Part 3: คำพิพากษาของพ่อและบทสรุปของความยุติธรรม (End)
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องสอบสวนจนได้ยินเพียงเสียงแอร์กระทบผนังปูน อาร์ตและเบิร์ดเงยหน้ามองพ่อด้วยความหวังอันริบหรี่ คิดว่าหัวใจของคนเป็นพ่อคงจะยอมอ่อนข้อและให้อภัยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาในอดีต แต่ครั้งนี้… ความอดทนของตาเดชาได้สิ้นสุดลงอย่างแท้จริง
“พ่อเลี้ยงพวกเอ็งมาด้วยมือคู่นี้ ให้การศึกษา ให้ความรัก แต่สิ่งที่พวกเอ็งตอบแทนแม่คือการขโมยเงินก้อนสุดท้ายที่แม่เก็บไว้รักษาพ่อ และสิ่งที่พวกเอ็งตอบแทนรินดา คือการตบหน้าน้องแล้วจับยัดใส่ท้ายรถเหมือนสัตว์เดรัจฉาน” พ่อชี้หน้าลูกชายทั้งสองด้วยมือที่มั่นคง “ถ้าเมื่อคืนระบบฉุกเฉินไม่ทำงาน ถ้ารินดาขาดอากาศหายใจตายอยู่ในกระโปรงรถคันนั้น… พวกเอ็งจะยังร้องไห้ขอชีวิตแบบนี้ไหม?!”
คำถามของพ่อตัดผ่านความเงียบเหมือนใบมีดโกน ทั้งอาร์ตและเบิร์ดก้มหน้าลงกับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับพ่ออีกต่อไป
“สารวัตรครับ” พ่อหันไปหา ร.ต.อ. ชัยยุทธ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผมในฐานะเจ้าของบ้านและพ่อของเด็กพวกนี้ ผมขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ไม่มีการยอมความ ไม่มีการถอนแจ้งความใดๆ ทั้งสิ้น ผิดก็ต้องรับโทษตามกรรมที่ก่อไว้”
“พ่อ! ไม่นะพ่อ! พ่อจะตัดหางปล่อยวัดพวกผมไม่ได้นะ!” อาร์ตกรีดร้องขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งเมื่อรู้ว่าหมดสิ้นหนทางรอด เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายรีบเข้ามาควบคุมตัวและกดร่างของอาร์ตลงกับเก้าอี้
ฉันยืนมองพี่ชายทั้งสองคนด้วยหัวใจที่ปล่อยวาง ความแค้นและความเจ็บปวดจากรอยแผลตามร่างกายไม่ได้ทำให้ฉันอยากแก้แค้นด้วยความรุนแรง แต่ความจริงใจและความถูกต้องต่างหากที่ต้องได้รับการปกป้อง ฉันเดินเข้าไปใกล้โต๊ะสอบสวน มองหน้าพี่ชายทั้งสองคนเป็นครั้งสุดท้าย
“พี่อาร์ต พี่เบิร์ด… ตลอดเวลาที่แม่ป่วยจนถึงวันที่แม่จากไป รินดาไม่เคยขอให้พวกพี่ส่งเงินมาช่วยแม้แต่บาทเดียว รินดาดูแลพ่อด้วยหัวใจ แต่สิ่งที่พวกพี่ทำลายในวันนี้ ไม่ใช่แค่บ้านหรือมรดกหกล้านบาท… แต่พวกพี่ทำลายคำว่า ‘ครอบครัว’ ของเราจนไม่เหลือซากอีกแล้ว”
หลังจากวันนั้น กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ด้วยพยานหลักฐานที่แน่นหนา ทั้งคลิปเสียงบันทึกสดขณะเกิดเหตุ รอยนิ้วมือแฝงบนฝากระโปรงรถ ผลตรวจร่างกายของฉันจากโรงพยาบาล และเอกสารพินัยกรรมที่ถูกยักยอก ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวเนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีหนี้พนัน
ในที่สุด ศาลมีคำพิพากษาตัดสินจำคุกนายอาร์ตและนายเบิร์ดในข้อหาร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวอันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือทารุณ ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น และข้อหายักยอกทรัพย์มรดก เป็นเวลาคนละ 8 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ชีวิตที่เคยหยิ่งผยองของสองพี่น้องต้องไปชดใช้กรรมอยู่หลังกำแพงสูงของเรือนจำ
สามเดือนต่อมา… บรรยากาศที่บ้านสวนริมคลองดำเนินสะดวกกลับมาสงบสุขและร่มรื่นอีกครั้ง
แสงแดดยามเช้าทอดผ่านยอดต้นมะพร้าว สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกแก้วโชยมาตามระเบียงบ้านไม้สองชั้น ฉันนำเงินเก็บที่แม่ทิ้งไว้ให้บางส่วนมาซ่อมแซมบันไดไม้ เปลี่ยนหลังคาที่รั่วซึม และติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดพร้อมสัญญาณเตือนภัยอัจฉริยะทั่วทั้งบริเวณบ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าพ่อจะปลอดภัยในทุกย่างก้าว
ที่ศาลาริมน้ำ ตาเดชานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โยกตัวเดิมที่ท่านรัก ในมือถือแก้วกาแฟโบราณอุ่นๆ ใบหน้าของพ่อดูสดใสและมีเลือดฝาดขึ้นมาก แม้ในดวงตาจะยังคงมีรอยแผลเป็นจากความผิดหวังในอดีต แต่รอยยิ้มที่อบอุ่นได้กลับคืนมาสู่ใบหน้าของท่านแล้ว
“รินดาเอ๊ย มะพร้าวน้ำหอมรุ่นนี้หวานดีจริง ตัดไปฝากหมอที่โรงพยาบาลด้วยนะลูก” พ่อหันมาบอกฉันพร้อมรอยยิ้ม
ฉันเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ ตักของพ่อ วางหัวพิงกับเข่าที่เคยแบกรับครอบครัวนี้มาตลอดหลายสิบปี บ้านไม้สักทองหลังนี้อาจจะเก่าและส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดในบางเวลา แต่มันจะไม่ถูกขายให้ใครอีกต่อไป ที่นี่ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินตีมูลค่าหกล้านบาท… แต่มันคือสถานที่แห่งความทรงจำ คือสถานที่ที่แม่เคยอยู่ และเป็นที่ที่ฉันจะดูแลพ่อไปจนลมหายใจสุดท้าย
คนโลภที่ยอมทรยศสายเลือดเพื่อเศษเงิน ย่อมต้องสูญสิ้นทุกอย่างแม้กระทั่งอิสรภาพ ส่วนคนที่ยืนหยัดด้วยความกตัญญูและความถูกต้อง ย่อมได้รับความสงบสุขเป็นสิ่งตอบแทนอันล้ำค่าที่สุดในชีวิต.