ตอนที่ 3: เกียรติยศแห่งสายเลือด บทสรุปของคนทรยศ

ตอนที่ 3: เกียรติยศแห่งสายเลือด บทสรุปของคนทรยศ ค่ำคืนวันเสาร์ บรรยากาศภายในห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูระดับหกดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาถูกเนรมิตให้กลายเป็นวิมานสีขาวงาช้าง ดอกไม้สดนานาพันธุ์ถูกส่งตรงจากต่างประเทศ แขกเหรื่อระดับผู้นำเหล่าทัพ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นักการเมือง และนักธุรกิจระดับแนวหน้าของเมืองไทยต่างเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง พลตรี ภวินท์ วัฒนากุล ยืนเด่นเป็นสง่าในชุดเครื่องแบบทหารบกเต็มยศสีขาว ประดับเหรียญตราและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เต็มหน้าอก ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ ข้างกายคือ ณิชา วรโชติเมธี ในชุดเจ้าสาวผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสประดับเพชรแท้มูลค่าหลายสิบล้าน “ยินดีด้วยครับท่านนายพลภวินท์ อนาคตไกลแน่นอน ได้ทั้งลูกเขยตระกูลใหญ่และตำแหน่งหน้าที่การงานที่มั่นคง” บรรดานายทหารระดับผู้บังคับการกรมต่างเข้ามาจับมือแสดงความยินดีและยกยอไม่ขาดสาย ภวินท์ยิ้มรับด้วยความลำพองใจ ความกังวลเรื่องรดาเมื่อหลายวันก่อนมลายหายไปสิ้น เขามั่นใจว่าผู้หญิงตัวคนเดียวที่ไม่มีอำนาจอะไรอย่างรดา คงทำได้เพียงนอนร้องไห้เสียใจอยู่คนเดียว และสุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่ออำนาจและเงินตราของเขา จนกระทั่งเวลา 19.30 น. พิธีกรบนเวทีประกาศด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและทรงเกียรติ “กราบเรียนแขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ในค่ำคืนอันเป็นมงคลนี้ เราได้รับเกียรติสูงสุดจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพไทย ขอเสียงปรบมือต้อนรับ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอก อนันต์ อัครเดชา และคณะนายทหารระดับสูงครับ!” เสียงดนตรีมหาฤกษ์บรรเลงกระหึ่ม แขกทั้งงานรีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพ ภวินท์และณิชาพร้อมด้วยครอบครัวของทั้งสองฝ่ายรีบกุลีกุจอเดินตรงไปยังหน้าประตูทางเข้าเพื่อรอต้อนรับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในกองทัพ ประตูบานใหญ่เปิดออก ร่างสง่างามน่าเกรงขามของพลเอกอนันต์ก้าวเข้ามา ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของภวินท์แทบหยุดเต้น ไม่ใช่เพียงแค่การมาถึงของผู้นำเหล่าทัพ… แต่เป็นร่างของนายทหารหญิงที่เดินเคียงข้างพลเอกอนันต์! หญิงสาวในชุดเครื่องแบบทหารบกเต็มยศ ตัดเย็บประณีตเข้ารูป บนบ่าทั้งสองข้างประดับ ดาวสีทองสองดวง … Read more

[PART 3] (END)ผมไปเที่ยวพักผ่อนที่มิลานกับเมียน้อย 7 วันเต็ม! แต่พอกลับถึงเพนต์เฮาส์ที่กรุงเทพฯ ภรรยาที่แต่งงานกันมา 15 ปีกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย… ทิ้งไว้เพียงกล่องปริศนา 7 กล่อง และวิดีโอหนึ่งคลิปเท่านั้น!

[PART 3] (END) ความเงียบในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางสุขุมวิทกำลังบีบคั้นหัวใจของผมจนแทบแตกสลาย ผมนั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางกล่องแห่งความทรงจำที่กลายสภาพเป็นคมมีดกรีดแทงจิตใจของตัวเองทีละเล่ม ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบกล่องใบที่เจ็ด—กล่องใบสุดท้ายที่ตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ฝากล่องถูกเปิดออก ภายในกล่องไม่มีสิ่งของมีค่าใดๆ มีเพียงแค่ ‘แหวนแต่งงานทองคำขาวเกลี้ยงๆ’ วงเดิมที่เราช่วยกันเก็บเงินซื้อจากร้านทองเล็กๆ เมื่อสิบห้าปีก่อน และด้านล่างของแหวนคือ ‘ใบสำคัญการหย่า’ ที่รินดาได้ลงลายมือชื่อของเธอไว้ล่วงหน้าอย่างเรียบร้อยและเด็ดขาด ผมหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาอีกครั้ง เลื่อนหน้าจอลงไปตามคำบอกเล่าในวิดีโอจนพบกับไฟล์เอกสารแผ่นสุดท้าย มันไม่ใช่แค่เรื่องการหย่าร้างระหว่างสามีภรรยา… แต่มันคือ ‘หนังสือบอกเลิกสัญญาการถือครองลิขสิทธิ์ตราสินค้า AKARA’ และหลักฐานการโอนหุ้นทั้งหมด! สายตาของผมเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่ออ่านเอกสารสัญญาทางกฎหมายที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สิทธิบัตรการออกแบบ คอลเลกชันเสื้อผ้าทั้งหมด และชื่อแบรนด์แฟชั่นระดับโลกมูลค่าหลายหมื่นล้านนี้ ถูกจดทะเบียนภายใต้ชื่อของ “นางสาวรินดา วัฒนากุล” แต่เพียงผู้เดียวมาตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งบริษัท! ตลอดเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมา เธอไว้ใจผม เธอให้เกียรติผมโดยการมอบอำนาจให้ผมเป็นผู้บริหารสูงสุดและเป็นตัวแทนของแบรนด์ เธอไม่เคยทวงบุญคุณ ไม่เคยเรียกร้องตำแหน่ง มีเพียงความรักและความเสียสละที่มอบให้ผมอย่างหมดหัวใจ แต่ในวันที่ผมทรยศต่อความรักนั้น อำนาจทางกฎหมายทั้งหมดได้กลับคืนสู่มือของเธอโดยสมบูรณ์ ในเอกสารยังมีจดหมายแนบจากทนายความชื่อดัง ระบุว่า: “รินดาได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่ออายัดบัญชีของบริษัท และเพิกถอนสิทธิ์ของนายภัทรดนัยในการใช้แบบร่างทุกลิขสิทธิ์ รวมถึงสั่งระงับการจัดจำหน่ายคอลเลกชันใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวที่มิลาน เนื่องจากเป็นงานที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเธอ” “ไม่… มันต้องไม่เป็นแบบนี้!” ผมรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาผู้จัดการฝ่ายการเงินและเลขาฯ ส่วนตัวทันที แต่วินาทีที่ปลายสายรับ เสียงของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “คุณภัทรครับ! แย่แล้วครับ ข่าวหลุดไปถึงสื่อมวลชนหมดแล้ว … Read more

