ตอนที่ 3 : ผลกรรมของความลังเล และจุดจบของคนไม่รู้จักพอ (จบบริบูรณ์)
ความเงียบงันภายในห้องพักบีบคั้นหัวใจของนนท์จนแทบหายใจไม่ออก เขากำกระดาษโน้ตของมุกไว้แน่นจนยับยู่ยี่ ความรู้สึกผิด ความตกใจ และความกลัวที่ประดังเข้ามาพร้อมกันทำให้เขาลนลาน นนท์รีบควักโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกง กดโทรออกหามุกทันที
“หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้…”
เสียงระบบตอบรับอัตโนมัติแจ้งเตือน นนท์กัดฟันแน่น เปลี่ยนไปเปิดแอปพลิเคชันไลน์เพื่อส่งข้อความ แต่หน้าต่างแชตกลับขึ้นเพียงความว่างเปล่า ข้อความของเขาไม่มีเครื่องหมายอ่าน มุกได้บล็อกเบอร์โทรศัพท์ บล็อกไลน์ และบล็อกทุกช่องทางการติดต่อของเขาไปหมดแล้ว แม้กระทั่งเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เธอก็กดอันฟอลโลว์และบล็อกบัญชีของเขาอย่างไร้ร่องรอย
“โธ่เว้ย!” นนท์สบถลั่นห้อง ขว้างโทรศัพท์ลงบนเตียงด้วยความหงุดหงิดและสับสน
เขานั่งมองกล่องแหวนหมั้นวงนั้นด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเอง ใช่… เขาซื้อมันมาเพื่อตั้งใจจะรอจังหวะมอบให้แพรวาจริงๆ ตลอดสองปีที่ผ่านมา เขายอมรับว่าเขารักมุก มุกเป็นผู้หญิงที่ดีพร้อม ดูแลเขา เอาใจใส่เขาในแบบที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่ในซอกหลืบของหัวใจ เขายังคงมี ‘ปม’ ที่ค้างคาใจกับแพรวา แพรวาคือรักแรกที่ไม่สมหวัง คือคนที่เขาเคยพยายามแทบตายแต่ไม่ได้ครอบครอง พอรู้ข่าวว่าแพรวาจะแต่งงาน เขากลับรู้สึกเสียดายจนแอบไปซื้อแหวนวงนี้เก็บไว้เพื่อปลอบประโลมความรู้สึกพ่ายแพ้ของตัวเอง
และเมื่อคืนนี้ เมื่อแพรวาถูกคู่หมั้นทิ้งอย่างกะทันหัน สัญชาตญาณความเห็นแก่ตัวของเขาก็ผลักดันให้เขาละเลยมุก เขาทิ้งมุกไว้ที่หน้าร้าน ยกเค้กของมุกให้แพรวา เพราะเขารู้สึกว่าแพรวากำลังต้องการเขา และเขาก็ทนลำพองใจในฐานะ ‘ฮีโร่’ ผู้แสนดีไม่ได้
แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า มุก ผู้หญิงที่ยอมเขามาตลอด ผู้หญิงที่คอยยิ้มรับและพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” เสมอ จะกล้าตัดขาดจากเขาได้อย่างเด็ดเดี่ยวและไร้ความลังเลขนาดนี้
ไม่กี่วันต่อมา นิติบุคคลของคอนโดแจ้งให้นนท์ทราบว่า เขาต้องย้ายออกจากห้องพักสิ้นเดือนนี้ เนื่องจากสัญญาเช่าเดิมได้สิ้นสุดลง และมุกซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาหลักได้แจ้งไม่ต่อสัญญาไปแล้ว หากนนท์ต้องการอยู่ต่อ เขาจะต้องทำสัญญาใหม่ในราคาเต็มโดยไม่มีส่วนลด ซึ่งนนท์ไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะแบกรับค่าเช่าห้องสุดหรูย่านสุขุมวิทคนเดียวได้
ในระหว่างที่ชีวิตกำลังดิ่งลงเหว นนท์พยายามปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยเขาก็ยังมีแพรวา ตอนนี้แพรวาไม่มีใคร และเขาก็คือเพื่อนที่แสนดีที่คอยอยู่เคียงข้างเธอมาตลอด
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา นนท์ตัดสินใจนัดแพรวาออกมาทานข้าวที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง เขาแต่งตัวอย่างดี พกกล่องแหวนกำมะหยี่สีน้ำเงินติดตัวไปด้วย นนท์คิดว่านี่คือช่วงเวลาที่ฟ้าเปิดทางให้เขากับแพรวาได้เริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง
เมื่อพบกัน แพรวายังคงดูเศร้าสร้อย แต่น่ารักและบอบบางเหมือนเดิม นนท์คอยปรนนิบัติพัดวีเธอ สั่งอาหารจานโปรดให้ และคอยรับฟังเธอระบายความทุกข์ใจ จนกระทั่งมื้ออาหารใกล้สิ้นสุดลง นนท์ตัดสินใจรวบรวมความกล้า เอื้อมมือไปจับมือของแพรวาไว้บนโต๊ะ
“แพรวา…” นนท์เอ่ยเสียงนุ่ม แววตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง “ตอนนี้เรื่องร้ายๆ มันผ่านไปแล้วนะ แกไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไปแล้ว… ตลอดเวลาที่ผ่านมา แกก็รู้ใช่ไหมว่าฉันรู้สึกยังไงกับแก”
แพรวาชะงัก ชักมือกลับเบาๆ “นนท์… แกหมายความว่าไง”
นนท์หยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินออกมาเปิดวางตรงหน้าเธอ แหวนเพชรส่องประกายสะท้อนแสงไฟ “ฉันซื้อมันไว้ให้แกตั้งแต่ก่อนที่แกจะยกเลิกงานแต่งแล้วแพรวา ฉันรู้ว่ามันอาจจะดูเร็วไป แต่ฉันพร้อมจะดูแลแกไปตลอดชีวิต ให้โอกาสฉันได้เป็นคนดูแลแกนะแพรวา”
แพรวามองแหวนวงนั้นด้วยสายตาที่ไม่ได้มีความซาบซึ้งเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความลำบากใจและความผิดหวัง
“นนท์… แกทำบ้าอะไรเนี่ย” แพรวาพูดเสียงเย็น “แกมีมุกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แล้วนี่มันอะไรกัน”
“ฉันกับมุกเลิกกันแล้วแพรวา! ตอนนี้ฉันไม่มีใครแล้ว ฉันเลือกแกนะ” นนท์รีบอธิบายด้วยความร้อนรน
แพรวาส่ายหน้าช้าๆ ถอนหายใจยาว “นนท์ แกฟังฉันนะ ที่ฉันไปหานนท์ ที่ฉันยอมให้นนท์มาคอยดูแล เพราะฉันเห็นว่าแกเป็น ‘เพื่อนสนิท’ ฉันเห็นแกเป็นเพื่อนที่ฉันไว้ใจที่สุดในกลุ่ม แต่สิ่งที่แกทำอยู่ตอนนี้… มันทำให้ฉันรู้สึกขยะแขยงว่ะ”
คำว่า ‘ขยะแขยง’ ดังกระทบโสตประสาทของนนท์เหมือนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม “แพรวา… ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ”
“แกทิ้งผู้หญิงที่ดีขนาดมุก ผู้หญิงที่ดูแลแกทุกอย่าง ยอมให้แกทำร้ายจิตใจในคืนวันครบรอบ เพื่อจะมาขอความรักจากคนที่เพิ่งอกหักอย่างฉันเนี่ยนะ?” แพรวามองนนท์ด้วยสายตาสมเพช “ฉันไม่เคยคิดจะรักแกแบบคนรักเลยนนท์ ตั้งแต่สามปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ ฉันมองแกเป็นแค่เพื่อนมาตลอด และถ้าแกคิดไม่ซื่อกับฉันแบบนี้… เราก็คงเป็นเพื่อนกันต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ”
แพรวาลุกขึ้น คว้ากระเป๋าสะพาย แล้วเดินออกจากร้านไปทันที ทิ้งให้นนท์นั่งตัวชาอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางสายตาของพนักงานและลูกค้าโต๊ะอื่นที่มองมาด้วยความสงสัย
นนท์ก้มมองแหวนหมั้นในมือ หัวใจของเขาแหลกสลายไม่มีชิ้นดี ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่า เขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว… เขาโยนอัญมณีแท้ที่มีค่าที่สุดในชีวิตอย่างมุกทิ้งไป เพียงเพื่อจะวิ่งไล่ตามก้อนกรวดที่ไม่มีวันเป็นของเขา
หนึ่งปีผ่านไป…
