PART 3: จุดจบคนทรยศและการล้างมลทิน (ความยาวประมาณ 1,000 คำ)
ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณห้องขังราวกับเวลาได้หยุดหมุน สารวัตรวิเชียรยืนเบิกตากว้าง ปืนพกในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นซีเมนต์เสียงดัง แกร๊ก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าที่ซีดเผือดจนไร้สีเลือด
“ผะ… ผู้กำกับ? มึง… เอ๊ย… ท่านคือผู้กำกับอรัญญา?” วิเชียรพูดตะกุกตะกัก ขาทั้งสองข้างแทบจะพยุงน้ำหนักตัวไม่อยู่
กานดาหยิบกุญแจมือจากกระเป๋าเสื้อของวิเชียรมาไขเปิดประตูห้องขังออก ฉันก้าวเท้าเดินออกมาอย่างช้าๆ ปลดผ้ากันเปื้อนที่เปื้อนคราบแป้งและหยาดเหงื่อออก โยนมันลงบนโต๊ะสิบเวร สายตาของฉันจับจ้องไปที่นายตำรวจทั้งโรงพักที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ใต้การควบคุมของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ
“ใช่ ฉันคือ พันตำรวจเอกหญิง อรัญญา บวรเกียรติ ผู้กำกับการคนใหม่ของพวกเธอ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน ทรงอำนาจและเยือกเย็น “และตลอด 21 วันที่ผ่านมา ฉันได้บันทึกหลักฐานการรีดไถ การใช้อำนาจข่มเหงประชาชน และการทุจริตทั้งหมดของพวกเธอไว้ครบถ้วน ทั้งภาพถ่าย คลิปเสียง และบัญชีส่วยลับ”
ฉันหันไปหากานดา “ปลดอาวุธและควบคุมตัวสารวัตรวิเชียรกับพวกทั้งหมด ดำเนินคดีตาม ม.157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรรโชกทรัพย์ และกักขังหน่วงเหนี่ยว ส่วนนายตำรวจคนอื่นที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีส่วย ให้สั่งพักราชการและตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงทันที!”
“รับทราบค่ะท่าน!” กานดาสั่งการอย่างเฉียบขาด เจ้าหน้าที่คอมมานโดตรงเข้าจับกุมวิเชียรและพวกทันที
วิเชียรที่กำลังถูกใส่กุญแจมือทรุดตัวลงคุกเข่า ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา “ท่านผู้กำกับครับ! ได้โปรดเมตตาผมด้วย! ผมทำตามคำสั่ง… ผมไม่ได้อยากทำ แต่นายสั่งมา ถ้าผมไม่ทำ ผมก็อยู่ไม่ได้!”
ฉันก้มลงมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรังเกียจ “ตอนที่คุณเตะกระจาดกล้วยทอดของแม่ม่ายคนนั้นจนพัง ตอนที่คุณขู่จะยัดยาบ้าให้คนบริสุทธิ์ คุณเคยคิดถึงความเมตตาบ้างไหม? เกียรติยศของเครื่องแบบนี้ ประชาชนมอบให้มาเพื่อปกป้องพวกเขา ไม่ใช่เอามาใช้เป็นตั๋วรีดไถเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง!”
ฉันเว้นจังหวะ ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูเขา “ถ้าอยากรอดคุกตลอดชีวิต บอกมาเดี๋ยวนี้… พงษ์ศิริอยู่ที่ไหน?”
วิเชียรกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความกลัวตายทำให้เขาไม่ลังเลที่จะหักหลังเจ้านายอีกต่อไป “คฤหาสน์ริมแม่น้ำแม่กลองครับ… ท้ายซอยวัดบางกระโด เขาเปิดเป็นบ่อนการพนันลับและศูนย์กระจายของเถื่อน ตอนนี้เขากำลังรอแบ่งเงินส่วยรอบบ่ายอยู่ที่นั่น!”
ฉันยืดตัวขึ้น หันไปมองนาฬิกาข้อมือ เวลา 16:30 น. ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มหม่น
“กานดา จัดทีมชุดจู่โจมพิเศษ 3 ชุด ประสานงานกับ ป.ป.ส. และกองปราบปราม เราจะเข้าปิดล้อมคฤหาสน์ริมน้ำทันที”
“ท่านคะ แล้วเรื่องหนอนบ่อนไส้ใน บก. ล่ะคะ?” กานดาถามด้วยสีหน้ากังวล
“ไม่ต้องห่วง ฉันส่งข้อมูลหลักฐานเส้นทางการเงินและรายชื่อนายตำรวจระดับรองผู้การที่รับส่วยตรงไปยังโต๊ะของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ชั่วโมงก่อน ตอนนี้ป.ป.ช. กำลังเข้าควบคุมตัวพวกเขาอยู่ที่กรุงเทพฯ คราวนี้เราจะล้างบางพวกมันให้หมดทั้งสาย!”
