Part 3 (End): คำพิพากษา บทเรียนราคาแพง และชีวิตใหม่ที่ไม่มีวันหวนกลับ

Part 3 (End): คำพิพากษา บทเรียนราคาแพง และชีวิตใหม่ที่ไม่มีวันหวนกลับ

แสงไฟสีแดงกระพริบของรถพยาบาลฉุกเฉินและรถตำรวจนับห้าคันแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าล็อบบี้รีสอร์ตอย่างเร่งด่วน เสียงไซเรนดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขามวกเหล็ก ท่ามกลางสายตาของบรรดาแขกเหรื่อที่ไม่มีใครยอมกลับบ้าน ทุกคนต่างรอดูจุดจบของครอบครัวใจทรามนี้ด้วยตาตนเอง

เบลถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์สระบุรีอย่างเร่งด่วน แพทย์ระบุว่าเธอมีภาวะฮีทสโตรกขั้นรุนแรง (Severe Heatstroke) ผิวหนังไหม้ระดับหนึ่งจากไอร้อนจัด และเกิดภาวะขาดน้ำเฉียบพลัน หากได้รับการช่วยเหลือช้ากว่านั้นเพียงแค่ห้านาที ระบบอวัยวะภายในอาจล้มเหลวและเสียชีวิตได้อย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน ที่หน้างานแต่ง ตำรวจ สภ.มวกเหล็ก ได้เข้าควบคุมตัววินและคุณนายประกายดาวทันที

“ปล่อยฉันนะ! รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร! ฉันคือคุณนายประกายดาว ตระกูลเรามีหน้ามีตาในสังคมนะ!” ประกายดาวกรีดร้องโวยวายขณะที่ข้อมือถูกสวมกุญแจมือเหล็กเย็นเฉียบ

“จะใหญ่มาจากไหนก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายครับคุณนาย” นายตำรวจผู้ควบคุมคดีกล่าวเสียงเรียบ “หลักฐานชัดเจน ทั้งคลิปเสียงที่บันทึกผ่านระบบเครื่องเสียงกลางพยานบุคคลนับร้อยปาก และสวิตช์นิรภัยที่ตรวจค้นพบในกระเป๋ากางเกงของลูกชายคุณนาย เชิญไปให้การที่โรงพักครับ”

วินตัวสั่นเทา ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างหมดมาดหนุ่มออฟฟิศเจ้าสำราญ ก้มลงกราบเท้าพ่อของเบลเพื่อขอความเมตตา “คุณลุงครับ ผมผิดไปแล้ว… ผมแค่อยากได้รถขับอวดเพื่อน ผมไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าพี่เบลจริงๆ ยกโทษให้ผมเถอะครับ!”

พ่อของเบลมองวินด้วยแววตาสมเพชเวทนา ก่อนจะสะบัดขาออกอย่างไร้เยื่อใย

“กูเคยคิดว่ามึงเป็นน้องของลูกเขย เลยเอ็นดูเหมือนหลาน… แต่สันดานโจรแบบมึง สมควรไปนอนสำนึกผิดในคุก!”

ส่วนธันวา เขายืนเคว้งคว้างอยู่กลางลานจอดรถ สายตาของแขกทุกคนที่มองมามีแต่ความดูแคลน เพื่อนร่วมงานของเขาพากันเดินหนี ไม่มีใครยอมสบตาหรือพูดคุยด้วยแม้แต่คนเดียว

สามวันต่อมา ณ ห้องพักฟื้นพิเศษของโรงพยาบาล

เบลลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า และใบหน้าอันอบอุ่นของพ่อกับแม่ที่นั่งเฝ้าข้างเตียงไม่ยอมห่าง น้ำตาของแม่หยดลงบนหลังมือของเบลด้วยความโล่งใจที่ลูกสาวพ้นขีดอันตราย

ประตูห้องพักเปิดออกอย่างช้าๆ ธันวาเดินก้มหน้าเข้ามาในสภาพทรุดโทรม ขอบตาดำคล้ำ หนวดเคราขึ้นรกรุงรัง ในมือถือช่อดอกไม้ราคาแพง

“เบล…” ธันวาคุกเข่าลงข้างเตียง น้ำเสียงสั่นเครือ “ผมขอโทษ… ผมมันโง่เอง ผมขี้ขลาดที่ไม่กล้าขัดใจแม่ ผมคิดไม่ถึงว่าแม่กับวินจะทำรุนแรงขนาดนั้น ยกโทษให้ผมนะเบล กลับมาเริ่มต้นใหม่กันเถอะนะ ผมสัญญาว่าจะแยกบ้านออกมาอยู่กับคุณ จะไม่ให้แม่มายุ่งกับเราอีกเลย…”