ในงานเปิดตัวโครงการออกแบบสถาปัตยกรรมแห่งหนึ่งใจกลางเมือง มุกดาปรากฏตัวในชุดสูททำงานสีครีมดูสง่างาม ใบหน้าของเธอแต้มไปด้วยรอยยิ้มที่สดใสและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เธอทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน ดูแลตัวเอง และรักตัวเองอย่างเต็มที่ ชีวิตของเธอก้าวหน้าไปไกล และหัวใจของเธอก็ได้รับการเยียวยาจนหายสนิท
ขณะที่มุกกำลังยืนดื่มกาแฟอยู่ที่มุมหนึ่งของงาน สายตาของเธอก็บังเอิญเหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนแจกโบรชัวร์อยู่หน้าทางเข้างาน สภาพของเขาดูทรุดโทรม เสื้อเชิ้ตยับย่น ใบหน้าหมองคล้ำและซูบผอมลงไปมาก
นั่นคือนนท์…
หลังจากที่แพรวาตัดเพื่อนและมุกย้ายออกไป นนท์ก็จมอยู่กับความซึมเศร้าจนเสียงานเสียการ ในที่สุดก็ถูกบริษัทเดิมเลิกจ้าง ต้องมาทำงานรับจ้างรายวันเพื่อประทังชีวิตและหาเงินจ่ายค่าเช่าห้องพักรูหนูชานเมือง
ทันทีที่นนท์หันมาสบตากับมุก ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เขาทิ้งโบรชัวร์ในมือแล้วรีบก้าวเท้าเข้ามาหาเธออย่างลนลาน
“มุก… มุกใช่ไหม!” นนท์เอ่ยเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า “มุก… นนท์ขอโทษ นนท์รู้แล้วว่านนท์ผิดไป นนท์โง่เองที่ปล่อยมุกไป ให้โอกาสนนท์ได้ไหมมุก… เรากลับมาเริ่มต้นใหม่กันนะ นนท์สัญญาว่าจะไม่มีใครอีกแล้ว…”
มุกมองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาที่ราบเรียบ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความโกรธแค้นหรือความอาลัยอาวรณ์หลงเหลืออยู่ เธอถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง
“อย่าทำแบบนี้เลยค่ะคุณนนท์” มุกตอบด้วยน้ำเสียงที่สุภาพแต่นิ่งสนิท “ชีวิตของฉันตอนนี้มีความสุขดีมาก และมันดีเกินกว่าที่จะถอยหลังกลับไปอยู่ในจุดเดิม”
“มุก…” นนท์พยายามจะเอื้อมมือไปจับแขนเธอ แต่มีเสียงทุ้มสุภาพดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับมุก?”
ชายหนุ่มในชุดสูทภูมิฐาน รูปร่างสูงโปร่งและมีรอยยิ้มอบอุ่นเดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ มุก เขาคือภาม สถาปนิกหนุ่มรุ่นพี่ที่เป็นทั้งหุ้นส่วนบริษัทและคนรู้ใจคนใหม่ที่คอยดูแลและให้เกียรติมุกเสมอมา
มุกหันไปยิ้มให้ภามอย่างอ่อนโยน “ไม่มีอะไรค่ะพี่ภาม แค่คนเคยรู้จักน่ะค่ะ งานข้างในเริ่มแล้ว เราเข้าไปกันเถอะค่ะ”
มุกควงแขนภามแล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงที่สว่างไสว เธอไม่แม้แต่จะหันกลับมามองข้างหลังอีกเลย
นนท์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มองดูแผ่นหลังของผู้หญิงที่เขาเคยผลักไสให้ไปนั่งรอที่หน้าร้าน บัดนี้เธอได้เดินเคียงข้างคนที่มองเห็นคุณค่าของเธอ เข้าสู่โลกที่สว่างสดใสและคู่ควรกับเธออย่างแท้จริง
เขาได้แต่นั่งทรุดลงกับพื้น ปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียใจและความสำนึกผิดที่สายเกินไป ไหลรินอาบสองแก้มอย่างเงียบงัน พร้อมกับบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต… บทเรียนที่ว่า เมื่อคุณไม่เห็นค่าของคนที่รักคุณที่สุด ในวันที่คุณสูญเสียเธอไป ต่อให้คุณคุกเข่าอ้อนวอนจนหมดลมหายใจ เธอก็ไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว