ภาคที่ 3: บทสรุปแห่งการชดใช้ (Part 3 – จบ)
ปลายกระบอกปืนที่จ่ออยู่กับขมับของภาคินทำให้บรรยากาศในโถงทางเดินชั้นสองตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก เม็ดเหงื่อกาฬผุดซึมเต็มใบหน้าของภาคิน ความร่ำรวยระดับหมื่นล้านไม่สามารถซื้อลมหายใจในนาทีนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
“แกต้องการอะไรกันแน่ ธนา?” ภาคินเค้นเสียงถามด้วยความเคียดแค้น แม้ตัวจะสั่นเทาแต่ศักดิ์ศรีก็ยังค้ำคออยู่ “เงินเหรอ? เอาไปเลย! ฉันยกหุ้นครึ่งบริษัทให้แกได้ แค่ปล่อยลูกชายฉันไป!”
“เงินเหรอครับคุณภาคิน?” หมอธนาหัวเราะเยาะในลำคอ สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังที่สะสมมานานนับทศวรรษ “เงินสกปรกของแก เอาไปซื้อชีวิตพ่อฉันคืนไม่ได้หรอ! สิ่งเดียวที่ฉันต้องการ… คือการให้แกได้ลิ้มรสความรู้สึกของการ ‘นั่งมองลูกตัวเองตายไปต่อหน้าต่อตา’ โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย… เหมือนกับที่ฉันต้องยืนมองพ่อตัวเองสิ้นใจในกองเพลิงวันนั้น!”
หมอธนาหันไปพยักหน้าให้บอดี้การ์ด “ลากตัวพวกมันไปที่ห้องใต้หลังคา! แล้วเปิดวาล์วสารเคมีระดับสูงสุด… วันนี้แหละ คือวันสิ้นสุดตระกูลมากกว่า!”
“อย่านะ!” ฉันกรีดร้องพยายามจะเข้าไปขัดขวาง แต่บอดี้การ์ดอีกคนก็พุ่งเข้ามาล็อกตัวฉันไว้แน่น เช่นเดียวกับป้าเพ็ญที่ถูกลากตัวไปพร้อมกัน
พวกเราถูกผลักให้เข้าไปในห้องใต้หลังคาที่อับทึบ กลิ่นหอมหวานปนสารเคมีในห้องนั้นรุนแรงจนแสบจมูก ทันทีที่ประตูปิดลง เสียงล็อกกุญแจจากด้านนอกก็ดังขึ้นก้องกังวาน
แกร็ก!
“ช่วยด้วย! มีใครอยู่ข้างล่างไหม! เปิดประตู!” ภาคินทุบประตูไม้บานใหญ่ด้วยความสิ้นหวัง เขาสลับวิ่งไปที่หน้าต่างแต่ก็พบว่ามันถูกตอกตะปูและเชื่อมเหล็กดัดไว้อย่างแน่นหนาจากภายนอก
ฉันกวาดสายตามองไปรอบห้อง ท่ามกลางความมืดมล มีเพียงแสงไฟสลัวจากช่องระบายอากาศบนเพดานที่พ่นควันจางๆ ออกมา
“คุณภาคินคะ เลิกทุบประตูเถอะค่ะ เอาเวลามาช่วยกันคิดหาทางออกดีกว่า!” ฉันตะโกนแข่งกับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นรัว
“ทางออกอะไรล่ะปลายฝัน? เราติดอยู่ในนี้ ทางเข้าออกถูกล็อก ประตูเหล็กหนาเตอะ แถมสารเคมีบ้าพพวกนี้ก็กำลังสูดเข้าไปในปอดเรื่อยๆ อีกไม่นานเราก็คงหมดสติแล้วตายตามกันไปหมดนี่แหละ!” ภาคินทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพง ใบหน้าซบลงกับฝ่ามือด้วยความสิ้นหวัง น้ำลูกผู้ชายไหลรินออกมา “ฉันมันเลวเอง… ฉันฆ่าภรรยาตัวเอง… และตอนนี้ฉันกำลังจะฆ่าลูกชายฝาแฝดของตัวเองด้วยมือของฉันเอง…”
ฉันมองหน้าเศร้าๆ ของเขา แม้เขาจะเคยทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในอดีต แต่ในวินาทีนี้ แววตาของเขาแสดงถึงความสำนึกผิดอย่างแท้จริง
“เรายังไม่ตายค่ะคุณภาคิน!” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พยายามข่มความกลัวในใจ “จำได้ไหมคะตอนที่ฉันเดินเข้ามาในบ้านหลังนี้… ฉันไม่ได้เป็นแค่พี่เลี้ยงเด็กธรรมดาหรอค่ะ”
ภาคินเงยหน้าขึ้นมองฉันด้วยความงุนงง “เธอหมายความว่ายังไง?”