เบลมองหน้าผู้ชายที่เธอเคยรักหมดหัวใจ ชายที่เธอเคยคิดว่าจะฝากชีวิตไว้ได้ แต่ในวินาทีความเป็นความตาย เขากลับเห็นหน้าตาของแม่สำคัญกว่าลมหายใจของเธอ

“ธันวา…” เบลเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธ แต่เต็มไปด้วยความเฉยชาที่น่ากลัวที่สุด “ดอกไม้เอาไปทิ้งเถอะ แล้วหยิบเอกสารบนโต๊ะนั้นขึ้นมาดู”

ธันวาหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลขึ้นมาเปิดดู มือของเขาสั่นสะท้านเมื่อเห็นหัวกระดาษ

มันคือ เอกสารฟ้องหย่า และคำร้องขอยกเลิกการสมรส พร้อมด้วยเอกสารดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายทางจิตใจและร่างกายอีก 5 ล้านบาท

“เบล… คุณจะฟ้องหย่าผมจริงๆ เหรอ? เราเพิ่งแต่งงานกันแค่วันเดียวเองนะ!”

“หนึ่งวันก็เกินพอแล้วสำหรับคนอย่างเธอ ธันวา” เบลสบตากับเขาอย่างเด็ดเดี่ยว “ในห้องซาวน่าที่ร้อนเจ็ดสิบองศา ฉันร้องขอชีวิตจากเธอ แต่เธอขอให้ฉันสละรถเพื่อเอาใจแม่เธอ… นั่นมันไม่ใช่ความรัก แต่มันคือความเห็นแก่ตัวของครอบครัวปรสิต”

“แล้วคดีความของแม่กับวินล่ะเบล? ถอนแจ้งความให้พวกเขาเถอะนะ แม่ความดันขึ้นสูงจนต้องนอนห้องพยาบาลในเรือนจำ ส่วนวินก็โดนบริษัทไล่ออกแล้ว อนาคตของน้องพังหมดแล้วนะเบล!” ธันวาอ้อนวอนทั้งน้ำตา

“นั่นคือผลกรรมที่พวกเขาก่อขึ้นเอง” เบลตอบอย่างไม่แยแส “ใครทำอะไรไว้ ก็ต้องรับผลของการกระทำนั้น กฎหมายจะทำหน้าที่ของมันอย่างยุติธรรมที่สุด เซ็นชื่อลงในเอกสารซะ แล้วไสหัวออกไปจากชีวิตฉันและครอบครัวของฉันตลอดกาล”

เมื่อเห็นแววตาที่เด็ดเดี่ยวไร้ความลังเลของเบล ธันวาก็ตระหนักได้ว่า ผู้หญิงที่เคยอ่อนหวานและยอมเขาทุกอย่าง บัดนี้ได้ตายจากไปในห้องซาวน่าคืนนั้นแล้ว เหลือเพียงผู้หญิงเข้มแข็งที่ไม่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีได้อีกต่อไป เขากล้ำกลืนน้ำตาแล้วจรดปากกาเซ็นชื่อลงในเอกสารหย่าอย่างจำนน

หนึ่งปีผ่านไป…

ผลการตัดสินคดีความสิ้นสุดลง ศาลพิพากษาจำคุกวินเป็นเวลา 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวอันเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและกรรโชกทรัพย์ ส่วนคุณนายประกายดาวถูกตัดสินจำคุก 4 ปี ในฐานะผู้ใช้และผู้สนับสนุน บ้านหรูที่เคยใช้อวดอ้างต้องถูกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้สินและค่าเสียหายให้แก่ครอบครัวของเบล ส่วนธันวาต้องลาออกจากงานเพราะทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว กลายเป็นคนตกอับที่ไร้ทั้งครอบครัวและคนรักข้างกาย

ในเช้าวันใหม่อันสดใส เบลเดินออกมาจากบ้านพักหลังใหม่ในตัวเมืองสระบุรี เธอสวมชุดทำงานทะมัดทะแมง รอยยิ้มสดใสกลับคืนมาสู่ใบหน้าอีกครั้ง

เบลกดรีโมตปลดล็อกรถยนต์ Toyota Corolla Cross สีแดงป้ายแดง คันเดิมที่พ่อแม่ซื้อให้ด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย รถคันนี้ไม่เพียงแต่เป็นยานพาหนะพาเธอไปทำงาน แต่ยังเป็นสัญลักษณ์เตือนใจถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ และเป็นบทเรียนชีวิตที่ทำให้เธอรู้ว่า… ความสุขที่แท้จริง คือการเห็นคุณค่าในตัวเอง และไม่ยอมก้มหัวให้แก่ความอยุติธรรมใดๆ อีกต่อไป

Leave a Comment