ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์)

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์) การเดินออกจากสำนักงานขายในวันนั้น คือการก้าวเดินที่เบาสบายที่สุดในชีวิตของฉัน ราวกับได้ปลดเปลื้องโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่สำหรับครอบครัวของภัทร… หายนะเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น หลังจากวันนั้นไม่ถึงสามชั่วโมง โทรศัพท์มือถือของฉันก็แทบระเบิด มีสายเรียกเข้าและข้อความจากภัทรส่งเข้ามาไม่ต่ำกว่าร้อยสาย เขาส่งข้อความมาขอโทษ อ้อนวอน อ้างว่าเขารักฉันมากแค่ไหน และยอมทำทุกอย่างเพื่อให้งานแต่งงานดำเนินต่อไปได้ แต่ฉันไม่แม้แต่จะกดเปิดอ่าน ฉันบล็อกเบอร์โทรศัพท์ของเขา ไลน์ เฟซบุ๊ก และทุกช่องทางการติดต่ออย่างเด็ดขาด ทางด้านคุณเกรียงไกรและคุณนายอรัญญา เมื่อรู้ว่าฉันเอาจริงและไม่ยอมกลับไปเป็นเหยื่อให้พวกเขาสูบเลือดสูบเนื้อ ความตื่นตระหนกก็ถาโถมเข้าใส่พวกเขาทันที เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขามั่นใจมากว่าแผนการจะสำเร็จ จึงได้แจกการ์ดแต่งงานไปแล้วนับร้อยใบให้แก่ญาติพี่น้องและเพื่อนร่วมงานในแวดวงสังคม การที่งานแต่งงานถูกยกเลิกกะทันหันย่อมหมายถึงความอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง สองวันต่อมา คุณเกรียงไกรพาภัทรบุกมาถึงบ้านพักของฉันและพ่อแม่ในยามบ่าย คราวนี้ ท่าทางหยิ่งยโส โอหัง และบารมีจอมปลอมของผู้เป็นพ่อได้หายไปจนหมดสิ้น เขายืนอยู่หน้าประตูรั้วพร้อมกระเช้ารังนกและผลไม้ราคาแพงในมือ สีหน้าซีดเซียวและดูแก่ชงักลงไปหลายปี “หนูริน… พ่อมาขอโทษ” คุณเกรียงไกรเอ่ยขึ้นทันทีที่ฉันเปิดประตูรั้วออกไป โดยมีพ่อสุรชัยยืนคุมเชิงอยู่ข้างหลัง “วันนั้นพ่อคิดน้อยไป พ่อแค่อยากให้ครอบครัวเรามั่นคง… เอาอย่างนี้ไหมลูก ถ้าหนูรินยอมกลับมาแต่งงานกับภัทร พ่อจะยอมให้ใส่ชื่อหนูรินกับภัทรในโฉนดบ้านเหมือนเดิมเลย พ่อจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกแม้แต่นิดเดียว!” ฉันมองดูชายวัยกลางคนที่เคยชี้นิ้วสั่งฉันเมื่อวันก่อน บัดนี้กลับต้องมายืนก้มหัวอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา “ยอมให้ใส่ชื่อหนูงั้นเหรอคะ?” ฉันถามกลับด้วยรอยยิ้มเย็น “แล้วเงินดาวน์ 1.2 ล้านที่คุณลุงบอกว่ามีล่ะคะ … Read more

Part 3 (End) แฟนทิ้งฉันไว้ในสระน้ำลึกเพื่อไปดูแลพี่สาว—พอกลับถึงบ้าน ฉันตัดสินใจเปลี่ยนมหาวิทยาลัยและชีวิตที่พวกเขาเคยขีดเส้นไว้ให้ทั้งหมด

