ตอนที่ 3 (PART 3) – บทสรุป (END)
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 45 ของตึกระฟ้าใจกลางสุขุมวิท
วันนี้เป็นวันนัดเซ็นสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทเดิมที่ฉันเคยทำงานอยู่ บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียดและตื่นเต้น คณะผู้บริหารระดับสูงทุกคนต่างนั่งประจำที่อย่างพร้อมเพรียง
พี่วินนั่งอยู่ตรงข้าม ในชุดสูทใหม่เอี่ยมที่รีดจนเรียบแปลบ ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเกินร้อย ข้างๆ กันมีพลอยนั่งถือแฟ้มเอกสารด้วยสีหน้าภาคภูมิใจราวกับตัวเองเป็นคุณนายผู้จัดการใหญ่
“คุณวิน เตรียมเอกสารพร้อมแล้วแน่นะ?” ท่านประธานใหญ่ของบริษัทถามย้ำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ท่านประธานคนใหม่ของกลุ่มทุนวีไอพีคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดมาก ถ้าเราปิดดีลนี้ได้ บริษัทเราจะรอดพ้นจากภาวะขาดทุน แต่ถ้าพลาด… เราอาจจะต้องปิดตัวลงทันที”
“ท่านประธานไม่ต้องกังวลครับ” พี่วินตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผมเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และผมมั่นใจว่าข้อเสนอของผมจะทำให้ท่านประธานหญิงประทับใจแน่นอนครับ”
พลอยแอบกระซิบข้างหูพี่วิน “พี่วินเก่งที่สุดเลยค่ะ วันนี้แหละที่ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปจริงๆ ยัยแนนคงนั่งร้องไห้กอดเศษเงินสี่หมื่นห้าอยู่ในรูหนูแน่ๆ”
ทันใดนั้น ประตูห้องประชุมบานคู่ขนาดใหญ่ก็ถูกเปิดออกอย่างแรง
“ท่านประธานมาถึงแล้วครับ!” เลขาธิการประกาศก้อง
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะที่มั่นคงและทรงพลัง ทุกคนในห้องประชุมรีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพโดยพร้อมเพรียง รวมถึงพี่วินและพลอยที่รีบก้มหัวลงต่ำเพื่อแสดงความนอบน้อมอย่างถึงที่สุด
หญิงสาวในชุดสูทสั่งตัดสีขาวงาช้างขับเน้นทรวดทรงสง่างาม ใบหน้าสวยสะกดทุกสายตา ดวงตาคมกริบเปี่ยมไปด้วยพลังและอำนาจ เดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ที่หัวโต๊ะประชุมใหญ่ เคียงข้างด้วยทีมทนายความและผู้ช่วยส่วนตัวระดับหัวกะทิ
“สวัสดีค่ะทุกท่าน ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนะคะ”
เสียงนั้นหวานใสแต่หนักแน่น ดังก้องไปทั่วห้องประชุม
พี่วินที่ก้มหัวอยู่เงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ และวินาทีนั้นเอง… โลกทั้งใบของเขาก็พังทลายลงในพริบตา!
ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา ปากอ้าค้าง ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม
“น… แนน?!” พี่วินอุทานออกมาด้วยเสียงสั่นสะท้านจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
พลอยที่ยืนอยู่ข้างๆ หน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีขาวกระดาษ แฟ้มเอกสารในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังลั่นห้อง
“แนน… เธอมาทำอะไรที่นี่?! ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างเธอจะเข้ามาเดินเล่นนะ! รปภ.อยู่ไหน มาลากตัวยัยนี่ออกไปเดี๋ยวนี้!” พี่วินเริ่มสติแตก ตะโกนสั่งเสียงหลง
เพี๊ยะ!
ท่านประธานใหญ่ตบโต๊ะประชุมอย่างแรงจนแก้วน้ำสะเทือน ก่อนจะหันไปตวาดใส่พี่วินด้วยความโกรธจัด
“หุบปากเดี๋ยวนี้ วิน! แกเสียสติไปแล้วเหรอ?! นี่คือคุณแนน หรือ ‘มาดามเอ็น’ ประธานกรรมการบริหารของเอ็น-โฮลดิ้งส์ ผู้ถือหุ้นใหญ่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทเรา และเป็นเจ้าของเงินทุนทั้งหมดที่กำลังจะมาชุบชีวิตบริษัทเรา!”
คำพูดของท่านประธานเปรียบเสมือนค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางหัวใจของพี่วินอย่างจัง เข่าของเขาอ่อนแรงลงจนเกือบจะทรุดลงกับพื้น โต๊ะประชุมเริ่มมีเสียงฮือฮาจากผู้บริหารคนอื่นๆ ที่มองมายังเขาราวกับตัวตลก
ฉันค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้หัวโต๊ะแล้วนั่งลงอย่างสง่างาม ไขว่ห้างพลางประสานมือไว้บนโต๊ะ มองดูอดีตสามีที่กำลังตัวสั่นเทิ้มด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“เป็นอะไรไปล่ะคะ คุณวิน? ไม่ใช่ว่ากำลังรอจะนำเสนอโปรเจกต์หมื่นล้านให้ฉันฟังอยู่เหรอ?” ฉันยกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “อ้อ… หรือว่าตกใจ ที่เห็น ‘ภาระ’ กับ ‘ลูกโป่งผุๆ’ คนนี้ มานั่งอยู่บนหัวคุณ?”