PART 3 (END): วิบากกรรมของคนทรยศ และชีวิตใหม่ที่ไร้เงาอดีต

PART 3 (END): วิบากกรรมของคนทรยศ และชีวิตใหม่ที่ไร้เงาอดีต สองปีผ่านไป… ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับตระกูลพงศ์ภักดีในกรุงเทพฯ ราวกับต้องคำสาป หลังจากที่อัครินทร์ทิ้งการประชุมสำคัญเพื่อบินตามรินรดาไปสิงคโปร์ พันธมิตรทางธุรกิจรายใหญ่ได้ถอนตัวออกจากการร่วมทุน ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง อัครินทร์จมดิ่งอยู่กับขวดเหล้าและความซึมเศร้า เขาไม่สามารถทำงานหรือบริหารธุรกิจได้เหมือนเดิม ภาพหลอนของน้องข้าวหอมที่ยืนร้องไห้อยู่ริมถนนคอยตามหลอกหลอนเขาทุกค่ำคืน ในขณะเดียวกัน พราวพิชชาที่เห็นว่าอัครินทร์เริ่มหมดอำนาจและทรัพย์สินร่อยหรอลง ก็เริ่มแสดงธาตุแท้ออกมา เธอแอบลักลอบยักยอกเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทผ่านโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่แม่ของอัครินทร์คอยหนุนหลัง จนกระทั่งความแตกเมื่อกรมสรรพากรและตำรวจเศรษฐกิจเข้าตรวจสอบเส้นทางการเงิน ที่ห้องรับแขกของคฤหาสน์พงศ์ภักดี เสียงทะเลาะวิวาทดังลั่น “นังสารเลว! แกกล้าดียังไงถึงเอาเงินของตระกูลฉันไปถ่ายโอนเข้าบัญชีส่วนตัว!” แม่ของอัครินทร์กรีดร้อง ชี้หน้าพราวพิชชาด้วยมืออันสั่นเทา พราวพิชชาไม่ได้มีท่าทีเกรงกลัวอีกต่อไป เธอแสยะยิ้มเย็นชา “คุณป้าคะ เลิกทำตัวเป็นผู้ดีตกยากสักทีเถอะค่ะ! คิดว่าฉันอยากจะทนอยู่กับลูกชายขี้เมา เป็นบ้าเพ้อถึงลูกเมียเก่าทั้งวันทั้งคืนแบบนี้เหรอคะ? ถ้าไม่ใช่เพราะเงิน ฉันไม่เอาชีวิตมาผูกไว้กับตระกูลที่กำลังจะล้มละลายแบบนี้หรอก!” “ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!” อัครินทร์เดินโซเซลงมาจากบันได ใบหน้าหนวดเครารกรุงรัง ตาสีแดงก่ำ “ออกไปให้พ้นหน้าฉัน ก่อนที่ฉันจะฆ่าเธอ!” “ไม่ต้องไล่หรอกค่ะ ฉันไปแน่!” พราวพิชชาคว้ากระเป๋าแบรนด์เนมขึ้นมา “แต่จำไว้เถอะนะอัครินทร์ คนที่ทำให้เรื่องทั้งหมดมันพังพินาศ… ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นตัวคุณเองต่างหากที่โง่เง่าจนไม่เหลือใคร!” หลังจากวันนั้น ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวพราวพิชชาในคดียักยอกทรัพย์และฉ้อโกง ขณะที่คฤหาสน์หรูของตระกูลพงศ์ภักดีต้องถูกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้สิน แม่ของอัครินทร์ตรอมใจจนเส้นเลือดในสมองแตก กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่พูดไม่ได้ ส่วนตัวอัครินทร์เอง จากมหาเศรษฐีหนุ่มอนาคตไกล กลับกลายเป็นเพียงชายวัยกลางคนที่ไร้ทิศทาง อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์เก่าๆ … Read more

[PART 3 (ตอนจบ)]สามีอับอายในตัวฉัน ไม่ยอมพาไปงานเลี้ยงหรู… แต่พอฉันวิ่งเอาของสำคัญไปช่วย เขากลับปฏิเสธว่าไม่รู้จักฉันต่อหน้ากิ๊กสาว แถมยังสั่งให้รปภ. ลากฉันออกไปโยนทิ้ง! โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า มีชายลึกลับคนหนึ่งกำลังก้าวลงมาจากรถหรูตรงหน้าฉัน!

