ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : บทเรียนราคาแพงของพ่อ และเกียรติยศที่ไม่อาจแย่งชิง

ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : บทเรียนราคาแพงของพ่อ และเกียรติยศที่ไม่อาจแย่งชิง ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งหอประชุมอีกครั้ง เมื่อรินดาจรดสายตาลงมองผู้คนนับพันเบื้องล่าง เสียงของเธอดังกังวานผ่านไมโครโฟน หนักแน่น มั่นคง แต่ทว่าบาดลึกเข้าไปในหัวใจของใครบางคน —ท่านผู้บังคับบัญชา คณาจารย์ และผู้มีเกียรติทุกท่าน รินดาเริ่มต้นกล่าวสุนทรพจน์ ตลอดสี่ปีที่ดิฉันสวมเครื่องแบบนี้ มีหลายครั้งที่ดิฉันต้องเผชิญกับพายุ ความหนาวเหน็บ และความเจ็บปวด แต่สิ่งที่ยากที่สุดในการเป็นทหาร ไม่ใช่การฝึกหนักในสนามรบ… หากแต่คือการต้องยอมรับความจริงว่า คนที่ควรจะโอบกอดและเชื่อมั่นในตัวเรามากที่สุด กลับเป็นคนที่ผลักเราให้ล้มลงในสายฝน คำพูดนั้นทำให้ธนิตสะดุ้งสุดตัว เหงื่อกาฬผุดซึมเต็มหน้าผาก เขารู้ดีแก่ใจว่าคำพูดนั้นหมายถึงใคร คนรอบข้างเริ่มหันมามองท่าทีแปลก ๆ ของครอบครัวเขา —บัตรเชิญเพียงใบเดียว ไม่อาจมอบเกียรติยศให้แก่ผู้ใดได้ หากผู้นั้นไม่ได้แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความเสียสละ รินดากล่าวต่อ สายตามองตรงไปยังแพรวาที่นั่งก้มหน้าจนคางแทบชิดอก กระบี่เล่มนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของความโอ้อวด แต่มันคือสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ ความอดทน และการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง แม้ในวันที่ต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่สุดก็ตาม เมื่อสุนทรพจน์จบลง เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องสรรเสริญดังกึกก้องยาวนานกว่าสามนาทีเต็ม นายทหารระดับสูงต่างตบมือด้วยความซาบซึ้งใจในจิตวิญญาณของเธอ ทันทีที่พิธีการเสร็จสิ้นลง ธนิตก็ไม่รอช้า ความโลภและความอยากอวดอ้างเข้ามาบดบังความละอายใจ เขารีบพาภรรยาและลูกเลี้ยงเบียดเสียดฝูงชนเพื่อพยายามจะเข้าใกล้รินดาที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่านายพล —รินดา! รินดาลูกพ่อ! ธนิตตะโกนเรียกเสียงดัง หวังจะให้บรรดานายทหารระดับสูงได้ยินว่าเธอคือลูกสาวของเขา นี่พ่อเองนะลูก! พ่ออยู่นี่แล้ว! นายทหารหลายคนหันมามองด้วยความสงสัย … Read more

ตอนที่ 3 : อวสานคนทรยศ (Part 3 – จบบริบูรณ์)

