Part 3: ผัวบังคับให้เซ็นหย่าต่อหน้ากรรมการ 14 คนเพื่อยกบริษัทให้เมียน้อย… แต่โทรศัพท์สายเดียวของฉันพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน พังทลายอาณาจักรของเขาทั้งหมด!

ภาคที่ 3 (ตอนจบ): การล่มสลายของจักรวรรดิปลอมๆ และจุดจบของคนทรยศ

บรรยากาศในห้องประชุมชั้น 35 บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสนามประหารทางกฎหมาย คณะกรรมการบริหารทั้ง 14 คนต่างก้มนิ่ง ไม่กล้าสบตาฉันสักคน บางคนเริ่มเก็บเอกสารของตัวเองเตรียมเผ่นหนีออกจากห้อง ขณะที่คามิลล์ยืนตัวสั่นพับๆ อยู่มุมห้อง น้ำตาไหลพรากด้วยความกลัวว่าจะต้องมารับผิดชอบหนี้สินมหาศาลที่เธอกำลังจะเข้าไปมีส่วนพัวพัน

“โทรศัพท์ด่วนจากฝ่ายกฎหมายและตลาดหลักทรัพย์ครับท่านประธาน!” เลขาหน้าห้องวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมโทรศัพท์มือถือยื่นให้ธนากร แต่ธนากรทำได้เพียงยืนแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก มือที่ยื่นมารับสั่นเทาจนเกือบทำโทรศัพท์ร่วง

“ธนากร! แกทำพังหมดแล้ว!” อนันต์พุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของธนากร เขย่าอย่างแรงด้วยความแค้น “หุ้นบริษัทดิ่งฟลอร์จนมูลค่าหายไปเกือบหมด หุ้นกู้ถูกระการซื้อขาย ธนาคารจ่อฟ้องล้มละลาย ถ้าแกเคลียร์เรื่องนี้ไม่ได้ แกต้องติดคุกหัวโตแน่!”

ธนากรผลักอนันต์ออก หันขวับมามองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความโกรธแค้นผสมปนเปกัน เขาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฉัน ท่ามกลางสายตาสกрязของทุกคนในห้อง

“ปาริฉัตร… ผมขอร้อง… ช่วยผมด้วย!” ธนากรละทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมด กอดขาฉันไว้แน่น “ผมมันโง่เอง ผมหลงผู้หญิงคนนี้ พลาดไปชั่ววูบ! ช่วยโทรบอกธนาคาร ยกเลิกคำสั่งถอนค้ำประกันทีเถอะ! ไม่อย่างนั้น บริษัทล้มละลายแน่ ผมติดคุกแน่!”

ฉันก้มลงมองผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยยืนผายลมผยองอยู่บนจุดสูงสุดของความสำเร็จ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นแค่สุนัขจนตรอกที่ไร้ค่า

ฉันใช้ปลายเท้างัดมือของเขาให้ออกจากการเกาะกุม แล้วก้าวถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง

“ตอนที่แกบอกให้ฉันไปนั่งที่มุมห้อง… ตอนที่แกโยนปากกาใส่หน้าฉัน… ตอนที่แกบังคับให้ฉันเซ็นยกหุ้นและบ้านพักให้ผู้หญิงคนนี้… แกเคยคิดถึงคำว่า ‘เรา’ บ้างไหม ธนากร?” ฉันถามเสียงเรียบ

ธนากรนิ่งอึ้ง น้ำตาไหลนองหน้าด้วยความสำนึกเสียใจที่ไม่ทันเสียแล้ว

ฉันหันไปมองคามิลล์ที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ริมผนัง “ส่วนเธอ… คามิลล์ อยากได้เก้าอี้ตัวนี้มากไม่ใช่เหรอ? อยากเป็นผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์นักใช่ไหม?”

คามิลล์สะดุ้งสุดตัว ถอยหลังไปชนกระจกหน้าต่าง “ไม่… ฉันไม่เอาแล้ว! ฉันขอโทษค่ะคุณปาริฉัตร ฉันแค่… ฉันแค่โดนหลอก!”

“รับเอกสารฉบับนี้ไปสิ” ฉันโยนแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินลงบนโต๊ะ “ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เหลืออยู่คนเดียว และเจ้าหนี้บุริมสิทธิของบริษัท… ฉันขอประกาศแต่งตั้งให้คามิลล์ โอคัมโป ขึ้นดำรงตำแหน่ง ‘กรรมการผู้จัดการบริษัท ศรวณีย์ ไพร์ม โลจิสติกส์ (ในภาวะล้มละลาย)’ แต่เพียงผู้เดียว พร้อมรับภาระหนี้สินคงค้างจำนวน 1,800,000,000 บาท ไว้แต่เพียงผู้เดียวเช่นกันตามกฎหมายหลักทรัพย์!”

“ไม่! ไม่จริง! ฉันไม่เซ็น!” กรีดร้องลั่นห้อง คามิลล์ทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น ร้องไห้โฮราวกับคนเสียสติ

ฉันหันหลังให้ภาพความวุ่นวายทั้งหมด ก้าวเดินออกจากห้องประชุมอย่างสง่างาม เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะมั่นคง ทุกคนที่ขวางทางต่างรีบหลบทางให้ฉันด้วยความยำเกรง

เมื่อฉันเดินมาถึงลิฟต์แก้วส่วน 35 ชั้น โทรศัพท์มือถือของฉันก็สั่นขึ้นอีกครั้ง เป็นข้อความจากทนายความส่วนตัวของฉัน:

“จัดการยื่นฟ้องหย่า ยึดทรัพย์สินทั้งหมด และดำเนินคดีฉ้อโกงทางธุรกิจเรียบร้อยแล้วครับคุณปาริฉัตร ทุกอย่างเป็นไปตามแผน”

ฉันกดปุ่มลิฟต์ลงไปยังชั้นล่าง ขณะที่กระจกใสของลิฟต์ค่อยๆ เคลื่อนตัวต่ำลง เผยให้เห็นทัศนียภาพอันกว้างไกลของกรุงเทพมหานครในยามสาย อาคารสูงระฟ้ามากมายตั้งตระหง่าน แต่อาณาจักรของศรวณีย์ ไพร์ม โลจิสติกส์ ที่เคยยิ่งใหญ่ บัดนี้ได้พังทลายลงด้วยน้ำมือของฉันเอง… ผู้หญิงที่พวกเขาคิดว่า เป็นเพียงเงาไร้ค่า

โลกใบนี้ไม่มีที่ยืนให้คนทรยศ และอาณาจักรที่สร้างขึ้นด้วยความโลภ ก็ไม่มีวันยั่งยืนเช่นกัน

— จบบริบูรณ์ —

Leave a Comment