[PART 3 (ตอนจบ)] เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วภายในห้องบอลรูมพลันเงียบสงัดลงราวกับป่าช้า ทันทีที่ผู้คนได้เห็นร่างที่กำลังก้าวเดินเข้ามาเคียงข้างท่านเจ้าสัวไพศาล ฉันเดินเคียงข้างพ่ออย่างสง่างาม บนพรมแดงที่ปูทอดยาว ฉันสวมชุดราตรียาวสีมิดไนท์บลูสั่งตัดพิเศษ ปักด้วยคริสตัลระยิบระยับดั่งดวงดาวบนท้องฟ้า ลำคอระหงประดับด้วยสร้อยเพชรน้ำหนึ่งส่องประกายเจิดจ้า ใบหน้าได้รับการแต่งแต้มอย่างประณีต ขับเน้นดวงตาที่เคยเศร้าสร้อยให้กลับมามีพลังและสง่างามดั่งหงส์ฟ้า กลิ่นอายความซอมซ่อและคราบน้ำตาจากม้านั่งข้างถนนเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนมลายหายไปสิ้น กานต์ที่กำลังยืนดื่มไวน์อยู่อย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง ถึงกับทำแก้วไวน์ในมือหลุดร่วงลงพื้นจนแตกกระจาย! “เพล้ง!” ไวน์แดงสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกางเกงสแล็กของเขา แต่กานต์กลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ริมฝีปากสั่นระริก “ร… รินดา?! เป็นไปไม่ได้… เป็นไปไม่ได้!” กานต์พึมพำออกมาอย่างคนเสียสติ แพรวาที่ยืนอยู่ข้างๆ หน้าซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด เธอจำใบหน้าของผู้หญิงที่เธอเพิ่งชี้หน้าด่าว่าเป็นคนบ้าได้อย่างแม่นยำ เจ้าสัวไพศาลพยุงฉันขึ้นไปยืนบนเวทีใหญ่เบื้องหน้าไมโครโฟน สายตาอันทรงอำนาจกวาดมองผู้บริหารทุกคนในห้อง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานและเปี่ยมไปด้วยบารมี “ทุกท่าน… ค่ำคืนนี้ไม่ใช่เพียงแค่งานฉลองครบรอบ 50 ปีของบริษัทเราเท่านั้น แต่เป็นคืนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของข้า ข้าขอประกาศอย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคนว่า… สุภาพสตรีที่ยืนอยู่เคียงข้างข้านี้ คือ รินดา ภักดีบดินทร์ ลูกสาวแท้ๆ เพียงคนเดียวของข้า และเป็นทายาทผู้ถือครองหุ้น 60% ทั้งหมดของภักดีบดินทร์กรุ๊ปแต่เพียงผู้เดียว!” เสียงปรบมือและเสียงฮือฮาดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วห้องบอลรูม บรรดาผู้บริหารและมหาเศรษฐีต่างพากันโค้งคำนับด้วยความเคารพยำเกรง ในวินาทีนั้นเอง กานต์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาทับร่าง เขารู้สึกหายใจไม่ออก สมองขาวโพลนไปหมด ภรรยาที่เขาเคยตวาดใส่ ภรรยาที่เขาตราหน้าว่าเหมือนคนใช้และน่าอับอาย… แท้จริงแล้วคือผู้สืบทอดอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้านที่เขาพยายามคลานเข่าเพื่อไต่เต้าขึ้นไปหา! … Read more

PART 3: พินัยกรรมบดขยี้ จุดจบคนทรยศ (END)

PART 3: พินัยกรรมบดขยี้ จุดจบคนทรยศ (END) ณ ชั้น VIP ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดแต่แฝงไว้ด้วยความทะเยอทะยาน กวินในชุดสูทหรูหราเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องผ่าตัดคลอด รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขาอย่างปิดไม่มิด ข้างกายเขามีบอร์ดบริหารสองสามคนที่เขาติดสินบนไว้ และช่างภาพสื่อมวลชนสายธุรกิจที่เขาจ้างมาเพื่อทำข่าวการกำเนิดของ “ทายาทหมื่นล้าน” เวลา 22:30 น. ประตูห้องคลอดเปิดออก พยาบาลเข็นเตียงของพิมพ์พิศาที่มีทารกเพศชายนอนอยู่ข้าง ๆ ออกมา พิมพ์พิศามีสีหน้าอ่อนเพลียแต่แววตากลับเปล่งประกายด้วยความโลภอย่างบ้าคลั่ง “คลอดแล้วค่ะคุณกวิน! เด็กผู้ชาย แข็งแรงดีมาก!” พิมพ์พิศาเอ่ยเสียงสั่นด้วยความดีใจ กวินแทบไม่ได้มองหน้าลูกชายของตัวเองด้วยความรักเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขาจ้องมองไปที่กระดาษเอกสารรับรองการเกิดในมือของพยาบาลทันที เขารีบเซ็นชื่อรับรองบุตรในทันใด “ฮ่า ๆ ๆ! สำเร็จแล้ว!” กวินหัวเราะลั่นโถงทางเดินอย่างไม่เกรงใจใคร “สามหมื่นล้าน! อสังหาริมทรัพย์ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โรงแรมทั่วประเทศ และเงินสดทั้งหมดของปู่ไพศาล… บัดนี้ตกเป็นของลูกชายฉันแล้ว! ฉันคือผู้ชนะ!” “ยินดีด้วยนะคะคุณกวิน ในที่สุดเราสองคนก็ขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุด!” พิมพ์พิศาฉีกยิ้มกว้าง ฝันหวานถึงคฤหาสน์หรู รถซูเปอร์คาร์ และชีวิตคุณนายตระกูลใหญ่ “พวกแกคิดว่าจะเสวยสุขบนความทุกข์ของคนอื่นได้ง่ายดายขนาดนั้นจริง ๆ หรือ?” เสียงที่ดังขึ้นอย่างสงบนิ่งแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ ทำลายความยินดีของทั้งคู่ลงในพริบตา กวินและพิมพ์พิศาหันขวับไปมองที่ปลายทางเดิน ลิฟต์ผู้โดยสารเปิดออก … Read more

ตอนที่ 3 (PART 3 – อวสาน)พวกเขาหัวเราะเยาะว่าผมเป็นแค่ ‘ลูกคนเก็บขยะ’ แต่ทันทีที่ผมก้าวขึ้นเวทีในวันรับปริญญา ประโยคเพียงประโยคเดียวจากปากผม กลับทำให้ครอบครัวมหาเศรษฐีหน้าซีดเผือด และทำให้คนทั้งหอประชุมต้องหลั่งน้ำตา!

