Part 3
ฉันมองหน้าผู้มาเยือนทั้งสองด้วยความประหลาดใจ คุณกิตติยิ้มให้ฉันอย่างสุภาพ ขณะที่ภรรยาของเขา ซึ่งปัจจุบันคือเจ้านายโดยตรงของฉันในบริษัทออกแบบชื่อดัง เดินเข้ามาจับมือฉันด้วยความอบอุ่น
“นภัส… อา L ทางเราได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้วนะลูก” ภรรยาของคุณกิตติเอ่ยด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ “ทางคุณแม่ของลูกน้องเราเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น เรารู้สึกแย่มากที่ชื่อของเราถูกเอาไปอ้างเพื่อทำลายชื่อเสียงของหนูแบบนั้น”
“ขอบคุณมากนะคะคุณนาย… เอ๊ย ขอบคุณค่ะพี่น린 (ชื่อเล่นภรรยาคุณกิตติ)” ฉันรีบปรับคำพูด “หนูก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องสมัยฝึกงานจะถูกเอามาบิดเบือนไปไกลขนาดนั้น”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกนะ” คุณกิตติพูดเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่คุยกับฝ่ายกฎหมายของบริษัทแล้ว เราพร้อมที่จะออกแถลงการณ์ยืนยันความจริง และถ้าผู้หญิงคนนั้นหรือใครก็ตามยังกล้าปล่อยข่าวเสียหายเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ทางบริษัทเราจะร่วมเป็นโจทก์ฟ้องร้องข้อหาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงด้วยเช่นกัน หนูมีหลักฐานอะไร ให้บอกพี่ได้เลยเต็มที่”
คำพูดนั้นทำให้ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเสียใจ… แต่เป็นความตื้นตันใจที่มีผู้ใหญ่ใจดีและเพื่อนร่วมงานคอยยืนหยัดเคียงข้าง
“ขอบคุณมากๆ ค่ะพี่ ขอบคุณจากใจจริงเลยนะคะ” ฉันเอ่ยปากขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง
การสนับสนุนจากรอบด้านทำให้คดีความในชั้นศาลดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ในนัดไกล่เกลี่ยครั้งแรก อัคราปรากฏตัวด้วยสภาพที่ดูโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขามีรอยคล้ำจากการอดนอน และท่าทีที่เคยเย่อหยิ่งมั่นใจในตัวเองเมื่อก่อนหน้านี้หายSเกลี้ยง
เมื่อเรานั่งลงที่โต๊ะเจรจาต่อหน้าผู้พิพากษาและทนายความของทั้งสองฝ่าย อัครามองหน้าฉันด้วยแววตาเวทนาและสำนึกผิด
“นภัส… เราคุยกันหน่อยได้ไหม?” เขาร้องขอเสียงเครือ “เรื่องทั้งหมด… พี่ขอโทษ พี่โง่เองที่หลงเชื่อบัว พี่โดนเป่าหูจนหน้ามืดตามัว แต่ตอนนี้บัวโดนฟ้องจนตั้งตัวไม่ติดแล้ว บริษัทของเธอก็เสียหายหนักมาก พี่กับบัว… เราไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ นะ นภัส ยกโทษให้พี่เถอะนะ กลับมาเริ่มต้นกันใหม่เพื่อลูกของเราเถอะ”
ฉันมองผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า… ผู้ชายที่เคยคอยมารอรับฉันยามฝนตก ผู้ชายที่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลกันไปตลอดชีวิต แต่ในยามที่ฉันล้มและต้องการเขามากที่สุด เขากลับเลือกที่จะผลักฉันลงเหว
“กรณ์คะ…” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยวหรือความอาลัยอาวรณ์ใดๆ อีกต่อไป “คุณรู้ไหมว่าอะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดในความสัมพันธ์ของเรา?”
เขาชะงัก รอฟังคำตอบ
“ไม่ใช่เพราะว่าคุณหูเบาเชื่อคนอื่น… แต่เป็นเพราะว่า ในใจลึกๆ ของคุณ คุณไม่เคยเชื่อมั่นในตัวฉันเลยตั้งแต่แรก” ฉันสบตาเขาตรงๆ “ถ้าคุณรักและศรัทธาในตัวภรรยาตัวเอง ต่อให้คนทั้งโลกบอกว่าฉันเลวแค่ไหน คุณก็จะถามฉันก่อนเป็นคนแรก ไม่ใช่เลือกที่จะเงียบแล้วปล่อยให้คนอื่นมาเหยียบย่ำฉันแบบนั้น”
อัครากลืนน้ำลายลงคอ น้ำตาคลอเบ้า “แล้วลูกล่ะ นภัส? ลูกจะต้องเติบโตมาโดยไม่มีพ่อเหรอ?”
“เด็กคนหนึ่งไม่ได้ต้องการพ่อที่คอยเหยียบย่ำและไม่ปกป้องแม่ของเขาหรอกค่ะกรณ์ค่ะ” ฉันตอบเสียงหนักแน่น “ลูกต้องการแม่ที่เข้มแข็ง และสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเคารพและความรัก ซึ่งบ้านหลังเก่าของคุณไม่มีวันให้ได้”
ฉันยانเอกสารข้อตกลงการหย่าที่ระบุเงื่อนไขการแบ่งสินสมรส และสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียวไปตรงหน้าเขา
“เซ็นซะเถอะค่ะกรณ์… นี่คือสิ่งเดียวที่คุณสามารถทำเพื่อไถ่โทษให้กับความผิดพลาดของคุณได้ในตอนนี้”
อัครามองเอกสารแผ่นนั้นเนิ่นนาน มือที่ถือปากกาสั่นเทา ก่อนที่หยดน้ำตาจะร่วง 💧 หล่นลงกระทบกระดาษ ในที่สุด เขาก็หลับตาลงแล้วจรดปากกาเซ็นชื่อลงไปอย่างจำยอม
การหย่าสิ้นสุดลงตามกฎหมายในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา บัวบูชาต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งก้อนใหญ่ตามคำพิพากษา และต้องออกนอกประเทศเพื่อหลบเลี่ยงกระแสสังคมที่รุมประณาม ส่วนอัคราเลือกที่จะเก็บตัวเงียบและหันไปทุ่มเทให้กับธุรกิจของตัวเอง โดยที่ไม่มีโอกาสได้กลับมาแก้ไขสิ่งที่พังทลายลงไปแล้ว
หลายเดือนผ่านไป… ท้องของฉันโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วันนี้ฉันย้ายมาอยู่ในคอนโดมิเนียมวิวสวยใจกลางเมือง ซึ่งเป็นน้ำพักน้ำแรงของฉันเอง
บ่ายวันอาทิตย์ที่แดดอ่อนๆ ส่องเข้ามาผ่านกระจกหน้าต่าง ฉันนั่งอยู่บนโซฟาตัวโปรด มือข้างหนึ่งลูบเบาๆ ที่หน้าท้องนูน ขณะที่อีกข้างกำลังหยิบถุงเท้าเด็กสีเหลืองอ่อนคู่นั้นขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง
เสียงดิ้นเบาๆ จากภายในท้องทำให้ฉันยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่มาจากความสุขที่แท้จริง
“รอก่อนนะลูก… อีกไม่นานเราจะได้เจอกันแล้วนะ”
ฉันกระซิบเบาๆ กับลูกน้อยในครรภ์ โลกใบใหม่ที่ไม่มีผู้ชายใจร้ายคนนั้น อาจจะยากลำบากและต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ แต่ฉันมั่นใจเหลือเกินว่า… ฉันและลูกจะเติบโตและมีความสุขในแบบของเราได้อย่างแน่นอน.