ฉันยิ้มมุมปากเล็กน้อย แม้สถานการณ์จะคับขันแต่สมองยังคงทำงานอย่างรวดเร็ว ฉันเอื้อมมือไปหยิบเข็มกลัดโลหะแหลมๆ ที่ติดอยู่ตรงปกเสื้อของตัวเองออกมาก่อนจะเดินตรงไปที่แผงควบคุมระบบไฟฟ้าฉุกเฉินที่ซ่อนอยู่หลังกรอบรูปบนผนังห้อง
“ก่อนที่ฉันจะรับงานนี้… ตำรวจกองปราบปรามกำลังสืบสวนคดีการตายปริศนาของภรรยาคุณอยู่ค่ะคุณภาคิน และฉัน… คือตำรวจสายลับนอกเครื่องแบบที่ถูกส่งเข้ามาสืบสวนหาหลักฐานเกี่ยวกับหมอธนา!”
ภาคินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “เธอ… เธอเป็นตำรวจสืบสวนเหรอ?!”
“ใช่ค่ะ!” ฉันใช้เข็มกลัดงะแงะแผงควบคุมไฟอย่างรวดเร็ว สายตาสอดส่องหาระบบควบคุมแบบแมนนวล “หมอธนามันฉลาด แต่มันประมาท… มันคิดว่าคฤหาสน์หลังนี้ไม่มีระบบสำรองไฟอิสระ แต่ตอนที่ฉันเดินตรวจรอบบ้านวันแรก ฉันสังเกตเห็นกล่องควบคุมตัวตัดไฟอัตโนมัติอยู่ตรงนี้!”
ปั้ง! เสียงสายไฟช็อตประกายไฟแลบแปลบปลาบ!
ฉันดึงสายไฟสีแดงและสีน้ำเงินเข้าหากันอย่างแม่นยำ
ครืดddd…!
ทันใดนั้น เสียงพัดลมระบายอากาศที่เคยพ่นสารเคมีพิษเข้ามา ก็กลับตัวหมุนย้อนกลับอย่างรุนแรง! ลมเย็นๆ จากภายนอกถูกดูดเข้ามาแทนที่ ช่วยเป่าไล่ควันพิษออกไปทางช่องระบายอากาศด้านนอกจนหมดสิ้น
ในขณะเดียวกัน เสียงไซเรนรถตำรวจนับสิบคันก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านล่างคฤหาสน์ พร้อมกับเสียงทุบประตูดังโครมคราม!
“ตำรวจกองปราบปราม! วางอาวุธแล้วยอมจำนนซะ!” เสียงตะโกนก้องผ่านโทรโข่งดังขึ้นจากด้านนอก
ประตูป้องกันห้องใต้หลังคาถูกพังทลายลงด้วยค้อนเหล็กของหน่วยคอมมานโด กลิ่นควันพิษจางหายไปแทนที่ด้วยแสงไฟสว่างจ้าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กรูเข้ามาช่วยเหลือพวกเรา
หมอธนาและบอดี้การ์ดถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใส่กุญแจมือและกดตัวลงกับพื้นบ้านอย่างทันท่วงที สีหน้าของหมอธนาซีดเผือดไร้ทางสู้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อที่แผนการทั้งหมดพังทลายลงในพริบตาเดียว
เด็กแฝดทั้งสองคน คือน้องต้นกล้าและน้องต้นน้ำ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเครือข่ายตำรวจอย่างเร่งด่วน ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางล้างพิษออกจากร่างกายของเด็กๆ อย่างทันท่วงที เพียงไม่กี่วันต่อมา สภาพร่างกายที่เคยผอมแห้งและอ่อนแรงก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวา รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กน้อยทั้งสองดังขึ้นก้องโรงพยาบาลอีกครั้ง
ส่วนภาคิน… แม้เขาจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหามีส่วนพัวพันกับอุบัติเหตุของภรรยา แต่ด้วยความร่วมมือในการเปิดโปงเครือข่ายฆาตกรรมอำพรางของหมอธนา ทำให้ศาลเมตตาลดโทษกึ่งหนึ่ง
ในวันทัศนศึกษาของเด็กแฝดออกจากโรงพยาบาลกลับมายังคฤหาสน์ ภาคินเดินมาหาฉันที่สวนหน้าบ้าน ดวงตาของเขาแดงก่ำแต่เต็มไปด้วยความสำนึกผิดและโล่งอก
“ขอบคุณนะปลายฝัน… ถ้าไม่ได้เธอ ลูกๆ ของฉันคงไม่มีชีวิตรอดมาถึงวันนี้” ภาคินเอ่ยเสียงสั่น
ฉันมองหน้าเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “หน้าที่ของฉันคือการปกป้องผู้บริสุทธิ์ค่ะคุณภาคิน… และตอนนี้ ถึงเวลาที่เด็กๆ จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุขเสียที”
สายลมพัดผ่านสวนดอกไม้ในย่านเอกมัย กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ยามเช้าหวนกลับมาอีกครั้ง… แต่มันไม่ใช่กลิ่นเคมีแห่งความตายอีกต่อไป หากแต่เป็นกลิ่นอายของชีวิตใหม่ที่บริสุทธิ์และงดงามกว่าเดิม