ตอนที่ 3 (PART 3 – อวสาน) ทุกสายตาในหอประชุมจับจ้องไปที่จุดเดียวกัน บรรยากาศเงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ เจ้าสัวอาทิตย์ผู้มีอำนาจล้นฟ้า เดินโซเซลงมาจากบันไดเวที ใบหน้าของเขาไม่มีความเย่อหยิ่งเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลรินอาบสองแก้มอันเหี่ยวย่น กวินท์และคุณหญิงศศิธรวิ่งตามลงมาอย่างร้อนรน “คุณพี่คะ! จะไปไหนคะ? จะไปยุ่งกับคนพวกนั้นทำไม อายคนอื่นเขา!” คุณหญิงศศิธรพยายามจะดึงแขนสามีไว้ แต่เจ้าสัวอาทิตย์กลับสะบัดแขนออกอย่างแรงจนเธอเซ “เงียบ! หุบปากเดี๋ยวนี้!” เจ้าสัวตวาดเสียงสั่นเครือ เป็นน้ำเสียงที่ลูกและภรรยาไม่เคยได้ยินมาก่อน เจ้าสัวก้าวมายืนอยู่ตรงหน้าพ่อสน พ่อยังคงนั่งก้มหน้า มือทั้งสองข้างวางอยู่บนหัวเข่าด้วยความสงบ ไม่ได้มีความโกรธแค้นหรือความสะใจในแววตา มีเพียงความเรียบเฉยของผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนตกผลึก ทันใดนั้น สิ่งที่ไม่มีใครในหอประชุมคาดคิดก็เกิดขึ้น… ตุ้บ! เจ้าสัวอาทิตย์ทรุดเข่าลงกับพื้นกระเบื้องต่อหน้าพ่อสน เขาก้มลงกราบแทบเท้าที่สวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆ คู่นั้น ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของคุณหญิงศศิธร และเสียงสูดหายใจด้วยความตะลึงของคนทั้งหอประชุม “พี่นภดล… ผมขอโทษ… ยี่สิบปีที่ผ่านมา ผมนอนไม่เคยหลับเลยสักคืน…” เจ้าสัวอาทิตย์สะอื้นไห้จนตัวโยน หน้าผากแตะอยู่ที่พื้น “ผมรู้ว่าผมเลว ผมหักหลังพี่ ผมขโมยทุกอย่างที่เป็นของพี่ไป แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่าพี่ยังมีชีวิตอยู่ และต้องมาลำบากขนาดนี้… ผมขอโทษครับพี่!” กวินท์ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า สายตาของเขามองดูพ่อของตัวเอง—ชายที่เขายกย่องว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก—กำลังคุกเข่าขอขมาคนเก็บขยะที่เขาเพิ่งจะตะโกนด่าว่าสารพัด “พ่อ… ทำไมพ่อต้องไปกราบมันด้วย! มันเป็นใครกันแน่!” กวินท์ตะโกนทั้งน้ำตาด้วยความสับสนและรับความจริงไม่ได้ เจ้าสัวอาทิตย์เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา … Read more

ตอนที่ 3 : การให้อภัยและจุดสิ้นสุดของตราบาป (Part 3 – จบ)

