(ตอนที่ 3 – จบบริบูรณ์) ฟ้าหลังฝน และชีวิตใหม่

(ตอนที่ 3 – จบบริบูรณ์) ฟ้าหลังฝน และชีวิตใหม่

ตะวันค่อยๆ เดินตามเจ้าสัวอนันต์มานั่งลงที่โซฟาหนังตัวหรูหรา เด็กหนุ่มนั่งเกร็งอยู่เพียงริมขอบโซฟา ไม่กล้าพิงพนักเพราะกลัวว่าชุดยูนิฟอร์มเก่าๆ ของตัวเองจะทำให้เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงเปรอะเปื้อน เจ้าสัวเห็นดังนั้นจึงยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเลื่อนแก้วน้ำอุ่นและจานขนมมาตรงหน้าเขา

“ดื่มน้ำก่อนสิเจ้าหนู สบายใจได้แล้ว เรื่องร้ายๆ ผ่านไปหมดแล้วล่ะ”

“ขอบ…ขอบพระคุณครับท่านประธาน” ตะวันยกมือไหว้อย่างเกรงใจ มือยังสั่นเทาขณะยกแก้วน้ำขึ้นจิบ

เจ้าสัวอนันต์หยิบเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำเงินตัวเก่าที่พับไว้อย่างดีขึ้นมาลูบเบาๆ “นี่คือเสื้อของเธอใช่ไหม?”

“ครับท่านประธาน… ผมต้องกราบขอโทษด้วยครับที่บังอาจเอาเสื้อเก่าๆ ขาดๆ ของผมไปห่มให้ท่าน คือเมื่อคืนห้องมันหนาวมาก แล้วผมเห็นท่านนอนสั่น ผมกลัวว่าท่านจะไม่สบาย ผมไม่ได้มีเจตนาลบหลู่เลยนะครับ” ตะวันรีบอธิบายด้วยความกังวล

“ลบหลู่蜕อะไรกัน…” ดวงตาของเจ้าสัวมีน้ำใสๆ คลอหน่วยขึ้นมาอีกครั้ง “เสื้อตัวนี้ต่างหาก ที่ช่วยชีวิตชายชราคนนี้ไว้ มันไม่ใช่แค่ความอบอุ่นภายนอกหรอกนะตะวัน แต่มันคือความอบอุ่นที่หัวใจ… ตลอดชีวิตการทำธุรกิจของฉัน ฉันถูกห้อมล้อมด้วยคนรวย คนมีการศึกษา คนที่สวมสูทราคาเหยียบแสน แต่ไม่มีใครสักคนที่มีจิตใจงดงามและบริสุทธิ์เท่ากับเธอในเสื้อแจ็กเก็ตเก่าๆ ตัวนี้เลย”

เจ้าสัวหยุดครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “เมื่อคืนนี้ ฉันได้ยินคำอธิษฐานของเธอทั้งหมด… เธอบอกว่าเธอต้องหาเงินส่งน้องเรียน และรักษาแม่ แม่ของเธอป่วยเป็นอะไรหรือ?”

เมื่อได้ยินคำถามถึงครอบครัว ขอบตาของตะวันก็เริ่มแดงก่ำ ความทุกข์ที่แบกไว้คนเดียวพรั่งพรูออกมา “แม่ของผมป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังครับท่าน ต้องฟอกไตสัปดาห์ละสามครั้ง น้องสาวอีกสองคนก็ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม พ่อเสียไปตั้งแต่พวกเรายังเด็ก ผมเลยต้องดรอปเรียนภาคปกติ มาเรียนมหาวิทยาลัยเปิด และทำงานกะดึกที่นี่เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว… งานที่นี่เงินเดือนดีและตรงเวลา ทำให้ผมพอมีเงินซื้อยาให้แม่ได้ ผมถึงรู้สึกขอบพระคุณท่านประธานอยู่เสมอที่สร้างบริษัทนี้ขึ้นมาและให้โอกาสคนอย่างผมได้ทำงาน”

ความกตัญญูและความเสียสละของเด็กหนุ่มวัยเพียง 19 ปี ทำให้หัวใจของเจ้าสัวอนันต์ตื้นตันจนยากจะบรรยาย ในวัยที่เด็กคนอื่นกำลังเที่ยวเล่นและใช้ชีวิตวัยรุ่น ตะวันกลับต้องแบกรับภาระชีวิตของคนทั้งบ้านไว้บนบ่า ทว่าเขากลับไม่เคยคิดคดโกง แม้จะมีโอกาสหยิบฉวยทรัพย์สินมหาศาลตรงหน้าไปอย่างง่ายดาย

เจ้าสัวพยักหน้าช้าๆ พลางส่งสัญญาณให้ทนายกฤษณะยื่นเอกสารชุดหนึ่งมาให้

“ตะวัน… พระผู้เป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เธออธิษฐานถึงเมื่อคืน คงส่งเธอมาหาฉัน และวันนี้ ถึงเวลาที่ฟ้าจะมีตาเสียที” เจ้าสัวยื่นเอกสารให้เด็กหนุ่ม “นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันขอรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดของแม่เธอ ฉันจะย้ายแม่ของเธอไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุด ได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และค่าใช้จ่ายทั้งหมด บริษัทของฉันจะเป็นคนจ่ายเองจนกว่าแม่ของเธอจะหายดี”

ตะวันเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ตัวแข็งทื่อราวกับกำลังฝันไป “ทะ…ท่านประธานครับ… นี่มัน… มันมากเกินไปแล้วครับ ผมไม่มีปัญญาทำงานชดใช้บุญคุณนี้ได้หมดหรอกครับ!”