Part 3 (End) บ่ายวันนั้น ฉันไม่รอช้าอีกต่อไป ฉันเดินกลับขึ้นห้อง ปิดประตูล็อกกลอนอย่างแน่นหนา แล้วเริ่มเก็บเสื้อผ้าและข้าวของที่จำเป็นทั้งหมดลงกระเป๋าเดินทางสองใบ เอกสารสำคัญ บัตรประชาชน สูติบัตร วุฒิการศึกษา และสมุดบัญชี ฉันเก็บไว้ติดตัวอย่างดี พ่อกับแม่พยายามทุบประตูห้องเสียงดังลั่น สลับกับเสียงก่นด่าและคำขู่ว่าจะตัดขาดฉันออกจากตระกูล แต่ยิ่งพวกเขาด่าทอมากเท่าไหร่ จิตใจของฉันก็ยิ่งมั่นคงและเข้มแข็งขึ้นเท่านั้น ฉันรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เคยมีคำว่าครอบครัวสำหรับฉัน มันเป็นเพียงกรงขังที่คอยดูดกลืนความฝันของฉันไปปรนเปรอให้พี่สาวเท่านั้น เมื่อเก็บของเสร็จ ฉันโทรเรียกแท็กซี่ให้มารับที่หน้าบ้าน ฉันเปิดประตูห้องออกมา ลากกระเป๋าเดินทางเดินผ่านพ่อ แม่ และพี่เบลที่ยืนร้องไห้ตาบวมอยู่ตรงทางเดิน “ถ้าแกก้าวออกจากบ้านนี้ไปแม้แต่ก้าวเดียว แกอย่าหวังว่าจะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก!” พ่อตะโกนขู่เสียงสั่น ฉันหยุดเดิน หันกลับไปมองพวกเขาสามคนเป็นครั้งสุดท้าย “ไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะต่อให้พ่อแม่คุกเข่าอ้อนวอนให้หนูกลับมา หนูก็จะไม่มีวันหันหลังกลับมามองที่นี่อีกเลย” ฉันก้าวขึ้นรถแท็กซี่ มุ่งหน้าตรงไปยังหอพักของสถาบันการบินพลเรือนทันที โดยไม่เสียน้ำตาให้พวกเขาแม้แต่หยดเดียว หลังจากวันนั้น ชีวิตของฉันก็พลิกผันไปสู่โลกใบใหม่ โลกที่ไม่มีใครตัดสินฉันจากรอยแผลเป็น แต่ทุกคนมองเห็นฉันจากศักยภาพและสมอง ฉันเข้าเรียนในสาขาวิศวกรรมการบิน ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการอ่านหนังสือ การทดลองในอุโมงค์ลม และการฝึกงานด้านเทคนิคการบิน ทุนการศึกษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้ฉันไม่ต้องพึ่งพาเงินจากทางบ้านแม้แต่บาทเดียว ฉันเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ บล็อกโซเชียลมีเดียของทุกคน และเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างแท้จริง เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งสี่ปีผ่านพ้น ในวันพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ฉันสวมชุดครุยวิศวกรรมการบิน พร้อมด้วยเหรียญทองเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ฉันได้รับการเซ็นสัญญาเข้าทำงานทันทีในตำแหน่งวิศวกรซ่อมบำรุงอากาศยานของสายการบินนานาชาติชั้นนำ … Read more

Part 3: ปลายทางแห่งการเริ่มต้นใหม่ (ตอนจบ)

Part 3: ปลายทางแห่งการเริ่มต้นใหม่ (ตอนจบ) หลังจากก้าวลงจากเครื่องบินที่เชียงใหม่ ฉันไม่ได้แวะพักหรือไปท่องเที่ยวตามแผนการใดๆ ทั้งสิ้น ฉันพาเตชินไปนั่งพักที่ร้านกาแฟอันเงียบสงบในสนามบิน ซื้อนมและขนมให้ลูกกิน ก่อนจะจองตั๋วเครื่องบินของอีกสายการบินหนึ่งเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเที่ยวบินที่เร็วที่สุด ตลอดการเดินทางกลับ ฉันไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมาอีกเลย เมื่อความเจ็บปวดเดินทางมาถึงขีดสุด มันจะแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นและความเด็ดเดี่ยว ฉันรู้ดีว่าฉันล้มไม่ได้ เพราะเตชินมีเพียงฉันคนเดียวเป็นที่พึ่ง ทันทีที่กลับถึงคอนโดในกรุงเทพฯ ฉันโทรศัพท์ติดต่อพี่ชายของฉันซึ่งเป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีครอบครัว ฉันส่งหลักฐานทุกอย่างให้เขา ทั้งคลิปวิดีโอที่บันทึกเสียงการประกาศของกานต์อย่างชัดเจน สลิปบัตรเครดิตที่ฉันพบในอีเมลย้อนหลังซึ่งระบุค่าโรงแรมหรูในเชียงใหม่และภูเก็ต รวมถึงแชตไลน์ที่ฉันสามารถกู้คืนมาได้จากแท็บเล็ตเครื่องเก่าของเขาที่บ้าน ทุกอย่างสอดคล้องกันว่าเขานอกใจและมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับลูกเรือคนนั้นมานานถึงสองปี วันต่อมา ข่าวฉาวเรื่อง “กัปตันสายการบินดังสารภาพรักแอร์สาวกลางเวหา แต่เมียหลวงและลูกชายวัย 7 ขวบนั่งฟังอยู่ท้ายลำ” กลายเป็นไวรัลสะเทือนสังคม มีคลิปวิดีโอจากผู้โดยสารหลายคนถูกโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย สังคมรุมประณามการกระทำที่ไร้จริยธรรมและขาดความเป็นมืออาชีพของทั้งคู่ เพียงไม่ถึงสามวัน ทางสายการบินต้นสังกัดได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ปลดกานต์ออกจากตำแหน่งนักบินและยกเลิกสัญญาจ้างทันที เนื่องจากกระทำความผิดร้ายแรง ละเมิดกฎระเบียบความปลอดภัยในการใช้อุปกรณ์สื่อสารของเครื่องบินเพื่อเรื่องส่วนตัว และสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ภาพลักษณ์ขององค์กร ส่วนอริสาก็ถูกสั่งพักงานและสอบสวนทางวินัยจนต้องยื่นใบลาออกในที่สุดเพื่อหนีแรงกดดันจากสังคม กานต์พยายามมาหาฉันที่คอนโดหลายครั้ง เขายืนเคาะประตู ร้องไห้ขอร้องอยู่หน้าห้องจนนิติต้องขึ้นมาเชิญตัวออกไป เขาส่งข้อความมานับร้อยข้อความ อ้อนวอนขอโอกาส ขอร้องไม่ให้หย่า และบอกว่าเขาเสียทุกอย่างไปหมดแล้ว ทั้งงาน เกียรติยศ และเงินทอง แต่ฉันไม่เปิดประตูให้เขาแม้แต่ครั้งเดียว สองสัปดาห์ต่อมา เราเผชิญหน้ากันอีกครั้งที่สำนักงานเขตบางรักเพื่อจดทะเบียนหย่า กานต์ดูแก่ลงไปนับสิบปี ผมเผ้ายุ่งเหยิง … Read more