ตอนที่ 3 : การให้อภัยและจุดสิ้นสุดของตราบาป (Part 3 – จบ) ความเงียบงันอันน่าขนลุกแผ่ปกคลุมลานวัดชานเมือง มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นของทศพลที่นั่งคุกเข่าก้มหน้ารอรับชะตากรรม อรัญญายืนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจขาดห้วง ความรู้สึกโกรธแค้น ความเสียใจ และความอาลัยอาวรณ์ถาโถมเข้าใส่จนเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ “แก…” อรัญญาเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย “แกทิ้งเขาไว้ข้างถนนเนี่ยนะ? กิตติช่วยแก กิตติเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องแก… แต่แกกลับวิ่งหนีไปพร้อมกับเงินของเขา ปล่อยให้เขานอนตายคนเดียวในคืนที่ฝนตกงั้นเหรอ!” เธอพุ่งเข้าไปทุบตีไหล่และแผ่นหลังของทศพลด้วยสองมือที่สั่นเทา ทศพลไม่คิดจะปัดป้องหรือหลบหลีกแม้แต่น้อย เขายอมให้เธอทุบตี ทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้นปูนเหมือนคนไร้ชีวิต พร้อมที่จะรับโทษทัณฑ์ทุกอย่าง “ตีผมเลยครับป้า… ฆ่าผมให้ตายตรงนี้เลย! ผมมันสารเลว ผมมันไม่ใช่มนุษย์!” ทศพลร้องไห้คร่ำครวญ น้ำตาปนกับรอยฝุ่นบนใบหน้าจนเปรอะเปื้อน “ตลอดสามปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ผมรู้ข่าวว่าพี่กิตติเสียชีวิตในคืนนั้น ผมไม่เคยนอนหลับได้เต็มตาสักคืนเดียว ทุกครั้งที่หลับตา ผมจะเห็นภาพพี่กิตติเอามือกุมหน้าอก มาร้องขอความช่วยเหลืออยู่ในฝัน… เงินห้าหมื่นนั่นผมเอาไปจ่ายหนี้ แต่ชีวิตผมหลังจากนั้นมันยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น!” อรัญญาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าตรงข้ามเขา มือที่เคยฟาดฟันค่อยๆ หมดแรงลง ความจริงตรงหน้ามันช่างแสนสาหัส เกินกว่าที่หัวใจของผู้หญิงวัยห้าสิบสี่จะรับไหว เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกักเก็บความโศกเศร้าไว้ได้อีกต่อไป “แล้วสามปีที่ผ่านมา… แกไปอยู่ที่ไหนมา?” อรัญญาถามด้วยเสียงแหบแห้ง ทศพลค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นมานั่งมองเธอด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและแหลกสลาย “ผมใช้ชีวิตเหมือนคนบ้าครับป้า ไม่กล้ากลับไปบ้าน … Read more

Part 3 (End): จุดจบของคนทรยศและการสืบทอดบัลลังก์ตัวจริง

Part 3 (End): จุดจบของคนทรยศและการสืบทอดบัลลังก์ตัวจริง ความตึงเครียดในศาลาพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด เมื่อเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นกระเบื้องดังขึ้นจากทางเข้าด้านหลัง ประตูกระจกบานใหญ่ของศาลาพิธีถูกผลักเปิดออก ปรากฏร่างของเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบและเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กว่าสิบนาย นำโดยนายตำรวจระดับสารวัตรที่เดินตรงเข้ามายังจุดที่ฉันยืนอยู่ “ขออนุญาตครับ” นายตำรวจกล่าวพลางแสดงบัตรประจำตัวต่อหน้าทุกคน “ผม พ.ต.ท. วรวิทย์ ได้รับมอบหมายให้นำหมายจับมาควบคุมตัว นายธนภัทร และ นางวรินดา ในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ ปลอมแปลงเอกสารสิทธิ และฉ้อโกงบริษัทมหาชน” เสียงแขกในงานพากันฮือฮาอีกครั้ง ธนภัทรหน้าซีดราวกับคนตาย ขาของเขาหมดแรงจนแทบยืนไม่อยู่ “ไม่จริง! นี่มันงานศพนะ คุณจะมาจับกุมผมกลางงานแบบนี้ไม่ได้!” ธนภัทรพยายามโวยวายและขัดขืนเมื่อเจ้าหน้าที่สองนายก้าวเข้าไปประชิดตัว “พวกเราประสานงานกับคุณไอริณล่วงหน้าไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ” สารวัตรตอบด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “หลักฐานเส้นทางการเงิน บัญชีม้า และข้อมูลการโอนเงินออกนอกประเทศทั้งหมด ทางคุณไอริณได้ส่งมอบให้ทางพนักงานสอบสวนตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว และศาลได้อนุมัติหมายจับเป็นที่เรียบร้อย” กุญแจมือเหล็กกล้าถูกสวมเข้าที่ข้อมือของธนภัทรทันที เสียงดังกริ๊กเบาๆ แต่สะท้อนก้องในโสตประสาทของทุกคนในงาน เขาก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าสบสายตาของบรรดาผู้บริหารและคู่ค้าที่ครั้งหนึ่งเขาเคยก้มหัวรับใช้และยกยอ วรินดาที่นั่งทรุดอยู่บนพื้น เมื่อเห็นธนภัทรถูกจับกุม เธอก็ตื่นตระหนกจนสติแทบหลุด เธอรีบคลานเข้ามากอดขาของฉันไว้แน่น น้ำตาที่คราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความกลัวจริงๆ ไหลอาบสองแก้ม “ไอริณ… น้าขอโทษ! น้าไม่ได้ตั้งใจ!” วรินดาอ้อนวอนเสียงสั่นเครือ มือของเธอเกาะชายกระโปรงของฉันไว้แน่น “ธนภัทรมันเป็นคนบงการทั้งหมด! มันข่มขู่ … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3): ปลายทางของความมืดมิดและรอยยิ้มแรก [จบ]

