูกส่งตรงจากต่างประเทศ แขกเหรื่อระดับผู้นำเหล่าทัพ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นักการเมือง และนักธุรกิจระดับแนวหน้าของเมืองไทยต่างเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง
พลตรี ภวินท์ วัฒนากุล ยืนเด่นเป็นสง่าในชุดเครื่องแบบทหารบกเต็มยศสีขาว ประดับเหรียญตราและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เต็มหน้าอก ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ ข้างกายคือ ณิชา วรโชติเมธี ในชุดเจ้าสาวผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสประดับเพชรแท้มูลค่าหลายสิบล้าน
“ยินดีด้วยครับท่านนายพลภวินท์ อนาคตไกลแน่นอน ได้ทั้งลูกเขยตระกูลใหญ่และตำแหน่งหน้าที่การงานที่มั่นคง” บรรดานายทหารระดับผู้บังคับการกรมต่างเข้ามาจับมือแสดงความยินดีและยกยอไม่ขาดสาย
ภวินท์ยิ้มรับด้วยความลำพองใจ ความกังวลเรื่องรดาเมื่อหลายวันก่อนมลายหายไปสิ้น เขามั่นใจว่าผู้หญิงตัวคนเดียวที่ไม่มีอำนาจอะไรอย่างรดา คงทำได้เพียงนอนร้องไห้เสียใจอยู่คนเดียว และสุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่ออำนาจและเงินตราของเขา
จนกระทั่งเวลา 19.30 น. พิธีกรบนเวทีประกาศด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและทรงเกียรติ
“กราบเรียนแขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ในค่ำคืนอันเป็นมงคลนี้ เราได้รับเกียรติสูงสุดจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพไทย ขอเสียงปรบมือต้อนรับ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอก อนันต์ อัครเดชา และคณะนายทหารระดับสูงครับ!”
เสียงดนตรีมหาฤกษ์บรรเลงกระหึ่ม แขกทั้งงานรีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพ ภวินท์และณิชาพร้อมด้วยครอบครัวของทั้งสองฝ่ายรีบกุลีกุจอเดินตรงไปยังหน้าประตูทางเข้าเพื่อรอต้อนรับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในกองทัพ
ประตูบานใหญ่เปิดออก ร่างสง่างามน่าเกรงขามของพลเอกอนันต์ก้าวเข้ามา ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของภวินท์แทบหยุดเต้น ไม่ใช่เพียงแค่การมาถึงของผู้นำเหล่าทัพ…
แต่เป็นร่างของนายทหารหญิงที่เดินเคียงข้างพลเอกอนันต์!
หญิงสาวในชุดเครื่องแบบทหารบกเต็มยศ ตัดเย็บประณีตเข้ารูป บนบ่าทั้งสองข้างประดับ ดาวสีทองสองดวง อันเป็นสัญลักษณ์แห่งยศ พลตรีหญิง ใบหน้างดงามหมดจดเชิดขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองไปทั่วงาน
“ร…รดา?!” ภวินท์อุทานออกมาอย่างลืมตัว ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลน ร่างกายชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ณิชาหันมองตามสายตาของเจ้าบ่าว ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความตกตะลึง “นั่นมัน… นังทหารคนนั้นนี่! ทำไม… ทำไมเธอถึงใส่ชุดนายพล?!”
พลเอกอนันต์และพลตรีหญิงรดาเดินตรงเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าคู่บ่าวสาว บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ นายทหารทุกคนในงานต่างยืนตรงทำความเคารพ
ภวินท์ยืนตัวสั่น ยกมือขึ้นทำความเคารพพลเอกอนันต์ด้วยความประหม่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ก…กราบเรียนท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดครับ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านเมตตามาร่วมงานของกระผม”
พลเอกอนันต์มองภวินท์ด้วยแววตาว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลังที่ดังกึกก้องไปทั่วห้องบอลรูม
“ฉันไม่ได้มาในฐานะแขกของเธอ ภวินท์… แต่ฉันมาในฐานะพ่อของพลตรีหญิง รดา อัครเดชา และมาในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพไทย เพื่อส่งมอบคำสั่งด่วน”
“พ…พ่อ?!” ภวินท์เซถอยหลังไปหนึ่งก้าว ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือดราวกับคนตาย “พลเอกอนันต์… อัครเดชา… รดาคือ… ลูกสาวของท่าน?!”
แขกเหรื่อทั้งงานต่างส่งเสียงฮือฮาดังระงม บิดาของณิชาซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่หน้าถอดสี รีบก้าวเข้ามารอฟังสถานการณ์ด้วยความหวาดหวั่น
ฉันก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว สบตากับภวินท์ตรงๆ แววตาของฉันไม่มีร่องรอยของความรักหรือความผูกพันหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความเยือกเย็นของนายทหารผู้ถือครองอำนาจที่เหนือกว่า
“ห้าปีที่ผ่านมา คุณคิดเสมอว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาที่ต้องพึ่งพาบารมีของคุณ คุณคิดว่าคุณจะเหยียบย่ำความรู้สึกของฉัน เหยียบย่ำเกียรติยศของทหาร แล้วใช้บันไดการเมืองปีนป่ายขึ้นสู่อำนาจได้ตามใจชอบใช่ไหม ภวินท์?”
