ตอนที่ 3 (Part 3 – อวสาน): งานศพของคนเป็น และบทสรุปแห่งกรรม
ค่ำคืนของงานกาล่าเปิดตัวบริษัทโลจิสติกส์สาขาใหม่ ณ ห้องบอลรูมของโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ แขกเหรื่อระดับมหาเศรษฐี นักธุรกิจ และสื่อมวลชนสายธุรกิจสวมชุดราตรีและสูทหรูหรามาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง
บนเวทีใหญ่ ปรากฏร่างของ “คุณภาคิน” หรือภานุในอดีต ในชุดสูททักซิโด้สีดำสั่งตัดอย่างประณีต เขายืนเคียงข้างพิมพ์ดาวที่สวมชุดราตรีสีงากลางวงล้อมของครอบครัว ภานุกำลังกล่าวสุนทรพจน์ด้วยรอยยิ้มมั่นใจ พูดถึงความสำเร็จ วิสัยทัศน์ และความรักที่เขามีต่อภรรยาและลูกชายอย่างซาบซึ้ง
“ผมขอบคุณคุณพิมพ์ดาวและครอบครัวที่ให้โอกาสเด็กบ้านนอกคนหนึ่งได้มีวันนี้ ผมสัญญาว่าจะดูแลบริษัทและครอบครัวของเราด้วยชีวิต…” เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้อง
แปะ… แปะ… แปะ…
เสียงตบมือช้าๆ ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังสุดของห้องบอลรูม ท่ามกลางความเงียบที่เริ่มก่อตัว ผู้คนต่างหันไปมองเป็นตาเดียว ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสีดำสนิท ไร้เครื่องประดับหรูหรา ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาดุจเปลวเพลิง กำลังก้าวเดินตรงไปยังหน้าเวทีอย่างสง่างามและมั่นคง
นั่นคือฉันเอง
เมื่อสายตาของภานุประสานเข้ากับฉัน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างทันที ไมโครโฟนในมือสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ สีหน้าของเขาถอดสี ขาวซีดจนแทบไม่มีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดผวาเหมือนเห็นวิญญาณผุดขึ้นมาจากนรก
“พูดได้ซาบซึ้งมากค่ะ… คุณภาคิน หรือฉันควรจะเรียกคุณว่า นายภานุ สามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของฉันดีล่ะคะ?” ฉันเอ่ยเสียงดังฟังชัด ทะลุผ่านความเงียบของห้องบอลรูม
เสียงฮือฮาดังระงมขึ้นมาทันที พิมพ์ดาวขมวดคิ้วแน่น หันไปมองหน้าภานุสลับกับฉัน “คุณเป็นใครกันคะ? ยาม! รปภ. มาลากผู้หญิงคนนี้ออกไปเดี๋ยวนี้!”
“อย่าเพิ่งรีบร้อนสิคะคุณพิมพ์ดาว” ฉันเดินขึ้นไปหยุดอยู่ตรงหน้าบันไดเวที หยิบโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบบลูทูธและโปรเจกเตอร์ของห้องจัดเลี้ยงผ่านความร่วมมือของช่างเทคนิคที่เพื่อนทนายของฉันประสานไว้ล่วงหน้า
พริบตาเดียว หน้าจอยักษ์บนเวทีที่เคยแสดงโลโก้บริษัทก็เปลี่ยนไป มันฉายภาพใบทะเบียนสมรสของฉันกับภานุ ตามด้วยภาพใบมรณบัตรปลอม ภาพถ่ายเปรียบเทียบรอยแผลเป็นหลังใบหู และคลิปวิดีโอคำสารภาพของพี่เด่นที่เล่าถึงแผนการจัดฉากฆาตกรรมเผารถอย่างละเอียด รวมถึงหลักฐานการโอนเงินก้อนโตเข้าบัญชีลับ
เสียงซุบซิบกลายเป็นความโกลาหล พิมพ์ดาวหน้าซีดเผือด หันไปตบหน้าภานุอย่างแรงจนหน้าหัน “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! แกหลอกฉันมาตลอดเหรอ!”