ตอนที่ 3 (ตอนจบ)ฉันโดนไล่ออกเพราะหาว่าพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น แต่พอฉันพูด 9 ภาษาในงานเลี้ยงส่ง ทั้งออฟฟิศที่เคยดูถูกถึงกับหน้าชาและอับอายต่อหน้าคนทั้งบริษัท

ตอนที่ 3 (ตอนจบ) ฉันไม่ปล่อยให้ความเงียบนั้นสูญเปล่า ฉันหันไปทางคณะตัวแทนจากโตเกียว แล้วเปลี่ยนโทนเสียงเป็นภาษาญี่ปุ่นระดับทางการชั้นสูง (เคโงะ) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้เฉพาะในราชสำนักหรือการเจรจาระดับผู้นำองค์กร ฉันอธิบายโครงสร้างตลาดและความตั้งใจของทีมงานไทยอย่างลึกซึ้ง จนประธานชาวญี่ปุ่นถึงกับเบิกตากว้าง รีบลุกขึ้นโค้งคำนับให้ฉันด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ยังไม่ทันที่คนในห้องจะได้ตั้งสติ ฉันกวาดสายตาไปยังกลุ่มนักลงทุนจากเซี่ยงไฮ้ แล้วเปล่งเสียงภาษาจีนกลางที่คมชัด หนักแน่น และถูกต้องตามหลักวรรณยุกต์อย่างไร้ที่ติ ฉันชี้แจงตัวเลขผลประโยชน์ร่วมกันที่ทางบริษัทเคยทำเอกสารผิดพลาดไว้ให้กระจ่างชัดในเวลาเพียงสองนาที ทำให้ตัวแทนชาวจีนพยักหน้าชื่นชมไม่หยุด จากนั้น เพื่อตอบรับกลุ่มทุนยุโรป ฉันสลับไปใช้ภาษาเยอรมันที่เด็ดขาด แม่นยำ ต่อด้วยภาษาสเปนที่พริ้วไหว ภาษาอิตาลีที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ และภาษารัสเซียที่ทรงพลัง ก่อนจะตบท้ายด้วยภาษาอาหรับสำเนียงมาตรฐานสำหรับคู่ค้าจากตะวันออกกลาง รวมทั้งหมดแปดภาษาต่างประเทศชั้นนำ ถูกร้อยเรียงออกมาอย่างไหลลื่น ต่อเนื่อง และสมบูรณ์แบบในเชิงวรรณศิลป์และการทูตธุรกิจ แขกต่างชาติทุกคนในห้องบอลรูมต่างลุกขึ้นยืนปรบมือด้วยความทึ่ง บางคนถึงกับส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ บนเวที คุณวิโรจน์ยืนอ้าปากค้าง หน้าถอดสีจนขาวซีดยิ่งกว่ากระดาษ ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ส่วนแพรวาที่ยืนอยู่ด้านล่าง บัดนี้หน้าชาดิก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว เล็บสีแดงที่เคยกรีดกรายจิกลงบนฝ่ามือตัวเองจนแน่น เจนนี่และเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่เคยหัวเราะเยาะฉัน ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาด้วยความอับอายอย่างถึงที่สุด สุดท้าย ฉันหันกลับมามองคุณวิโรจน์และแพรวาตรงๆ แล้วยกไมโครโฟนขึ้นกล่าวภาษาที่เก้า — ภาษาอังกฤษสำเนียงบริติชอันไร้ที่ติ นุ่มลึก และเปี่ยมด้วยอำนาจที่แท้จริง “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันเลือกที่จะนิ่งเงียบและทำงานอย่างถ่อมตน ไม่ใช่เพราะฉันไร้ความสามารถ แต่เพราะฉันเชื่อว่าคุณค่าของคนวัดกันที่ผลงานและความจริงใจ ไม่ใช่การโอ้อวดเปลือกนอกที่กลวงเปล่า” … Read more