ตอนที่ 3 (Part 3): ปลายทางของความมืดมิดและรอยยิ้มแรก [จบ] ทีมกู้ชีพเอราวัณรีบนำเปลพยาบาลขึ้นมาบนชั้นสองอย่างเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลเข้าตรวจวัดสัญญาณชีพของหญิงสาวและเด็กน้อยทันที สภาพของเธอมีภาวะขาดน้ำขั้นรุนแรง มีกระดูกซี่โครงหักสองซี่ และบาดแผลติดเชื้อที่แขนซ้ายจากการถูกทำร้าย ส่วนเด็กหญิงวัยสองขวบมีภาวะขาดสารอาหารรุนแรงและมีไข้สูง ทั้งสองถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชอย่างเร่งด่วนที่สุด ตลอดเส้นทางบนรถพยาบาล น้องภูมินั่งจับมือที่ผอมแห้งของแม่อยู่ตลอดเวลา สายตาของเขาไม่ยอมละจากใบหน้าของผู้เป็นแม่เลยแม้แต่วินาทีเดียว ผมขับรถสายตรวจติดตามไปจนถึงโรงพยาบาล ประสานงานส่งต่อข้อมูลให้แพทย์ และติดต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมถึงนักสังคมสงเคราะห์และสหวิชาชีพให้เข้ามาคุ้มครองสวัสดิภาพของครอบครัวนี้โดยทันที จากการสอบสวนและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมในเวลาต่อมา ความจริงอันดำมืดที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้หลังคาบ้านหลังนั้นก็ถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมด ผู้เป็นพ่อตกงานมานานหลายเดือนและหันไปพึ่งพายาเสพติดและสุรา เมื่อเกิดอาการประสาทหลอนและคุ้มคลั่ง เขาก็เริ่มลงมือทำร้ายร่างกายภรรยาอย่างทารุณ สองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ หลังจากมีปากเสียงกันรุนแรง เขาได้ลงมือทำร้ายเธอจนบาดเจ็บสาหัส และขังเธอไว้ในห้องพร้อมลูกสาวคนเล็ก ยึดโทรศัพท์มือถือและตัดขาดการติดต่อจากโลกภายนอกทั้งหมด เขายื่นคำขาดข่มขู่น้องภูมิว่า หากเด็กชายบอกเรื่องนี้กับใคร หรือพาคนนอกเข้ามาในบ้าน เขาจะฆ่าแม่และน้องให้ตาย เด็กชายวัยเพียงเจ็ดขวบต้องแบกรับความลับอันน่าสะพรึงกลัวและชะตากรรมของครอบครัวไว้บนบ่าเพียงลำพัง ทุกวันเขาต้องแสร้งทำตัวเป็นปกติ เดินไปโรงเรียนด้วยหัวใจที่แหลกสลาย คอยแอบเก็บเศษอาหารและน้ำแอบเอาไปให้แม่และน้องประทังชีวิตในเวลาที่พ่อเผลอหลับ จนกระทั่งความกล้าหาญและความหวังสุดท้าย นำพาเขาให้มาหยุดยืนอยู่หน้าสายตรวจชุมชนอย่างผม สามวันผ่านไปหลังจากเหตุการณ์เลวร้าย บรรยากาศในห้องพักฟื้นผู้ป่วยของโรงพยาบาลเงียบสงบ แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างกระจกเข้ามาอย่างอบอุ่น ขจัดความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นในความทรงจำออกไปจนหมดสิ้น อาการของแม่และน้องสาวพ้นขีดอันตรายแล้ว สีหน้าของเธอเริ่มมีเลือดฝาด และเด็กน้อยก็เริ่มส่งเสียงหัวเราะและยอมดื่มนมได้มากขึ้น ผมถือถุงของขวัญใบเล็กๆ เดินเข้าไปในห้อง ข้างในมีชุดนักเรียนใหม่สองชุด รองเท้าคู่ใหม่ และสมุดวาดภาพพร้อมกล่องดินสอสี น้องภูมิกำลังนั่งทำการบ้านอยู่ข้างเตียงแม่ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นเห็นผม … Read more