“ยังไม่หมดแค่นั้นหรอกนะ” เจ้าสัวยิ้มกว้าง แววตาเต็มไปด้วยความเมตตา “น้องสาวของเธอทั้งสองคน ฉันจะมอบทุนการศึกษาเต็มจำนวนให้เรียนฟรีจนจบระดับปริญญาตรี และสำหรับตัวเธอเอง… ฉันไม่ต้องการให้เธอทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดอีกต่อไป”

หัวใจของตะวันหล่นวูบ “ท่านจะไล่ผมออกหรือครับ?”

“เปล่าเลย” เจ้าสัวหัวเราะเบาๆ “ฉันจะส่งเสียให้เธอเรียนต่อในสาขาบริหารธุรกิจภาคปกติในมหาวิทยาลัยชั้นนำ และในระหว่างที่เรียน เธอจะต้องมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของฉัน ฉันจะสอนงานบริหาร ธุรกิจ และการใช้ชีวิตให้เธอด้วยตัวเอง เมื่อเธอเรียนจบ ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทนี้จะรอเธออยู่… คนที่มีทั้งสมองและความซื่อสัตย์แบบเธอ คือคนที่ อัครวณิชย์ กรุ๊ป ต้องการอย่างแท้จริง”

หยดน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มหลั่งไหลลงมาอาบแก้มของเด็กหนุ่มอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป ตะวันก้มลงกราบแทบเท้าของเจ้าสัวอนันต์ด้วยความซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก ความทุกข์ระทม ความจน และความสิ้นหวังที่กดทับเขามาหลายปี บัดนี้ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเส้นทางชีวิตใหม่ที่สว่างไสว

“ขอบพระคุณครับท่านประธาน… ขอบพระคุณจากก้นบึ้งของหัวใจครับ ผมสัญญา… ผมสัญญาว่าจะตั้งใจเรียน จะซื่อสัตย์ และจะดูแลท่านประธานให้ดีที่สุดเท่าที่ชีวิตของผมจะทำได้ครับ” ตะวันสะอื้นไห้พร้อมกับพนมมือแน่น

เจ้าสัวอนันต์ประคองเด็กหนุ่มขึ้นมาอีกครั้ง แล้วโอบกอดเขาไว้แนบอก ชายชราผู้โดดเดี่ยวที่เคยคิดว่าชีวิตนี้เหลือเพียงกองเงินและความว่างเปล่า บัดนี้ได้ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่แล้ว

หนึ่งปีผ่านไป…

ในงานเลี้ยงฉลองครบรอบการก่อตั้งบริษัท อัครวณิชย์ กรุ๊ป ประจำปี เจ้าสัวอนันต์เดินก้าวเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงอันโอ่อ่า เคียงข้างด้วยเด็กหนุ่มในชุดสูทสง่างาม บุคลิกภาพผึ่งผาย สายตาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจแต่ยังคงไว้ซึ่งความอ่อนน้อมถ่อมตน นั่นคือ ตะวัน ในฐานะผู้ช่วยคนสนิทและบุตรบุญธรรมที่เจ้าสัวให้ความไว้วางใจสูงสุด

ขณะที่ ธนา อดีตรองประธาน ต้องชดใช้กรรมอยู่ในเรือนจำจากคดีทุจริต ยักยอกทรัพย์ และคดีอาญาอื่นๆ ที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนหมดอนาคต

บนเวที เจ้าสัวอนันต์กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าพนักงานนับพันด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดในชีวิต

“ความมั่งคั่งที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่จำนวนตัวเลขในบัญชีธนาคาร หรือตำแหน่งหน้าที่การงานอันสูงส่ง… แต่มันวัดกันที่เนื้อแท้ของหัวใจ ความกตัญญู และความซื่อสัตย์ต่างหาก เพราะสิ่งเหล่านี้ คือสมบัติอันล้ำค่าที่เงินทองมากมายมหาศาลเพียงใด ก็ไม่อาจซื้อหามาได้เลย”

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้องโถง ท่ามกลางรอยยิ้มของสองชีวิตที่โชคชะตาได้นำพาให้มาพบกัน—บทเรียนอันยิ่งใหญ่ที่เริ่มต้นจากค่ำคืนอันหนาวเหน็บ สู่รุ่งอรุณแห่งชีวิตใหม่ที่เปี่ยมล้นด้วยความอบอุ่นและคุณธรรมอย่างแท้จริง

Leave a Comment