ภาค 3 (Part 3 – อวสาน): จุดจบของคนทรยศและการล่มสลาย

ภาค 3 (Part 3 – อวสาน): จุดจบของคนทรยศและการล่มสลาย

สิ้นเสียงคำสั่งอันเด็ดขาดของฉัน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหญิงสี่คนก็ก้าวขึ้นไปบนเวทีทันทีโดยไม่ลังเล วิรินทร์หวีดร้องลั่นพลางถอยกรูดไปจนมุม “อย่านะ! อย่าแตะต้องตัวฉัน! ภวัต ช่วยฉันด้วย! ช่วยฉันสิ!”

แต่ภวัตในเวลานี้ไม่เหลือคราบของซีอีโอผู้ทรงอำนาจอีกต่อไป เขาล้มทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น ตาค้างมองดูความพินาศที่กำลังคืบคลานเข้ามา เจ้าหน้าที่ดึงสร้อยเพชรออกจากคอของวิรินทร์อย่างไม่ปรานี ความแรงทำให้ผิวเนื้อเนียนของเธอขึ้นรอยแดงเป็นปื้น ไม่เพียงเท่านั้น เสื้อคลุมเฟอร์ราคาแพงและกระเป๋าถือแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดที่ภวัตแอบใช้เงินบริษัทซื้อให้ ก็ถูกยึดกลับมาทั้งหมดต่อหน้าแสงแฟลชจากกล้องนักข่าวนับร้อยตัวที่รัวชัตเตอร์ไม่หยุด ภาพของ “ว่าที่รองประธานคนใหม่” กลายสภาพเป็นผู้หญิงไร้ยางอายที่ถูกปลดเปลื้องเครื่องประดับประจานต่อหน้าสายตาคนทั้งประเทศในชั่วพริบตา

“ลากตัวเธอออกไป แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน. คลองสาน ดำเนินคดีข้อหารับของโจรและสมรู้ร่วมคิดในการยักยอกทรัพย์” ฉันสั่งเสียงเรียบ

“รินรดา! ฉันขอโทษ! ฉันไม่ได้ตั้งใจ ภวัตเป็นคนหลอกฉัน เขาบอกว่าจะหย่ากับเธอแล้วยกทุกอย่างให้ฉัน!” วิรินทร์ร้องไห้โฮ น้ำตาไหลเปรอะเปื้อนเครื่องสำอางหนาเตอะ ร่างของเธอถูกลากออกไปตามทางเดิน ท่ามกลางเสียงสาปแช่งและสายตาเหยียดหยามของพนักงานที่เธอเคยใช้อำนาจกดขี่

เมื่อกำจัดเศษขยะชิ้นแรกออกไปแล้ว สายตาของฉันก็เลื่อนกลับมามองชายที่คุกเข่าอยู่แทบเท้า

ภวัตเริ่มได้สติ เขารีบคลานเข่าเข้ามากอดข้อเท้าของฉันไว้แน่น น้ำตาลูกผู้ชายที่เคยเย่อหยิ่งไหลพราก “ริน… รินครับ ผมผิดไปแล้ว! ผมหน้ามืดตามัว ผมโดนผู้หญิงคนนั้นเป่าหู! เรารักกันมากไม่ใช่เหรอริน สามปีที่ผ่านมาเราสร้างมันมาด้วยกันนะ! ยกโทษให้ผมเถอะนะริน ผมยอมกราบเท้าคุณตรงนี้เลยก็ได้ อย่าทำลายชีวิตผมแบบนี้เลย!”

ภวัตก้มลงกราบแทบรองเท้าส้นสูงของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวของเขากระแทกกับพื้นพรมจนหน้าผากแดงช้ำ แขกเหรื่อทุกคนต่างพากันถ่ายคลิปวิดีโอความน่าสมเพชนี้ไว้ ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย แม้แต่นักลงทุนที่เคยประจบประแจงเขาก็ยังแอบเบือนหน้าหนี

ฉันก้มลงมองเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะสะบัดเท้าออกจากการเกาะกุมอย่างรังเกียจ