เวลา 17:15 น. ขบวนรถหุ้มเกราะและรถสายตรวจเคลื่อนตัวเข้าปิดล้อมคฤหาสน์หรูสองชั้นริมแม่น้ำแม่กลองอย่างเงียบเชียบ กำแพงสูงตระหง่านและกล้องวงจรปิดรอบทิศทางบ่งบอกถึงการป้องกันที่แน่นหนา แต่ด้วยการนำทางของแผนผังที่ได้มา หน่วยจู่โจมจึงสามารถตัดกระแสไฟฟ้าและบุกพังประตูรั้วเหล็กเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว
เสียงระเบิดแฟลชแบงและเสียงปืนดังสนั่นขึ้นชั่วครู่ ก่อนที่การต่อต้านจากบอดี้การ์ดติดอาวุธจะถูกสยบลงอย่างราบคาบ
ฉันก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถงใหญ่ชั้นล่าง กลิ่นควันซิการ์และกลิ่นเงินสดยังคงอบอวล บนโต๊ะไม้สักตัวยาวมีกระเป๋าใส่ธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทวางเรียงรายอยู่นับสิบล้านบาท และที่หัวโต๊ะ ชายในเสื้อพระราชทานสีเทากำลังถูกเจ้าหน้าที่คอมมานโดกดตัวแนบอยู่กับพื้น
พงษ์ศิริเงยหน้าขึ้นมา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและตกใจเมื่อเห็นฉันเดินเข้ามาในชุดเครื่องแบบนายตำรวจเต็มยศ ประดับยศพันตำรวจเอกอย่างสง่างาม
“อรัญญา… ลูกสาวของไอ้อาทิตย์!” พงษ์ศิริกัดฟันกรอด “มึงยังไม่ตาย…”
“คนที่ควรจะตายไปแล้วคือคุณต่างหาก พงษ์ศิริ” ฉันหยุดยืนตรงหน้าเขา น้ำเสียงของฉันสั่นสะท้านเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นมานานถึง 5 ปี “5 ปีที่แล้ว คุณทรยศพ่อของฉัน คุณขายข้อมูลปฏิบัติการให้พ่อค้ายา แล้วยิงพ่อของฉันจากด้านหลัง ก่อนจะจัดฉากว่าตัวเองตกเหวตายเพื่อหนีความผิดและมาเสวยสุขบนกองเงินบาปพวกนี้!”
พงษ์ศิริหัวเราะในลำคออย่างบ้าคลั่ง “พ่อของมึงมันโง่เอง! ซื่อสัตย์จนตัวตาย! คิดว่าเงินเดือนข้าราชการไม่กี่หมื่นจะเลี้ยงชีวิตได้เหรอวะ? โลกนี้มันขับเคลื่อนด้วยอำนาจและเงินตรา! ถ้าพ่อมึงยอมรับข้อเสนอตั้งแต่วันนั้น ป่านนี้คงได้เป็น พลตำรวจเอก ไปแล้ว ไม่ต้องมานอนเน่าอยู่ในหลุมศพหรอก!”
คำพูดเหยียดหยามนั้นทำให้เลือดในกายของฉันเดือดพล่าน แต่ฉันไม่ลดตัวลงไปใช้ความรุนแรง ฉันหยิบคลิปบันทึกเสียงที่พ่อของฉันแอบซ่อนไว้ในนาฬิกาข้อมือก่อนเสียชีวิต—หลักฐานชิ้นสุดท้ายที่ฉันเพิ่งกู้ข้อมูลกลับมาได้—ชูขึ้นตรงหน้าเขา
“พ่อของฉันไม่ได้โง่ พ่อของฉันเป็นตำรวจจริงจนถึงวินาทีสุดท้าย และพ่อก็รู้สันดานของคุณดี… หลักฐานชิ้นนี้ รวมกับสมุดบัญชีส่วยและเส้นทางการฟอกเงินทั้งหมดในตู้เซฟหลังห้องทำงานของคุณ จะทำให้คุณไม่มีวันได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีกต่อไป”
ฉันหันไปสั่งเจ้าหน้าที่ “คุมตัวมันไป แจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฟอกเงิน ค้าของเถื่อน และเป็นหัวหน้าขบวนการอั้งยี่ซ่องโจร!”
พงษ์ศิริถูกลากตัวออกไป ท่ามกลางเสียงสาปแช่งและเสียงกรีดร้องปฏิเสธที่ไม่มีใครสนใจฟังอีกต่อไป
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ ตลาดสดเทศบาลเมืองราชบุรี
บรรยากาศในตลาดกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เสียงหัวเราะ เสียงพ่อค้าแม่ค้าต่อรองราคา และรอยยิ้มที่สดใสปรากฏขึ้นทั่วทุกหัวมุมถนน ไม่มีใครต้องคอยหวาดผวาเสียงไซเรนหรือเงาของตำรวจรีดไถอีกต่อไป ป้าขายกล้วยทอดได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาและกลับมาเปิดร้านใหม่ ส่วนยายขายผักก็ไม่ต้องแอบซ่อนเงินในกระป๋องสังกะสีอีกแล้ว
ฉันเดินตรวจตลาดในชุดเครื่องแบบตำรวจที่เรียบร้อย พ่อค้าแม่ค้าต่างพากันยกมือไหว้ด้วยความซาบซึ้งใจและอบอุ่นใจ
“ขอบคุณท่านผู้กำกับมากนะคะ ที่คืนความสงบสุขให้พวกเรา” ยายขายผักเดินเข้ามากุมมือฉันไว้แน่นด้วยน้ำตาคลอเบ้า
ฉันยิ้มตอบและกุมมืออันหยาบกร้านของยาย “ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกค่ะยาย นี่คือหน้าที่ของตำรวจ… ตำรวจต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน ไม่ใช่เป็นโจรในเครื่องแบบ”
ฉันเดินต่อไปยังศาลากลางน้ำ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีครามสดใส ภาพรอยยิ้มของพ่อผุดขึ้นมาในความทรงจำ
‘พ่อคะ… ลูกทำสำเร็จแล้วนะคะ ลูกล้างมลทินให้พ่อ และนำความยุติธรรมกลับคืนมาสู่แผ่นดินนี้ได้แล้ว’