ตอนที่ 3 : อวสานคนทรยศ (Part 3 – จบบริบูรณ์) หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ ร้านอาหารหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา เอกภพพาพิมพ์และเด็กชายเลโอมาร่วมโต๊ะอาหารมื้อใหญ่ เพื่อฉลองล่วงหน้าให้กับ “บ้านหลังใหม่” ที่เขากำลังจะได้เงินไปดาวน์ แม่สามีของฉันนั่งอุ้มหลานชายตัวน้อย ป้อนขนมด้วยความรักใคร่ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแห่งความสุขของครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ… บนคราบน้ำตาของฉัน “พี่เอกภพคะ หนูไปดูบ้านจัดสรรโครงการแถวราชพฤกษ์ไว้แล้วนะคะ สวยมาก มีสระว่ายน้ำด้วย ถ้าได้เงินกู้ก้อนนี้มา เราไปเซ็นสัญญาจองกันเลยนะคะ” พิมพ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ได้สิพิมพ์ พรุ่งนี้เจ้าหน้าที่ธนาคารจะเอาเงินสดแคชเชียร์เช็คมามอบให้ที่บ้าน พี่เตรียมเอกสารทุกอย่างไว้หมดแล้ว” เอกภพตอบพลางยิ้มกว้าง แต่ความสุขของพวกเขาก็ต้องพังทลายลงในเช้าวันรุ่งขึ้น เช้าวันนั้น ที่ห้องรับแขกของบ้านเรือนไทยประยุกต์ เอกภพและแม่สามีนั่งรอเจ้าหน้าที่ธนาคารด้วยความตื่นเต้น ประตูรั้วเปิดออก รถยนต์สีดำสองคันแล่นเข้ามาจอดสนิท แต่คนที่ก้าวลงมาจากรถกลับไม่ใช่เจ้าหน้าที่สินเชื่อ… หากแต่เป็นฉัน ทนายวิน และเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหมายศาลในมือ เอกภพผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ “มินตรา! นี่มันเรื่องอะไรกัน? แล้วพาตำรวจกับทนายมาทำไม?” แม่สามีแผดเสียงขึ้นทันที “นังมินตรา! แกเล่นบ้าอะไรของแก เรียกตำรวจเข้าบ้านทำไม อยากให้ชาวบ้านแถวนี้เขานินทาหรือไง!” ฉันเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา ใบหน้าของฉันนิ่งสนิท ไร้ซึ่งร่องรอยของความอ่อนแออีกต่อไป ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดวิดีโอที่ฉันบันทึกไว้ในคืนวันครบรอบแต่งงาน เสียงสนทนาของเอกภพ พิมพ์ … Read more

ตอนที่ 3 (จบ): การตัดสินใจของหัวหน้าครอบครัว และบทเรียนราคาแพง

ตอนที่ 3 (จบ): การตัดสินใจของหัวหน้าครอบครัว และบทเรียนราคาแพง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าเริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างห้องรับแขก แต่มันไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอันหนาวเหน็บภายในบ้านคลี่คลายลงเลยแม้แต่น้อย นางรัตนามองหน้าลูกชายด้วยความขุ่นเคือง แกคิดว่าการแกล้งบีบน้ำตาและการอ้างบุญคุณความเป็นแม่จะทำให้แบงค์ยอมอ่อนข้อเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา “แกจะมาขึ้นเสียงกับแม่เพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ได้นะตาวงค์!” นางรัตนาเชิดหน้าขึ้น พยายามดึงอำนาจของอดีตครูใหญ่กลับคืนมา “บ้านหลังนี้ เงินที่แกส่งเสีย แม่ก็มีส่วนสร้างแกขึ้นมา แกกล้าดียังไงมาว่าแม่ใจร้าย? ถ้าไม่มีแม่ แกจะได้ดีมีงานทำขนาดนี้เหรอ? เลือกระหว่างแม่กับมันสิ! ถ้าแกเข้าข้างมัน แม่จะกลับต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้ แล้วอย่ามาเรียกฉันว่าแม่อีก!” นั่นคือไพ่ใบสุดท้ายที่นางรัตนามักจะนำมาใช้เสมอเพื่อบีบบังคับลูกชาย แกมั่นใจว่าแบงค์เป็นลูกกตัญญูและไม่มีทางกล้าตัดขาดจากแม่ของตัวเอง ทว่า คำตอบของแบงค์ในครั้งนี้กลับทำให้นางรัตนาต้องตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ แบงค์มองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาที่สงบนิ่ง ไร้ซึ่งความลังเลใดๆ อีกต่อไป เขาก้มลงมองพลอยที่กำลังกอดลูกน้อยแนบอก ร่างกายที่ผอมแห้งของภรรยาเตือนสติให้เขารู้ว่าหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเขาในตอนนี้คืออะไร “ได้ครับแม่…” แบงค์พูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นที่สุดเท่าที่นางรัตนาเคยได้ยินมา “ถ้าแม่คิดว่าการกระทำที่ทารุณคนอื่นแบบนี้คือเรื่องถูกต้อง และถ้าแม่คิดว่าบุญคุณของแม่มีไว้เพื่อเหยียบย่ำชีวิตครอบครัวของผม… ผมคงต้องขอให้แม่เก็บกระเป๋าแล้วกลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปวันนี้เลยครับ” “ตาวงค์!” นางรัตนาเบิกตากว้าง ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจอย่างถึงที่สุด “แก… แกไล่แม่เหรอ? แกไล่แม่แท้ๆ ของแกเพื่อผู้หญิงคนนี้นี่นะ?!” “ผมไม่ได้ไล่ แต่แม่เป็นคนยื่นคำขาดเองไม่ใช่เหรอครับ?” แบงค์พูดต่อโดยไม่หลบสายตา “ผมกตัญญูกับแม่มาตลอดชีวิต แต่การกตัญญูไม่ได้แปลว่าผมต้องปล่อยให้แม่มาทรมานภรรยาและลูกของผม พลอยคือคนที่ผมเลือกมาเป็นคู่ชีวิต เธออุ้มท้องลูกของผมเก้าเดือน เกือบเอาชีวิตไม่รอดในห้องคลอด ถ้าผมยังปกป้องเธอไม่ได้ ผมก็ไม่สมควรเรียกตัวเองว่าหัวหน้าครอบครัว หรือแม้กระทั่งความเป็นลูกผู้ชาย” … Read more

ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : การพิพากษาและการเริ่มต้นใหม่

ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : การพิพากษาและการเริ่มต้นใหม่ คำพูดของภพธรทำให้ฉันตื่นตัวขึ้นมาทันที ใช่แล้ว… วันนี้คือวันครบกำหนดหกเดือนตามกฎหมายที่อาเกริกพลจะยื่นคำร้องต่อศาลและบอร์ดบริหาร เพื่อประกาศว่าฉันเป็นบุคคลสาบสูญและขอโอนถ่ายหุ้นทั้งหมด รวมถึงสิทธิ์ในคฤหาสน์ให้ตกเป็นของเขาตามลำดับทายาท “ถ้าอย่างนั้น ฉันต้องรีบไปที่สำนักงานใหญ่เดี๋ยวนี้!” ฉันลุกขึ้นยืนด้วยความร้อนรน กำกระเป๋าเอกสารหลักฐานแน่น “ไม่ต้องรีบร้อนครับคุณไอริน การจะเชือดเสือ เราต้องปล่อยให้มันคิดว่าตัวเองชนะก่อน” ภพธรยิ้มอย่างใจเย็น ดวงตาของเขาฉายประกายแห่งผู้คุมเกม “ผมเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ขบวนรถและทีมทนายของผมจะพาคุณไปส่งถึงที่นั่นในจังหวะที่สมบูรณ์แบบที่สุด” เวลาสิบเอ็ดนาฬิกาตรง ณ ห้องประชุมชั้นสูงสุดของอาคารอัครเดชไพศาลทาวเวอร์ ย่านสาทร บรรยากาศภายในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด บอร์ดบริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมขนาดยักษ์ ที่หัวโต๊ะคือ อาเกริกพล ชายวัยห้าสิบปีในชุดสูทราคาแพง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและลำพองใจ “ทุกท่านคงทราบดีแล้วว่า หลานสาวของผม… ไอริน ได้หนีความผิดฐานยักยอกเงินและหายสาบสูญไปครบหกเดือนเต็มในวันนี้” เกริกพลกล่าวด้วยน้ำเสียงเสแสร้งแกล้งทำเป็นโศกเศร้า “ตามข้อบังคับของบริษัทและพินัยกรรมของพี่ชายผม เมื่อไม่มีผู้สืบทอดมารายงานตัว สิทธิ์ในการถือครองหุ้นทั้งหมดและตำแหน่งประธานกรรมการ จะต้องตกเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว ขอให้ทุกท่านลงนามรับรองด้วยครับ” ขณะที่เกริกพลกำลังจะจรดปากกาลงบนเอกสาร ประตูห้องประชุมคู่บานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยเสียงดังสนั่น! ปัง! ทุกคนในห้องประชุมหันไปมองเป็นตาเดียว เกริกพลชะงักปากกาค้าง เงยหน้าขึ้นมองด้วยความโกรธเกรี้ยว “ใครบังอาจมารบกวนการประชุมสำคัญ—” คำพูดของเขาหยุดชะงักลงทันที ใบหน้าของเกริกพลซีดเผือดจนไร้สีเลือด เมื่อเห็นร่างของฉันก้าวเข้ามาในห้องประชุมอย่างสง่างาม ฉันสวมชุดสูททางการสีดำสนิท เชิดหน้าขึ้นด้วยความมั่นใจ และข้างกายของฉันคือ ภพธร … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์): รุ่งอรุณใหม่ และคำสัญญาชั่วนิรันดร์