“สามปีที่เราสร้างมาด้วยกันงั้นเหรอ?” ฉันแค่นยิ้ม “คุณไม่ได้สร้างอะไรเลยภวัต สูตรเครื่องสำอางที่คุณเอาไปอวดอ้างกับสื่อ ฉันเป็นคนคิดค้นในห้องแล็บตอนที่คุณกำลังไปตีกอล์ฟ แผนการตลาดที่คุณบอกว่าเป็นไอเดียของคุณ ฉันเป็นคนอดหลับอดนอนเขียนมันตอนที่คุณออกไปเริงร่ากับผู้หญิงคนอื่น คุณเป็นแค่หุ่นเชิดที่ฉันสร้างขึ้นมา… และในเมื่อหุ่นเชิดตัวนี้มันคิดจะแว้งกัดเจ้าของ ฉันก็แค่ทำลายมันทิ้ง!“

ทนายความของท่านเจ้าสัวเกริกเกียรติก้าวเข้ามายื่นเอกสารปึกใหญ่ตรงหน้าภวัต “นายภวัต ทางเราได้ตรวจสอบบัญชีย้อนหลังพบว่า คุณได้ทำการยักยอกเงินทุนวิจัยและเงินหมุนเวียนของบริษัทไปมากกว่าสามร้อยล้านบาท เพื่อปรนเปรอนางสาววิรินทร์และซื้ออสังหาริมทรัพย์ส่วนตัว คณะกรรมการมีมติฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาให้ถึงที่สุด โทษจำคุกของคุณอาจสูงถึงยี่สิบปี และทรัพย์สินทั้งหมดของคุณรวมถึงบ้าน คอนโดมิเนียม และรถหรู จะถูกกรมบังคับคดียึดทรัพย์เพื่อชดใช้หนี้สินในวันพรุ่งนี้!“

“สามร้อยล้าน… ยี่สิบปี…” ภวัตพึมพำด้วยสายตาเหม่อลอยเหมือนคนเสียสติ เขารู้ดีว่าคฤหาสน์หรู รถสปอร์ต และชีวิตไฮโซที่เขารักนักหนากำลังจะมลายหายไปในอากาศ เขาจะไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่เงินจะจ้างทนายมาสู้คดี

เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบสี่นายเดินเข้ามาในห้องบอลรูม เสียงเหล็กกระทบกันของกุญแจมือดังก้อง ภวัตถูกล็อกข้อมือทั้งสองข้างแล้วพยุงลากตัวลุกขึ้น ชายหนุ่มหมดสภาพ สิ้นลายซีอีโอผู้ยิ่งใหญ่ ใบหน้าซีดเซียวราวกับคนตาย เดินคอตกผ่านฝูงชนที่ส่งเสียงโห่ร้องขับไล่

ฉันเดินขึ้นไปบนเวทีอย่างสง่างาม แสงสปอตไลต์ที่เคยส่องไปที่คนทรยศ บัดนี้สว่างไสวโอบล้อมร่างของฉันเพียงผู้เดียว ฉันจับไมโครโฟนขึ้นมา กวาดสายตามองพนักงานทุกคนที่กำลังปรบมือให้อย่างกึกก้อง

“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป บริษัทนี้จะไม่มีการหลอกลวงอีกต่อไป ฉัน รินรดา ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่และผู้ถือหุ้นใหญ่ จะนำพาพวกเราก้าวไปข้างหน้าด้วยความซื่อสัตย์และความจริงใจ พนักงานทุกคนจะได้รับโบนัสพิเศษสามเดือนในค่ำคืนนี้ เพื่อเป็นการขอบคุณที่ทุกคนทุ่มเททำงานอย่างหนัก!”

เสียงเฮลั่นห้องบอลรูมดังสะท้อนด้วยความยินดี งานกาล่าดำเนินต่อไปด้วยบรรยากาศแห่งชัยชนะและความยุติธรรม

สามเดือนต่อมา ศาลมีคำพิพากษาตัดสินจำคุกภวัตเป็นเวลาสิบแปดปีโดยไม่รอลงอาญา ส่วนวิรินทร์ถูกตัดสินจำคุกแปดปีในข้อหาสมรู้ร่วมคิดและรับของโจร ทรัพย์สินทั้งหมดของทั้งสองถูกยึดทอดตลาดจนหมดสิ้น ภวัตต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในเรือนจำอันมืดมิด ชดใช้กรรมที่เขาเคยก่อไว้

ส่วนฉัน ยืนมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของห้องทำงานซีอีโอบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้า มองดูแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพมหานคร ฉันสูญเสียสามีที่ไร้ค่าไปหนึ่งคน แต่สิ่งที่ฉันได้กลับคืนมา คืออิสรภาพ ศักดิ์ศรี และอาณาจักรธุรกิจที่เติบโตขึ้นอย่างสง่างามด้วยพลังมือของฉันเองอย่างแท้จริง.

Leave a Comment