พ่อของพิมพ์ดาวลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธจัด สั่งบอดี้การ์ดล็อกตัวภานุไว้ทันที “แกเป็นใครกันแน่! แล้วแกกล้าดียังไงเอาเรื่องสกปรกพวกนี้มาแปดเปื้อนตระกูลฉัน!”
ภานุพยายามดิ้นรน เขามองมาที่ฉันด้วยสายตาอ้อนวอนและหวาดกลัว “ริน… รินจ๊ะ ฟังพี่ก่อนนะ พี่ทำไปทั้งหมดเพื่ออนาคตของเรานะริน รินอย่าทำลายพี่แบบนี้เลย!”
ฉันมองผู้ชายที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความรัก ความผูกพันที่เคยมีให้แหลกสลายไปไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว “เพื่อเราเหรอภานุ? เงินทุกบาทที่คุณใช้ คุณเหยียบย่ำบนความทุกข์ของฉัน และที่เลวร้ายที่สุด… คุณเหยียบย่ำบนกองกระดูกของผู้บริสุทธิ์ที่คุณเผาทั้งเป็นเพื่อเอาตัวรอด!”
สิ้นเสียงของฉัน ประตูด้านหลังห้องบอลรูมก็เปิดออก เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามพร้อมหมายจับเดินแถวเข้ามาในงาน นำโดยสารวัตรสืบสวนที่เข้ามารับช่วงคดีต่อหลังจากที่ทนายของฉันยื่นหลักฐานเด็ดให้เมื่อช่วงบ่าย
“นายภานุ หรือนายภาคิน คุณถูกจับกุมในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน, ปลอมแปลงเอกสารราชการ, แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฉ้อโกง” สารวัตรประกาศเสียงกร้าว ก่อนที่กุญแจมือเหล็กกล้าจะถูกสับลงบนข้อมือทั้งสองข้างของเขา
ภานุร้องไห้โฮ ทรุดตัวลงกอดขารองเท้าของฉัน “ริน! ช่วยพี่ด้วย! พี่ยังไม่อยากติดคุก รินยกโทษให้พี่เถอะนะ!”
ฉันก้มลงมองเขา ดึงชายกระโปรงออกจากมือที่เปื้อนเลือดของเขาอย่างรังเกียจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท “ตอนที่คุณจุดไฟเผารถคันนั้น คุณไม่ได้ยินเสียงเขาร้องขอชีวิตเหรอภานุ? ผลกรรมที่คุณก่อไว้ มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น… ไปชดใช้ในคุกเถอะ”
ตำรวจลากตัวภานุออกไปจากงานท่ามกลางสายตารังเกียจเดียดฉันท์ของแขกทุกคนในงาน และแสงแฟลชจากกล้องนักข่าวที่รัวถ่ายภาพไม่หยุด พิมพ์ดาวทรุดตัวร้องไห้สะอึกสะอื้นโดยมีบิดาคอยประคอง ธุรกิจและชื่อเสียงที่ภานุพยายามสร้างขึ้นมาบนความหลอกลวงพังทลายลงในพริบตาเดียว
ฉันเดินออกจากโรงแรมหรูแห่งนั้น ลมหนาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาพัดผ่านกระทบใบหน้า แต่ครั้งนี้ในใจของฉันไม่ได้รู้สึกหนาวเหน็บอีกต่อไป
ฉันเดินทางตรงไปยังสุสานที่เคยเก็บเถ้ากระดูกของชายไร้ชื่อ วางช่อดอกไม้สีขาวลงบนแท่นหินอ่อน แล้วพนมมือขึ้น “คุณคะ… วันนี้ฉันทวงความยุติธรรมคืนให้คุณแล้วนะ หลับให้สบายเถอะค่ะ”
น้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินลงมา แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความโศกเศร้าอีกต่อไป มันคือน้ำตาแห่งการปลดปล่อย อดีตอันมืดมนได้จบสิ้นลงแล้ว และจากนี้ไป ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่… ชีวิตที่มีเกียรติและมีคุณค่า โดยไม่มีเงาของคนตายมาหลอกหลอนอีกตลอดกาล.