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์): รุ่งอรุณใหม่ และคำสัญญาชั่วนิรันดร์ แสงแรกของวันใหม่เริ่มทาทาบขอบฟ้าย่านสาทร ขับไล่ความมืดมิดและหมอกควันที่ปกคลุมค่ำคืนอันโหดร้ายจนหมดสิ้น ภายในเพนต์เฮาส์หรูที่เคยเงียบสงบดั่งป่าช้า บัดนี้อบอวลไปด้วยไออุ่นที่แท้จริงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สร้างขึ้นมา บนโต๊ะทำงานไม้สักทอง เอกสารข้อตกลงการหย่าและเช็คเงินสดมูลค่าแปดสิบล้านบาทถูกวางทิ้งไว้ตรงนั้น แต่มันไม่ได้มีความหมายใดๆ อีกต่อไป ผมหยิบไฟแช็กขึ้นมา จุดเปลวไฟสีฟ้าให้ลามเลียขอบกระดาษแผ่นนั้นอย่างช้าๆ เฝ้ามองกระดาษแห่งความสิ้นหวังแปรเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่านสีเทา ปลิวหายไปในอากาศ มินตรารับยาทำแผลและนั่งพักอยู่บนโซฟาตัวยาว ดวงตาคู่หวานของเธอยังคงแดงก่ำจากการร้องไห้ แต่แววตาที่เคยมืดมนและหวาดระแวง บัดนี้กลับกระจ่างใสและเปี่ยมไปด้วยความหวัง ผมเดินเข้าไปหาเธอพร้อมกับแก้วชานมอุ่นๆ นั่งลงข้างกายแล้วส่งมันให้เธอ “ดื่มอะไรร้อนๆ ก่อนนะ จะได้รู้สึกดีขึ้น” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยใช้ เธอรับแก้วไปถือไว้ นิ้วมือของเราแตะโดนกัน คราวนี้เธอไม่ได้ชักมือหนีอีกแล้ว แต่กลับกุมปลายนิ้วของผมตอบเบาๆ “ขอบคุณค่ะ… พี่กวินทร์” “พี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ” ผมเลื่อนตัวเข้าไปใกล้ จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “สามปีที่ผ่านมา มินต้องทนอยู่ในบ้านหลังนี้เหมือนคนติดคุก ต้องทนรับแรงกดดันจากทั้งพ่อแม่ตัวเอง และต้องทนเห็นหน้าผู้ชายที่ตัวเองไม่กล้าแม้แต่จะบอกรัก… พี่ขอโทษนะมิน ขอโทษที่พี่เอาแต่คิดถึงความเจ็บปวดของตัวเอง จนมองไม่เห็นความทรมานของเธอเลย” หยาดน้ำตาเม็ดใสเอ่อล้นคลอเบ้าของมินตราอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันคือน้ำตาแห่งความโล่งใจ “มินไม่เคยโกรธพี่เลยค่ะ ทุกครั้งที่พี่มองมินด้วยสายตาตัดพ้อ หัวใจของมินเหมือนถูกมีดกรีดนับพันเล่ม มินอยากจะวิ่งเข้าไปกอดพี่ อยากจะบอกความจริงทุกอย่าง แต่มินรู้ว่าคนของพ่อจับตาดูเราอยู่ตลอดเวลา… มินคิดเพียงแค่ว่า … Read more

ตอนที่ 3 : บาปบริสุทธิ์และจุดจบ (จบบริบูรณ์)

