PART 3 (จบ): การเผชิญหน้าหน้าห้องตรวจ และการเริ่มต้นใหม่ของคำว่า “ครอบครัว”

PART 3 (จบ): การเผชิญหน้าหน้าห้องตรวจ และการเริ่มต้นใหม่ของคำว่า “ครอบครัว”

เสียงเคาะประตูและชื่อของแพรวาทำให้บรรยากาศภายในห้องตรวจเงียบสนิทลงในพริบตา กานต์ค่อยๆ ยืนขึ้นเต็มความสูง เขาสูดหายใจลึก ปรับสีหน้ากลับมาเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดที่ทรงพลัง มือของเขายังคงกุมมือฉันไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยแม้แต่วินาทีเดียว

“รินนั่งรออยู่ตรงนี้นะครับ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น” กานต์กระซิบข้างหูฉันอย่างแผ่วเบา แต่น้ำเสียงนั้นหนักแน่นมั่นคง “ถึงเวลาที่เราต้องสะสางเรื่องนี้ให้จบเสียที”

กานต์เดินไปปลดล็อกประตูแล้วเปิดออกอย่างช้าๆ ฉันมองผ่านแผ่นหลังกว้างของเขาออกไป เห็นแพรวายืนส่งยิ้มหวานอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาล ในมือของเธอถือถุงขนมร้านโปรดที่กานต์ชอบทาน เธอแต่งหน้าจัดเต็มและสวมชุดเดรสเข้ารูปอย่างประณีต แต่ทันทีที่สายตาของเธอเหลือบมาเห็นฉันที่นั่งอยู่บนเก้าอี้คนไข้ พร้อมซองเอกสารผลตรวจครรภ์ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็แข็งค้างไปในทันที

“ริน…? ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?” แพรวาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก พยายามกลบเกลื่อนความตกใจ “เธอ… เธอไม่สบายตรงไหนเหรอ?”

กานต์ก้าวเท้าออกไปยืนขวางหน้าแพรวาเอาไว้ ดวงตาของเขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นชาจนน่าขนลุก

“ผมต่างหากที่ต้องถามคุณ… คุณแพรวา คุณมาทำอะไรที่แผนกสูตินรีเวชในเวลาทำงานของผม?” กานต์ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม

“เอ่อ… แพรแค่แวะเอาขนมมาให้กานต์น่ะค่ะ เห็นว่าช่วงนี้กานต์เข้าเวรติดกันหลายวัน แพรเป็นห่วง กลัวว่าจะไม่ได้ทานอะไร…” แพรวาพยายามส่งสายตาออดอ้อน

“เป็นห่วงผม?” กานต์แค่นยิ้มเยาะที่มุมปาก “หรือมาดูผลงานของตัวเองกันแน่ ว่าแผนการสกปรกที่คุณทำไว้เมื่อหนึ่งเดือนก่อน มันทำลายชีวิตคู่ของผมกับรินได้สำเร็จสมใจคุณหรือยัง?”

คำพูดของกานต์ทำให้ใบหน้าของแพรวาซีดเผือดลงทันที พยาบาลและเจ้าหน้าที่บริเวณเคาน์เตอร์ต่างพากันหันมามองเป็นตาเดียว

“กานต์… พูดเรื่องอะไรคะ? แพรไม่เข้าใจ…”

“คืนวันที่ 18 สิงหาคม คุณจำได้ไหม?” ฉันตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกไปยืนข้างๆ กานต์ สบตากับเพื่อนที่ฉันเคยไว้ใจที่สุดด้วยความผิดหวังอย่างถึงที่สุด “คืนที่เธอมาหาฉันที่ห้อง ชวนฉันดื่มไวน์จนเมาหลับไป แล้วเธอใช้โทรศัพท์ของฉัน พิมพ์ข้อความผลักไสไล่ส่งกานต์ ปฏิเสธคำขอแต่งงานของเขา แล้วก็กดยกเลิกทุกอย่างแทนฉัน!”

“ริน! เธอพูดบ้าอะไร! ฉันเป็นเพื่อนรักเธอนะ ฉันจะทำแบบนั้นไปทำไม!” แพรวาขึ้นเสียงสูง พยายามปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ทำไมงั้นเหรอ?” กานต์ยกโทรศัพท์มือถือของเขาขึ้นมา โชว์หน้าจอประวัติการโทรและข้อความ “หลังจากคืนนั้น คุณส่งข้อความมาหาผมแทบทุกวัน คอยบอกว่ารินไปเที่ยวกับผู้ชายคนอื่น คอยบอกว่ารินไม่ได้รักผมแล้ว และเสนอตัวเข้ามาดูแลผมแทน… คุณคิดว่าผมโง่ขนาดที่ดูไม่ออกเลยเหรอว่าคุณต้องการอะไร?”

