ตอนที่ 3 (ตอนจบ)
เสียงเฮฮาและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของบรรดาตำรวจลูกน้องภายในสถานีตำรวจเงียบเสียงลงทันที เมื่อเสียงสัญญาณไซเรนรถยนต์จำนวนมากดังกระหึ่มกึกก้องมาจากทางหลวงสายหลักเข้าสู่ตัวอำเภอ
เสียงเฮลิคอปเตอร์ทหารและตำรวจสังกัดกองปราบปรามพิเศษบินต่ำคำรามก้องอยู่เหนือหลังสถานีตำรวจ แรงลมจากใบพัดขนาดใหญ่พัดเอาฝุ่นละอองและเอกสารกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ เดชาและลูกน้องต่างพากันชะงักเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยความงุนงงและตื่นตระหนก
“เสียงอะไรวะนั่น?” ดาบตำรวจลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าซีดเผือดลงทันที
ไม่ทันที่ใครจะได้ตอบคำถาม ขบวนรถตู้สีดำสนิทกว่าสิบคันพร้อมตราสัญลักษณ์ “สำนักงานศาลยุติธรรม” และ “กองปราบปรามพิเศษ” วิ่งกรูเข้ามาปิดล้อมสถานีตำรวจแห่งนี้ไว้ทุกด้านอย่างแน่นหนา ชายฉกรรจ์ในชุดเครื่องแบบหน่วยปฏิบัติการพิเศษพร้อมอาวุธครบมือลงจากรถ วิ่งกระจายกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ภายในพริบตาเดียว
เดชากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬเริ่มผุดขึ้นเต็มใบหน้า มือที่เคยจับกุมฉันไว้แน่นเริ่มสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกได้ถึงความหนาวยะเยือกที่วิ่งพล่านไปตามสันหลัง
ประตูรถตู้คันกลางเปิดออก ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลภูมิฐาน ซึ่งเป็นเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เดินก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าเคร่งขรึมและแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
เดชาพยายามฝืนยิ้มแห้งๆ แล้วเดินเข้าไปต้อนรับด้วยท่าทางน้อมน้อม แม้ในใจจะเริ่มหวาดกลัวสุดขีด “ท่านครับ… ท่านผู้บัญชาการ ท่านเลขาธิการ มีเรื่องอะไรกันครับทำไมถึงยกกำลังมากันมากมายขนาดนี้ ที่นี่สถานีตำรวจท้องที่…“
เพียะ!
เสียงตบหน้าฉาดใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางความเงียบงัน ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางตบเข้าที่ใบหน้าของเดชาเต็มแรงจนเขากระเด็นล้มลงไปกองกับพื้น เลือดสดๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปากของสารวัตรผู้เคยยิ่งใหญ่
“ไอ้เดชา! แกกล้าดี irc กักตัวและใส่กุญแจมือท่านผู้พิพากษาอาวุโสระดับสูงของศาลคดีทุจริตได้อย่างไรวะ!” เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของผู้บัญชาการดังลั่นไปทั่วบริเวณ
เดชาเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เขานอนหงายอยู่บนพื้น มองหน้าผู้บัญชาการสลับกับมองหน้าฉันที่ยืนนิ่งสงบโดยมีเจ้าหน้าที่รีบวิ่งเข้าไปปลดกุญแจมือให้อย่างนิ่มนวล
“ผู้… ผู้พิพากษาเหรอครับ? ละ… เป็นไปได้ยังไง…” เดชาพึมพำด้วยน้ำเสียงติดขัด สมองของเขาขาวโพลนราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ
ฉันสะบัดข้อมือเบาๆ เพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการถูกพันธนาการ ก่อนจะหยิบตราประจำตำแหน่งและบัตรประจำตัวผู้พิพากษาศาลคดีทุจริตออกจากกระเป๋าเอกสารที่เจ้าหน้าที่นำมาถวายความเคารพ แล้วชูขึ้นให้เขาเห็นด้วยตาตนเอง
“ฉันบอกคุณแล้วนะสารวัตร… ว่าคุณทำพลาดครั้งใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต” น้ำเสียงของฉันราบเรียบแต่เฉียบขาดราวกับประกาศิตจากสรวงสวรรค์
เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมก้าวเข้ามาประชิดตัวเดชา พร้อมกับหยิบเอกสารคำสั่งอย่างเป็นทางการขึ้นมาอ่านเสียงดังฟังชัด:
“อาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานศาลยุติธรรมและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สั่งการให้ พล.ต.ต. เดชา วิลลาเซรัน พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในทันที พร้อมทั้งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เรียกรับสินบน ขู่กรรโชกทรัพย์ และใช้อำนาจรัฐคุกคามประชาชน ร่วมกับเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น!“
สิ้นเสียงคำสั่ง เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษกรูเข้ามาจับกุมเดชาและบรรดาลูกน้องคนสนิทกดลงกับพื้น พร้อมใส่กุญแจมือเหล็กกล้าที่แน่นหนายิ่งกว่าที่เขาเคยใช้ใส่ฉัน เสียงร้องโวยวายขอความช่วยเหลือและเสียงร้องขอชีวิตของเดชาดังระงมไปทั่ว แต่ไม่มีใครหน้าไหนกล้าเข้ามาช่วยเขาเลยแม้แต่คนเดียว อำนาจเถื่อนที่เขาใช้กดขี่ชาวบ้านมานานนับสิบปีได้พังทลายลงภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที
ฉันหันไปมอง ป้าแจ่ม และชาวบ้านหลายคนที่แอบยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ด้วยความหวาดกลัว พวกเขากำลังมองมาที่ฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจ
อำนาจที่แท้จริงไม่ใช่การถือครองปืนหรือการใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่คือความยุติธรรมที่พร้อมจะปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และในวันนี้ ความยุติธรรมได้ทวงคืนความสงบสุขให้กับอำเภอเล็กๆ แห่งนี้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!