ตอนที่ 3 : บาปบริสุทธิ์และจุดจบ (จบบริบูรณ์)
สองสัปดาห์ต่อมา บรรยากาศภายในบ้านยังคงดำเนินไปอย่างราบเรียบ มินตราได้รับการดูแลประคบประหงมเป็นอย่างดีในฐานะว่าที่คุณแม่ ส่วนวิชัยก็ยังคงหาเศษหาเลยกับลูกสะใภ้ในมุมมืดของบ้านทุกครั้งที่สบโอกาส โดยที่ทั้งสองไม่เคยรู้เลยว่า กล้องวงจรปิดขนาดจิ๋วที่ฉันแอบติดตั้งไว้ตามจุดอับต่างๆ ภายในบ้าน ได้บันทึกพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของพวกเขาทุกการกระทำ
ในขณะเดียวกัน อาร์ทอาศัยความเป็นพยาบาลและเส้นสายในโรงพยาบาล แอบนำเส้นผมและแปรงสีฟันของวิชัยไปตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอกับตัวอย่างเลือดของมินตราที่เจาะตรวจครรภ์ไว้ก่อนหน้านี้อย่างลับๆ
จนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ วันที่ครอบครัวของเรานัดรับประทานอาหารกลางวันมื้อพิเศษร่วมกันที่บ้าน โดยวิชัยเป็นคนเสนอให้อาร์ทหยุดงานเพื่อฉลองเรื่องการตั้งครรภ์
โต๊ะอาหารยาวถูกจัดวางด้วยอาหารรสเลิศ กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง แต่ความกดดันกลับอัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก วิชัยนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ มินตรานั่งเคียงข้างอาร์ท ส่วนฉันนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“วันนี้พ่อมีความสุขมากจริงๆ” วิชัยเริ่มต้นพูดพลางยกแก้วไวน์ขึ้น “ครอบครัวเรากำลังจะเติบโต อาร์ทก็มีหน้าที่การงานมั่นคง มินตราก็เป็นภรรยาที่ดี ต่อไปนี้บริษัทของเราก็จะมีทายาทรุ่นต่อไปมารับช่วงต่อแล้ว”
มินตรายิ้มรับอย่างอ่อนหวาน “มินสัญญาค่ะว่าจะดูแลลูกและพี่อาร์ทให้ดีที่สุด”
“อ้อ พูดถึงเรื่องลูก…” อาร์ทวางช้อนส้อมลงอย่างช้าๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความเย็นชาที่ทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะเปลี่ยนเป็นเงียบกริบ “ผมมีของขวัญพิเศษจะมอบให้พ่อกับมินในวันนี้ด้วยครับ”
อาร์ทดึงซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึกออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง เขาวางมันลงตรงหน้าวิชัยอย่างแผ่วเบา
“อะไรเหรอลูก เอกสารประกันชีวิตเหรอ?” วิชัยถามอย่างแปลกใจ พลางเอื้อมมือไปเปิดซองออก
ทันทีที่เอกสารด้านในถูกดึงออกมา ใบหน้าของวิชัยก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในชั่วพริบตา สิ่งแรกที่โผล่ออกมาคือภาพถ่ายคมชัดนับสิบใบ ภาพที่เขาและมินตรานัวเนียกันหน้าม่านรูด ภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องทำงานที่บ้านตอนที่มินตรานั่งตักเขา และภาพที่ทั้งสองแอบจูบกันในห้องครัว
มินตราที่ชะโงกหน้ามาดูถึงกับหน้าซีดเผือด แก้วน้ำในมือหลุดร่วงลงกระแทกพื้นแตกกระจายดัง เพล้ง!
“พะ…พี่อาร์ท นี่มัน…” มินตราปากคอสั่น พูดจาไม่เป็นภาษา
“ตกใจเหรอมิน?” อาร์ทหันไปมองภรรยาด้วยสายตาที่ไร้ความปรานี “คิดว่าสิ่งที่พวกเธอทำในที่ลับ จะไม่มีใครรู้เห็นอย่างนั้นเหรอ?”
“อาร์ท! ฟังพ่อก่อนนะลูก มันไม่ใช่อย่างที่แกคิด!” วิชัยลนลานจนแทบพลัดตกจากเก้าอี้ เขาพยายามจะแก้ตัว แต่เสียงของเขากลับสั่นจนฟังไม่ได้ศัพท์
“ไม่ใช่สิ่งที่คิดอย่างนั้นเหรอครับพ่อ?” อาร์ทหยิบกระดาษอีกแผ่นหนึ่งในซองออกมา แล้วโยนลงบนโต๊ะอาหารต่อหน้าทุกคน “แล้วผลตรวจดีเอ็นเอของเด็กในท้องมินตราแผ่นนี้ล่ะครับ พ่อจะอธิบายว่ายังไง!”
ข้อความสรุปผลตรวจทางพันธุกรรมด้านล่างระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ความน่าจะเป็นที่วิชัยเป็นบิดาทางชีววิทยาของทารกในครรภ์มีค่าสูงถึงร้อยละ 99.99
ห้องอาหารตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า มินตราทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นตัวสั่นงันงก “มินขอโทษ… มินไม่ได้ตั้งใจ พี่อาร์ท ยกโทษให้มินเถอะนะคะ พ่อเขาบังคับมิน พ่อเขาขู่มิน!”
“นังแพศยา! แกพูดบ้าอะไรของแก!” วิชัยตวาดลั่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธและความอับอาย “แกเป็นคนเข้าหาฉันเองไม่ใช่เหรอ บอกว่าเบื่อที่เจ้าอาร์ทไม่มีเวลาให้ อยากได้เงิน อยากได้ความสบาย!”