กานต์หยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำลายความหวังทั้งหมดของแพรวาจนแหลกสลาย

“โทรศัพท์ของรินมีการสำรองข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ และตำแหน่งพิกัดไอพีในเวลาที่ข้อความนั้นถูกส่งออกไป มันระบุชัดเจนว่าส่งจากห้องของริน ในช่วงเวลาที่คุณอยู่ตรงนั้นคนเดียว… และอีกอย่างหนึ่งที่คุณควรรู้ไว้ ผมไม่เคยคิดกับคุณเกินกว่าคำว่า ‘เพื่อนของแฟน’ เลยแม้แต่วินาทีเดียว”

แพรวายืนตัวสั่นเทาด้วยความอับอาย สายตาของเจ้าหน้าที่ทุกคนรอบข้างมองเธอด้วยความรังเกียจ เธอไม่สามารถสรรหาคำแก้ตัวใดๆ มาหักล้างหลักฐานและความจริงได้อีกต่อไป

“ริน… ฉันขอโทษ ฉันแค่อิจฉาเธอ…” แพรวาพยายามจะเอื้อมมือมาจับแขนฉัน “ฉันแค่คิดว่ากานต์ดีเกินไปสำหรับคนที่ไม่เคยเห็นค่าเขาอย่างเธอ…”

“พอเถอะแพรวา” ฉันพูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว “มิตรภาพสิบปีของเรา มันจบลงตั้งแต่วินาทีที่เธอคิดร้ายกับฉันแล้ว อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก และอย่ามายุ่งกับครอบครัวของฉันอีกเป็นอันขาด”

แพรวากัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด เธอหันหลังแล้วรีบวิ่งหนีออกไปจากแผนกสูตินรีเวชอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาของผู้คน

ทางเดินหน้าห้องตรวจกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง กานต์หันกลับมามองฉัน เขายกมือขึ้นลูบผมของฉันอย่างอ่อนโยน ความตึงเครียดทั้งหมดมลายหายไป เหลือไว้เพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ

“ขอบคุณนะริน… ที่ให้โอกาสกานต์ได้ปกป้องริน” กานต์พูดด้วยรอยยิ้มที่ฉันไม่ได้เห็นมานาน “หมอเวรฉุกเฉินคนอื่นรับเคสไปแล้ว ตอนนี้กานต์ว่าง… ให้เกียรติกานต์พาคุณแม่ไปอัลตราซาวด์ดูหน้าเจ้าตัวเล็กเป็นครั้งแรกได้ไหมครับ?”

น้ำตาแห่งความสุขเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของฉัน ฉันพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล

ภายในห้องตรวจที่มีเพียงแสงสลัวจากหน้าจอเครื่องอัลตราซาวด์ เสียงจังหวะการเต้นของหัวใจดวงน้อยๆ ดังก้องไปทั่วห้อง… ตึกตัก… ตึกตัก… ตึกตัก… มันคือเสียงที่ไพเราะและทรงพลังที่สุดในชีวิตของฉันและกานต์

กานต์ดึงแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวที่เขาพกติดตัวไว้ตลอดเวลาออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ เขาไม่ได้รอให้ถึงร้านอาหารหรูหรา ไม่ต้องมีดนตรีบรรเลง แต่เขากลับคุกเข่าลงข้างเตียงตรวจคนไข้ จับมือซ้ายของฉันขึ้นมา บรรจงสวมแหวนลงบนนิ้วนางอย่างพอดีราวกับจับวาง

“แต่งงานกับกานต์นะริน… ต่อไปนี้ กานต์จะไม่ปล่อยให้รินต้องกินข้าวคนเดียว หรือฉลองวันเกิดคนเดียวอีกต่อไปแล้ว กานต์จะอยู่ตรงนี้ เป็นทั้งสามีที่ดี และเป็นพ่อที่ดีที่สุดของลูกเรา”

“ค่ะ… รินจะแต่งงานกับกานต์” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้มทั้งน้ำตา

บทเรียนราคาแพงตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่า ความรักที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่เวลาที่มีให้กันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่วัดกันที่ความเชื่อใจและการเปิดใจคุยกันในวันที่พายุพัดผ่าน… จากนี้ไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มือสองคู่นี้จะจับกันไว้ให้แน่นยิ่งกว่าเดิม เพื่อประคับประคองชีวิตน้อยๆ ที่กำลังจะลืมตาขึ้นมาดูโลกในฐานะ ‘ครอบครัว’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุด.

Leave a Comment