ตอนที่ 3 : บาปบริสุทธิ์และจุดจบ (จบบริบูรณ์) สองสัปดาห์ต่อมา บรรยากาศภายในบ้านยังคงดำเนินไปอย่างราบเรียบ มินตราได้รับการดูแลประคบประหงมเป็นอย่างดีในฐานะว่าที่คุณแม่ ส่วนวิชัยก็ยังคงหาเศษหาเลยกับลูกสะใภ้ในมุมมืดของบ้านทุกครั้งที่สบโอกาส โดยที่ทั้งสองไม่เคยรู้เลยว่า กล้องวงจรปิดขนาดจิ๋วที่ฉันแอบติดตั้งไว้ตามจุดอับต่างๆ ภายในบ้าน ได้บันทึกพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของพวกเขาทุกการกระทำ ในขณะเดียวกัน อาร์ทอาศัยความเป็นพยาบาลและเส้นสายในโรงพยาบาล แอบนำเส้นผมและแปรงสีฟันของวิชัยไปตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอกับตัวอย่างเลือดของมินตราที่เจาะตรวจครรภ์ไว้ก่อนหน้านี้อย่างลับๆ จนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ วันที่ครอบครัวของเรานัดรับประทานอาหารกลางวันมื้อพิเศษร่วมกันที่บ้าน โดยวิชัยเป็นคนเสนอให้อาร์ทหยุดงานเพื่อฉลองเรื่องการตั้งครรภ์ โต๊ะอาหารยาวถูกจัดวางด้วยอาหารรสเลิศ กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง แต่ความกดดันกลับอัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก วิชัยนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ มินตรานั่งเคียงข้างอาร์ท ส่วนฉันนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “วันนี้พ่อมีความสุขมากจริงๆ” วิชัยเริ่มต้นพูดพลางยกแก้วไวน์ขึ้น “ครอบครัวเรากำลังจะเติบโต อาร์ทก็มีหน้าที่การงานมั่นคง มินตราก็เป็นภรรยาที่ดี ต่อไปนี้บริษัทของเราก็จะมีทายาทรุ่นต่อไปมารับช่วงต่อแล้ว” มินตรายิ้มรับอย่างอ่อนหวาน “มินสัญญาค่ะว่าจะดูแลลูกและพี่อาร์ทให้ดีที่สุด” “อ้อ พูดถึงเรื่องลูก…” อาร์ทวางช้อนส้อมลงอย่างช้าๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความเย็นชาที่ทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะเปลี่ยนเป็นเงียบกริบ “ผมมีของขวัญพิเศษจะมอบให้พ่อกับมินในวันนี้ด้วยครับ” อาร์ทดึงซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึกออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง เขาวางมันลงตรงหน้าวิชัยอย่างแผ่วเบา “อะไรเหรอลูก เอกสารประกันชีวิตเหรอ?” วิชัยถามอย่างแปลกใจ พลางเอื้อมมือไปเปิดซองออก ทันทีที่เอกสารด้านในถูกดึงออกมา ใบหน้าของวิชัยก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในชั่วพริบตา สิ่งแรกที่โผล่ออกมาคือภาพถ่ายคมชัดนับสิบใบ ภาพที่เขาและมินตรานัวเนียกันหน้าม่านรูด ภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องทำงานที่บ้านตอนที่มินตรานั่งตักเขา และภาพที่ทั้งสองแอบจูบกันในห้องครัว มินตราที่ชะโงกหน้ามาดูถึงกับหน้าซีดเผือด แก้วน้ำในมือหลุดร่วงลงกระแทกพื้นแตกกระจายดัง เพล้ง! … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3 – อวสาน): งานศพของคนเป็น และบทสรุปแห่งกรรม