“หุบปากทั้งคู่!” ฉันตบโต๊ะอาหารเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับชายที่ฉันเคยเรียกว่าสามี
“เอื้อง… เธอต้องช่วยฉันนะ เรื่องนี้เคลียร์กันข้างในได้ อย่าให้เป็นเรื่องใหญ่เลยนะ” วิชัยหันมาอ้อนวอนฉัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ช่วยเหรอวิชัย?” ฉันแค่นยิ้มเยาะ “ตลอดสามสิบเอ็ดปีที่ผ่านมา ฉันซื่อสัตย์และทุ่มเทให้คุณทุกอย่าง เตี่ยฉันมอบเงินทุน มอบโอกาสให้คุณได้ลืมตาอ้าปาก แต่คุณกลับตอบแทนด้วยการแทงข้างหลังฉัน และทำลายชีวิตลูกชายแท้ๆ ของตัวเอง!”
ฉันหยิบเอกสารอีกชุดหนึ่งออกมาวางทับลงไป
“นี่คือเอกสารฟ้องหย่า และคำสั่งปลดคุณออกจากตำแหน่งผู้บริหารบริษัทอย่างเป็นทางการ ทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงบ้านหลังนี้เป็นชื่อของฉันตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ส่วนหุ้นในบริษัท เงินลงทุนเกือบทั้งหมดเป็นมรดกของเตี่ย ทนายของฉันจัดการยื่นเรื่องอายัดบัญชีและตรวจสอบการทุจริตที่คุณแอบยักยอกเงินบริษัทไปปรนเปรอนังเด็กคนนี้เรียบร้อยแล้ว”
วิชัยตาค้าง แข้งขาอ่อนแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่ง “เธอจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะเอื้อง ฉันสร้างบริษัทนี้มากับมือ!”
“คุณไม่ได้สร้างอะไรเลยวิชัย คุณแค่ขโมยมันไปจากครอบครัวฉัน” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “เก็บเสื้อผ้าของคุณ แล้วไสหัวออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะแจ้งความดำเนินคดีเรื่องยักยอกทรัพย์ และฟ้องชู้เรียกค่าเสียหายให้คุณไม่เหลือแม้แต่เศษสตางค์แดงเดียว!”
อาร์ทเดินตรงเข้าไปหามินตราที่ยังคงร้องไห้อยู่ที่พื้น เขามองเธอด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ปราศจากทั้งความรักและความเกลียดชัง
“ส่วนเธอ มินตรา… รถคันที่เธอขับ เป็นชื่อของแม่ฉัน พรุ่งนี้ฉันจะให้คนไปยึดคืน และเตรียมตัวรับหมายศาลคดีฟ้องหย่าได้เลย เด็กในท้อง… เขาเป็นลูกของพ่อ ไม่ใช่ลูกของฉัน ไปเรียกร้องค่าเลี้ยงดูกับชู้รักของเธอเอาเอง”
“พี่อาร์ท อย่าทิ้งมินไปแบบนี้ มินไม่มีใครแล้ว!” มินตรากอดขาอาร์ทไว้แน่น แต่เขาดึงขาออกอย่างไม่แยแส ก่อนจะก้าวถอยหลังมายืนเคียงข้างฉัน
วิชัยและมินตรามองหน้ากันด้วยความสิ้นหวัง คนสองคนที่เคยร่วมมือกันหักหลังคนอื่น บัดนี้กลับมองกันด้วยสายตาชิงชังและกล่าวโทษกันเอง ชายวัยกลางคนที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้ไม่เหลืออะไรเลย ทั้งเงินทอง เกียรติยศ และครอบครัว ส่วนหญิงสาวที่หวังทางลัดสู่ความร่ำรวย กลับต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต พร้อมกับหนี้สินและความอัปยศ
หนึ่งเดือนต่อมา…
เรื่องราวทั้งหมดจบลงที่ชั้นศาล วิชัยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานยักยอกทรัพย์และต้องชดใช้เงินคืนให้บริษัทจนหมดเนื้อหมดตัว เขาต้องย้ายไปเช่าห้องพักซอมซ่อแถบชานเมืองเพื่อรอรับโทษ ส่วนมินตราก็หอบท้องกลับไปอยู่บ้านเดิมต่างจังหวัด ท่ามกลางเสียงนินทาของชาวบ้านที่รู้ความจริง
ฉันและอาร์ทเดินทางกลับมาที่สุสานในนครปฐมอีกครั้ง แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมากระทบป้ายหลุมศพของเตี่ยอย่างอบอุ่น ดอกพุดตานสีขาวบริสุทธิ์ถูกวางลงบนแท่นหิน
“ขอบคุณครับแม่ ที่อยู่ข้างผมตลอด” อาร์ทพูดพลางโอบไหล่ฉัน รอยยิ้มที่แท้จริงเริ่มกลับมาปรากฏบนใบหน้าของลูกชายอีกครั้ง
“เราสองคนจะเริ่มต้นใหม่ด้วยกันลูก” ฉันจับมือลูกไว้แน่น “ตราบใดที่เรายังมีกันและกัน ไม่มีพายุลูกไหนจะทำลายเราได้อีกแล้ว”
ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง ไร้เมฆหมอกมืดมน คำสอนของเตี่ยยังคงก้องอยู่ในใจ… ความรักที่แท้จริงไม่ได้ทำให้เราตาบอด แต่มันคือพลังที่ทำให้เราเข้มแข็งพอที่จะก้าวข้ามความเจ็บปวด และเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีศักดิ์ศรี