(PART 3)สามีรังเกียจหาว่าฉันเป็นยายเพิ้งจนควงเมียน้อยไปงานเลี้ยงบริษัท—แต่ต้องอ้าปากค้าง เมื่อฉันก้าวเข้ามาแล้วประธานใหญ่คุกเข่าลงต่อหน้า

(PART 3) บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ สายตาทุกคู่ของบรรดานักธุรกิจ เซเลบริตี้ และผู้บริหารระดับสูงต่างจับจ้องไปที่กานต์และมินตราด้วยความรังเกียจและสมเพช จากชายหนุ่มที่เคยยืนเชิดหน้าชูตา คิดว่าตัวเองเป็นดาวเด่นของค่ำคืน บัดนี้กานต์กลับดูตัวเล็กจ้อย ไร้ค่า และน่าเวทนายิ่งกว่าเศษผง ฉันเปิดแฟ้มเอกสารในมือออกอย่างช้าๆ แสงไฟสะท้อนให้เห็นตราประทับทางกฎหมายของสำนักงานทนายความอันดับหนึ่งของประเทศ “กานต์ ทรัพย์สินทุกอย่างที่เธอมีอยู่ตอนนี้… รถยนต์หรู คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสุขุมวิท บัญชีเงินฝาก และตำแหน่งหน้าที่การงาน เธอคิดว่ามันมาจากความสามารถของเธอจริงๆ งั้นเหรอ?” ฉันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก กานต์ตัวสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลอาบสองแก้ม “ริน… หมายความว่ายังไง…” คุณอนันต์ก้าวขึ้นมาข้างหน้าพร้อมกับเปิดแท็บเล็ตแสดงเอกสารสำคัญขึ้นจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่กลางเวที “ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของคุณกานต์ เกิดขึ้นได้เพราะคุณรินรดาเซ็นอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ เงินโบนัสพิเศษปีละหลายล้าน รวมถึงรถเบนซ์ประจำตำแหน่ง ล้วนเป็นเงินจากกองทุนส่วนตัวของคุณรินรดาทั้งสิ้น คอนโดมิเนียมที่พวกคุณแอบใช้เป็นรังรักกับเลขาคนนี้ ก็ซื้อในนามนิติบุคคลของเครืออัครเมธากุล!” เสียงฮือฮาดังระงมขึ้นอีกครั้ง มินตราได้ยินดังนั้นถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้นพรม เธอคิดมาตลอดว่ากานต์เป็นเศรษฐีหนุ่มอนาคตไกล เป็นบ่อเงินบ่อทองที่เธอแย่งชิงมาจากเมียหลวงได้สำเร็จ แต่แท้จริงแล้ว ชายที่เธอยอมเอาตัวเข้าแลกกลับไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลยแม้แต่อย่างเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเอามาปรนเปรอเธอ ล้วนเป็นเศษเงินจากความเมตตาของผู้หญิงที่เธอเหยียดหยามว่าเป็นยายเพิ้ง “และที่เลวร้ายไปกว่านั้น…” ฉันกล่าวต่อ ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สิ้นหวังของกานต์ “ฝ่ายตรวจสอบบัญชีพบว่า เธอร่วมมือกับมินตรา ยักยอกเงินงบประมาณจัดซื้อของบริษัทไปกว่าสี่สิบล้านบาท เพื่อเอาไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกาหรู และปรนเปรอกันในโรงแรมห้าดาว” “ไม่จริง! พี่ไม่ได้ทำ! ริน… ให้โอกาสพี่อธิบายก่อน!” … Read more