ตอนที่ 3 (Part 3 – อวสาน): งานศพของคนเป็น และบทสรุปแห่งกรรม ค่ำคืนของงานกาล่าเปิดตัวบริษัทโลจิสติกส์สาขาใหม่ ณ ห้องบอลรูมของโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ แขกเหรื่อระดับมหาเศรษฐี นักธุรกิจ และสื่อมวลชนสายธุรกิจสวมชุดราตรีและสูทหรูหรามาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง บนเวทีใหญ่ ปรากฏร่างของ “คุณภาคิน” หรือภานุในอดีต ในชุดสูททักซิโด้สีดำสั่งตัดอย่างประณีต เขายืนเคียงข้างพิมพ์ดาวที่สวมชุดราตรีสีงากลางวงล้อมของครอบครัว ภานุกำลังกล่าวสุนทรพจน์ด้วยรอยยิ้มมั่นใจ พูดถึงความสำเร็จ วิสัยทัศน์ และความรักที่เขามีต่อภรรยาและลูกชายอย่างซาบซึ้ง “ผมขอบคุณคุณพิมพ์ดาวและครอบครัวที่ให้โอกาสเด็กบ้านนอกคนหนึ่งได้มีวันนี้ ผมสัญญาว่าจะดูแลบริษัทและครอบครัวของเราด้วยชีวิต…” เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้อง แปะ… แปะ… แปะ… เสียงตบมือช้าๆ ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังสุดของห้องบอลรูม ท่ามกลางความเงียบที่เริ่มก่อตัว ผู้คนต่างหันไปมองเป็นตาเดียว ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสีดำสนิท ไร้เครื่องประดับหรูหรา ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาดุจเปลวเพลิง กำลังก้าวเดินตรงไปยังหน้าเวทีอย่างสง่างามและมั่นคง นั่นคือฉันเอง เมื่อสายตาของภานุประสานเข้ากับฉัน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างทันที ไมโครโฟนในมือสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ สีหน้าของเขาถอดสี ขาวซีดจนแทบไม่มีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดผวาเหมือนเห็นวิญญาณผุดขึ้นมาจากนรก “พูดได้ซาบซึ้งมากค่ะ… คุณภาคิน หรือฉันควรจะเรียกคุณว่า นายภานุ สามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของฉันดีล่ะคะ?” ฉันเอ่ยเสียงดังฟังชัด ทะลุผ่านความเงียบของห้องบอลรูม เสียงฮือฮาดังระงมขึ้นมาทันที พิมพ์ดาวขมวดคิ้วแน่น … Read more

(ตอนที่ 3 – ตอนจบ) : ผลกรรมของคนทรยศ และชีวิตใหม่ที่ไร้มลทิน

(ตอนที่ 3 – ตอนจบ) : ผลกรรมของคนทรยศ และชีวิตใหม่ที่ไร้มลทิน หนึ่งสัปดาห์ต่อมา คลื่นพายุความวุ่นวายไม่ได้สงบลงง่ายๆ แต่กลับโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ โดยพุ่งเป้าไปที่ภัทรและพิ้งค์อย่างไม่ปรานี หลังจากคลิปและรูปภาพที่หัวหินแพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์ ข่าวฉาวเรื่องการคบชู้ของรองผู้จัดการบริษัทไอทียักษ์ใหญ่กับว่าที่เจ้าสาวของตระกูลไฮโซก็กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม ทางบริษัทของภัทรทนต่อแรงกดดันจากกระแสสังคมและการถูกบอยคอตไม่ไหว บอร์ดบริหารจึงมีมติสั่งปลดภัทรออกจากตำแหน่งทันทีเพื่อรักษาภาพลักษณ์องค์กร ซ้ำร้าย บริษัทคู่ค้าหลายแห่งยังปฏิเสธที่จะร่วมงานกับเขา อนาคตทางการงานที่เขาสร้างมานับสิบปีพังทลายลงในพริบตา ในขณะเดียวกัน พิ้งค์ต้องเผชิญกับนรกบนดินที่ยิ่งกว่า ทางครอบครัวของคุณกรณ์ไม่เพียงแต่ยกเลิกงานแต่งงานอย่างเป็นทางการ แต่ยังส่งทีมทนายความฟ้องร้องเรียกเงินค่าสินสอด ค่าเตรียมงานแต่ง และค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเป็นเงินจำนวนมหาศาล อีกทั้งเพื่อนฝูงในแวดวงสังคมไฮโซต่างพากันตัดความสัมพันธ์และรุมประณามการกระทำอันไร้ยางอายของเธอ พิ้งค์กลายเป็นคนไม่มีที่ยืน ต้องเก็บตัวเงียบอยู่ในคอนโดด้วยความหวาดระแวง ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้าออกจากห้อง ในที่สุด วันนัดเจรจาไกล่เกลี่ยที่ศาลเยาวชนและครอบครัวก็มาถึง ฉันเดินทางมาพร้อมกับ ‘ทนายวิภา’ ทนายความมือหนึ่งด้านคดีครอบครัว ฉันสวมชุดสูทสีขาวเรียบหรู แต่งหน้าอ่อนๆ แต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ต่างจากภัทรที่นั่งรออยู่อีกฝั่ง สภาพของเขาดูทรุดโทรมจนแทบจำไม่ได้ ขอบตาดำคล้ำ หนวดเคราขึ้นรกรุงรัง ร่างกายซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ข้างๆ เขามีคุณหญิงนวลจันทร์ที่นั่งคอตก สีหน้าหมดราคาสิ้นลายความเย่อหยิ่ง ส่วนพิ้งค์นั่งอยู่มุมห้อง หลบสายตาทุกคนที่เดินผ่าน ร่างกายสั่นเทาเหมือนคนขวัญผวา เมื่อการเจรจาเริ่มต้นขึ้น ภัทรพยายามจะเดินเข้ามาจับมือฉัน น้ำตาของเขาไหลอาบแก้ม “เมย์… ผมขอโทษ ผมรู้แล้วว่าผมผิดไปจริงๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมโง่เองที่หลงผิดไปกับความตื่นเต้นชั่ววูบ เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม … Read more