“รดา… พี่… พี่ไม่รู้…” ภวินท์ละล่ำละลัก เสียงสั่นเครือ เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก “พี่ขอโทษ รดา ฟังพี่อธิบายก่อน…”
“หยุดเรียกชื่อฉันอย่างสนิทสนม!” ฉันตวาดเสียงเรียบแต่เฉียบขาด “ในสนามรบและในกองทัพ ฉันคือนายพลที่มีชั้นยศเทียบเท่าคุณ และในตำแหน่งราชการ ฉันคือผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมยุทธการพิเศษ ซึ่งมีอำนาจในการตรวจสอบวินัยและความโปร่งใสของนายทหารระดับสูงทุกคน!”
ฉันผายมือให้นายทหารคนสนิทยื่นแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มให้แก่ภวินท์
“นี่คือคำสั่งย้ายด่วนจากกองบัญชาการกองทัพไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 24.00 น. ของคืนนี้เป็นต้นไป” ฉันประกาศชัดถ้อยชัดคำ “ปลด พลตรี ภวินท์ วัฒนากุล ออกจากตำแหน่งผู้บังคับการหน่วยกำลังรบ และสั่งย้ายไปประจำการที่กองอำนวยการประสานงานชายแดนภาคใต้ ในตำแหน่งฝ่ายเสนาธิการประจำสำนักงาน โดยไม่มีอำนาจคุมกำลังพลใดๆ ทั้งสิ้น”
“อะไรนะ?!” ณิชากรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ “ย้ายไปชายแดนใต้เนี่ยนะ?! ไม่ได้นะ! คุณพ่อคะ ช่วยพี่วินท์ด้วยสิคะ!”
พ่อของณิชาหน้าซีดเผือด รีบดึงแขนลูกสาวไว้แล้วส่ายหน้าอย่างหมดหวัง ไม่มีนักธุรกิจคนไหนกล้าเอาตัวเข้าไปงัดข้อกับอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยเฉพาะเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสายเลือดแท้ๆ ของตระกูลอัครเดชา
“และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องคำสั่งย้าย…” เสียงของพลเอกอนันต์ดังแทรกขึ้นมาอย่างเด็ดขาด “คณะกรรมการตรวจสอบวินัยและความมั่นคง ได้รับหลักฐานเอกสารสัญญาการเอื้อประโยชน์โครงการจัดซื้ออุปกรณ์ทางทหารระหว่างบริษัทวรโชติเมธีกับหน่วยงานของเธอแล้ว ภวินท์… พรุ่งนี้เช้า นายทหารพระธรรมนูญจะเข้าไปเชิญตัวเธอและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไปสอบสวนทางวินัยร้ายแรงและดำเนินคดีอาญา!”
เพล้ง!
แก้วแชมเปญในมือของเจ้าสาวร่วงหล่นแตกกระจาย ณิชาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความช็อก ครอบครัววรโชติเมธีที่หวังจะใช้ตำแหน่งนายพลของภวินท์เป็นเกราะคุ้มกันธุรกิจ บัดนี้กำลังจะถูกลากลงเหวไปด้วยกัน
ภวินท์แข้งขาอ่อนแรง เขาทรุดเข่าลงกับพื้นพรมตรงหน้าฉัน มือทั้งสองข้างสั่นเทาพยายามจะเอื้อมมาจับชายกางเกงเครื่องแบบของฉัน น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้มด้วยความสิ้นหวัง
“รดา… ได้โปรดเถอะรดา เมตตาพี่สักครั้ง ยกโทษให้พี่เถอะนะ… พี่ผิดไปแล้ว รดาเป็นคนที่พี่รักที่สุดนะ ยกเลิกคำสั่งเถอะนะรดา!”
ฉันก้มมองอดีตคนรักที่ครั้งหนึ่งเคยคิดจะฝากชีวิตไว้ บัดนี้เขาไม่ต่างอะไรกับเศษธุลีที่ไร้ค่า ฉันก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว หลบเลี่ยงสัมผัสที่น่ารังเกียจของเขาอย่างไม่ไยดี
“คุณไม่ได้รักฉันหรอกภวินท์… คุณรักแค่อำนาจและตัวเอง และตอนนี้ ถึงเวลาที่คุณต้องชดใช้ให้กับความโลภและความทรยศของคุณเองแล้ว”
ฉันหันหลังกลับ ยกมือขึ้นทำความเคารพพ่ออย่างสง่างาม
“ภารกิจเสร็จสิ้นแล้วค่ะท่านผู้บัญชาการ”
พลเอกอนันต์พยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ “กลับกันเถอะ พลตรีหญิงรดา กองทัพยังมีภารกิจสำคัญอีกมากที่รอให้ลูกไปบัญชาการ”
สองพ่อลูกก้าวเดินเคียงข้างกันออกจากห้องบอลรูม ท่ามกลางเสียงดนตรีเกียรติยศที่กลับมาบรรเลงอย่างกึกก้อง และสายตานับร้อยคู่ที่มองตามด้วยความเคารพยำเกรง ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของงานวิวาห์จอมปลอม และอดีตนายพลหนุ่มที่สูญสิ้นทั้งอำนาจ เกียรติยศ และอนาคต… นอนจมอยู่กับผลกรรมที่ตัวเองเป็นผู้ก่อขึ้นชั่วนิรันดร์