“ม… ไม่จริง… เป็นไปไม่ได้…” พี่วินละล่ำละลัก เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลอาบแก้ม “เธอ… เธอเป็นแค่พนักงานธรรมดาๆ… เธอจะไปมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านได้ยังไง!”
“คุณวินคงลืมไปว่า ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา คุณไม่เคยสนใจจะมองตัวตนของฉันเลยแม้แต่วินาทีเดียว” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ “คุณคิดว่าคุณหาเงินได้เดือนละไม่กี่แสนแล้วยิ่งใหญ่คับฟ้า คุณดูถูกภรรยาที่ยอมทิ้งความฝันเพื่อมาดูแลลูก คุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผู้หญิงที่คุณสัญญาว่าจะดูแล แล้วคุณก็ทิ้งฉันกับลูกไปพร้อมกับเศษเงินสี่หมื่นห้า เพื่อมาหาผู้หญิงคนนี้”
ฉันตวัดสายตาไปมองพลอยที่ยืนสั่นเป็นลูกนกเปียกน้ำ น้ำตาไหลอาบสองแก้มด้วยความหวาดกลัว
“คุณแพรว” ฉันหันไปสั่งผู้ช่วยส่วนตัว
“ค่ะท่านประธาน”
“ยกเลิกโปรเจกต์ที่ร่วมมือกับแผนกของคุณวินทั้งหมด และในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ฉันขอใช้สิทธิ์ปลดนายวินและนางสาวพลอยออกจากทุกตำแหน่งในบริษัท มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป”
“อย่านะครับแนน! ได้โปรด!” พี่วินทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้นอย่างหมดรูป คลานเข้ามาเกาะขอบโต๊ะประชุม น้ำตาและน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าที่เคยหลงตัวเอง “พี่ผิดไปแล้วแนน! พี่ยังรักแนนกับลูกเสมอนะ! ที่พี่ทำไปเพราะหน้ามืดตามัวเพราะยัยพลอยคนเดียว! เรากลับมาเป็นครอบครัวกันเหมือนเดิมนะแนน นึกถึงน้องไอรินเถอะนะ!”
“พี่วิน! พูดแบบนี้ได้ยังไงคะ!” พลอยกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นผู้ชายที่ตัวเองเกาะหวังรวยกำลังโยนขี้มาให้เธออย่างหน้าไม่อาย ทั้งสองคนเริ่มเปิดฉากด่าทอและตบตีกันกลางห้องประชุมใหญ่ท่ามกลางสายตาเวทนาของผู้บริหารทุกคน
ฉันลุกขึ้นยืน จัดเสื้อสูทให้เข้าที่ แล้วมองลงไปที่ชายที่คุกเข่าอยู่แทบเท้า
“วันที่คุณทิ้งลูกสาววัยสี่ขวบ และเรียกแกอย่างเลือดเย็นว่า ‘ภาระ’ วันนั้นคำว่าครอบครัวของคุณมันตายไปแล้วค่ะคุณวิน”
ฉันหยิบเหรียญสิบบาทในกระเป๋าขึ้นมาหนึ่งเหรียญ แล้วโยนลงบนพื้นตรงหน้าเขาอย่างไม่ไยดี
“เก็บเอาไว้ขึ้นรถเมล์กลับบ้านเถอะนะคะ เพราะบ้าน รถ และเงินเดือนที่คุณเคยภูมิใจ… มันจะไม่เหลือให้คุณอีกต่อไปแล้ว เชิญ รปภ. ลากตัวคนไร้ค่าสองคนนี้ออกไปได้แล้วค่ะ”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกรูกันเข้ามาลากตัวพี่วินและพลอยที่กำลังกรีดร้องและร้องไห้ฟูมฟายออกไปจากห้องประชุม ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมา
เย็นวันนั้น ที่ระเบียงเพนต์เฮาส์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สายลมเย็นพัดผ่านเบาๆ ท้องฟ้ากำลังเปลี่ยนเป็นสีส้มทองอบอุ่น
น้องไอรินวิ่งเข้ามากอดขาฉันแน่น ในมือถือภาพวาดแผ่นใหม่ที่แกเพิ่งระบายสีเสร็จ
ฉันก้มลงมองภาพวาดนั้น… ในกระดาษไม่มีรูปของผู้ชายคนนั้นอีกต่อไปแล้ว มีเพียงรูปผู้หญิงสวยสง่าที่สวมมงกุฎ ยืนจูงมือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุขที่สุดในโลก
“แม่จ๋า สวยไหมคะ?”
ฉันย่อตัวลงกอดลูกสาวตัวน้อยแนบอก น้ำตาแห่งความโล่งใจและชัยชนะไหลรินออกมาอย่างเงียบๆ
“สวยที่สุดในโลกเลยลูก… ตั้งแต่นี้ไป ชีวิตของเราสองคนแม่ลูก จะมีแต่ความสุข และไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายเราได้อีกแล้ว”
(จบบริบูรณ์ – END)