PART 3 (ตอนจบ): การพิพากษา จุดจบคนลวง และชีวิตใหม่

PART 3 (ตอนจบ): การพิพากษา จุดจบคนลวง และชีวิตใหม่ ทนายกิตติพงษ์เปิดแฟ้มหนังสีดำ หยิบเอกสารที่มีตราประทับของกรมที่ดินและคำสั่งศาลออกมาถือไว้ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเผชิญหน้ากับคุณหญิงผกาพรที่ยืนขาสั่นจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ “ตามสัญญาเช่าที่ดินเลขที่ สส-089 ตระกูลวรโชติได้ทำสัญญาเช่าที่ดินแปลงนี้ขนาดห้าไร่จากตระกูลสิริโสภณเป็นเวลาสามสิบปี และสัญญาได้หมดอายุลงเมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ในช่วงสองปีหลัง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมของตระกูลวรโชติขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ท่านผู้หญิงได้นำตัวอาคารคฤหาสน์หลังนี้มาค้ำประกันเงินกู้ยืมระยะสั้นกับบริษัทในเครือของเรา เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นสี่ร้อยห้าสิบล้านบาท” ทนายกิตติพงษ์เว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาจ้องมองคุณหญิงผกาพรอย่างไม่ลดละ “ซึ่งเงินกู้ก้อนดังกล่าว ได้ผิดนัดชำระหนี้มาเป็นเวลาเก้าสิบวันเต็มแล้ว ตามกฎหมายและข้อตกลงในสัญญา ทางเรามีสิทธิ์บอกเลิกการต่อสัญญาเช่าที่ดินทันที และสามารถบังคับยึดทรัพย์สินบนที่ดินผืนนี้เพื่อชำระหนี้ได้โดยชอบด้วยกฎหมายโดยมิต้องรอคำสั่งศาลเพิ่มเติม” เสียงกรีดร้องสั้นๆ หลุดออกมาจากลำคอของคุณหญิงผกาพร เธอยกมือขึ้นทาบอก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด “ไม่จริง… คฤหาสน์หลังนี้… หน้าตาทางสังคมของฉัน… วงศ์ตระกูลวรโชติจะพังทลายไม่ได้นะ!” เธอทิ้งความเย่อหยิ่ง ทิ้งศักดิ์ศรีที่เคยอวดอ้าง แล้วรีบถลาเข้ามาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฉัน มือทั้งสองข้างที่เคยปัดกระเช้าผลไม้ทิ้ง ยื่นมาหมายจะคว้าชายกระโปรงของฉัน แต่บอดี้การ์ดสองนายก้าวเข้าขวางไว้ทันที “คุณบัว… ไม่สิ ท่านประธานบงกช! ได้โปรดเถอะค่ะ เมตตาป้าด้วย! ป้าไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นท่าน! ป้าแค่แก่กะโหลกกะลา ตาบอดมองไม่เห็นเพชรแท้! ยกโทษให้ป้าด้วยนะคะ เห็นแก่ธาวิน เห็นแก่หลานในท้องเถอะค่ะ!” ฉันมองดูหญิงวัยกลางคนที่เคยยืนชี้หน้าด่าฉันว่าเศษขยะ บัดนี้กลับคลานคุกเข่าอยู่บนเศษผลไม้ที่ตัวเองเป็นคนโยนทิ้ง ภาพนั้นช่างน่าเวทนายิ่งนัก “คุณหญิงผกาพรคะ … Read more

PART 3: จุดจบของคนจองหอง และบทเรียนราคาแพงที่ต้องจ่ายด้วยอนาคต

PART 3: จุดจบของคนจองหอง และบทเรียนราคาแพงที่ต้องจ่ายด้วยอนาคต สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อในค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด แสงไฟนีออนสีขาวสว่างจ้าส่องให้เห็นสภาพอันน่าสมเพชของคนที่เคยคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย ชายฉกรรจ์ทั้งเจ็ดคนถูกแยกตัวไปสอบปากคำในห้องขังชั่วคราว ขณะที่ต่ายนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ตรงหน้าโต๊ะพนักงานสอบสวน โดยมีพ่อแม่และพี่ชายนั่งประกบอยู่ข้างๆ ทนายความประจำตระกูลวัฒนากูลรีบเดินทางมาถึงในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เขาพยายามเข้ามาเจรจากับฉันที่นั่งรออยู่ในห้องรับรองพิเศษพร้อมกับทนายความส่วนตัวของฉัน—คุณธนินท์ ทนายความด้านคดีแพ่งและอาญาแถวหน้าของเมืองไทย “คุณริญญาดาครับ” ทนายของฝ่ายนั้นเริ่มเปิดฉาก “ทางเราเข้าใจดีว่าลูกความของผมกระทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความใจร้อนของวัยรุ่น ทางคุณพิชัยและครอบครัวยินดีที่จะจ่ายค่าเสียหายตามบิลทั้งหมดสองล้านห้าร้อยล้านบาทในคืนนี้ทันที ขอเพียงแค่คุณริญญาดายอมถอนคำร้องทุกข์ข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ เพื่อไม่ให้คุณปวริศาต้องมีประวัติอาญาติดตัว” คุณธนินท์ ทนายของฉัน ยิ้มเย็นก่อนจะวางเอกสารเพิ่มเติมลงบนโต๊ะ “คงไม่ได้หรอกครับคุณทนาย” คุณธนินท์กล่าวอย่างสุขุม “จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของคอนโดมิเนียมอย่างละเอียด พบว่าคุณปวริศาและพวก มีการวางแผนล่วงหน้า มีการพกพาอาวุธ (ไม้เบสบอลและมีดพับ) เข้าไปในเคหสถานโดยไม่มีเหตุอันควร และพฤติการณ์ยังเข้าข่ายการกรรโชกและข่มขู่คุกคามสวัสดิภาพของลูกความผมด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเสียหายสองล้านห้าแสนบาทที่คุณพูดถึง นั่นเป็นเพียงมูลค่าของทรัพย์สินที่พังเสียหายตามใบเสร็จเท่านั้น” คุณธนินท์หันไปสบตาคุณพิชัยที่นั่งหน้าเครียด “เรายังไม่ได้รวมค่าเสียหายจากการเสียโอกาส ค่าฟื้นฟูสภาพห้องชุด ค่าผิดสัญญาการจัดงานแต่งงานที่ลูกความผมได้ชำระเงินมัดจำล่วงหน้าไปแล้วกว่าหนึ่งล้านบาท และค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและจิตใจ ซึ่งทางเราจะยื่นฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ห้าล้านบาทถ้วน” “ห้าล้านงั้นเหรอ?!” คุณนวลแขอุทานเสียงหลง ลุกขึ้นยืนชี้หน้าฉัน “เธอจะขูดรีดเลือดเนื้อกันเกินไปแล้วนะริญญาดา! ต่ายมันแค่อารมณ์ชั่ววูบ เธอกล้าดียังไงจะเอาเงินห้าล้าน แล้วยังจะส่งน้องเข้าคุกอีก จิตใจเธอทำด้วยอะไร!” “จิตใจของฉันทำด้วยความยุติธรรมค่ะ คุณหญิงนวลแข” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท ไร้ซึ่งความกลัว “ตอนที่ลูกสาวคุณพังห้องฉัน คุณบอกว่ามันเป็นแค่ของนอกกาย … Read more