ตอนที่ 3: เปิดโปงคนชั่ว ทวงคืนบัลลังก์ทายาท (จบบริบูรณ์)

ตอนที่ 3: เปิดโปงคนชั่ว ทวงคืนบัลลังก์ทายาท (จบบริบูรณ์) ดวงตาของคุณแพรวาค่อยๆ ลืมขึ้นมาอย่างยากลำบาก สายตาที่พร่ามัวค่อยๆ ปรับโฟกัสจนเห็นใบหน้าของฉันและทารกน้อยในอ้อมแขน ริมฝีปากที่แห้งผากของเธอขยับเบาๆ แทบไม่มีเสียง “พะ… พิมพ์… ลูก…“ “คุณผู้หญิง! ได้ยินอิฉันไหมคะ?” ฉันก้มลงกระซิบข้างหูของเธออย่างรวดเร็ว “ฟังอิฉันให้ดีนะคะคุณผู้หญิง คุณเมธัสกับลลิตาหักหลังคุณ พวกมันสลับตัวลูกของคุณไป และเมธัสเพิ่งสั่งให้หมอชัยรัตน์ฉีดยาฆ่าคุณคืนนี้เพื่อฮุบมรดก! แต่อิฉันแอบสลับลูกสาวตัวจริงของคุณกลับมาได้แล้ว ดูสิคะ… ปานรูปดอกมะลิที่หัวไหล่ซ้าย ลูกของคุณปลอดภัยดีค่ะ!“ ฉันเปิดผ้าอ้อมให้คุณแพรวาดูปานดำรูปดอกมะลิ ทันทีที่เห็น น้ำตาแห่งความรักและความเจ็บปวดก็ไหลทะลักออกมาอาบแก้มของเธอ แววตาที่เคยอ่อนแรงแปรเปลี่ยนเป็นประกายไฟแห่งความเคียดแค้นและความมุ่งมั่นของความเป็นแม่อย่างน่าอัศจรรย์ สัญชาตญาณความเป็นแม่ดึงสติสัมปชัญญะของเธอกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ “ไอ้… สัตว์นรก…” คุณแพรวาเค้นเสียงรอดไรฟัน มืออันสั่นเทาเอื้อมมาจับมือฉันไว้แน่น “พิมพ์… ช่วยฉัน… เราต้องซ้อนแผนพวกมัน…“ ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ด้วยความช่วยเหลือจากทนายวรเดชที่นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลตำรวจบุกเข้ามาทางประตูด้านหลัง พวกเราได้ทำการย้ายคุณแพรวาออกจากห้อง ICU ไปยังห้องนิรภัยชั้นบนอย่างลับๆ และส่งหมอของตำรวจเข้ามาสวมรอยดูแลแทน เพื่อดักจับหมอชัยรัตน์คาหนังคาเขาพร้อมเข็มฉีดยาพิษในเวลาเที่ยงคืน หมอชัยรัตน์ถูกจับกุมตัวได้ในทันที และยอมจำนนเปิดปากสารภาพความจริงทั้งหมดเพื่อแลกกับการลดหย่อนโทษ พร้อมทั้งส่งมอบคลิปเสียงการสั่งฆ่าของเมธัสให้ตำรวจทันที! แต่คุณแพรวาสั่งให้ทุกคนเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ… เพราะเธอยังมีเวทีใหญ่ที่ต้องขึ้นไปปิดฉากคนทรยศด้วยตัวเอง เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้องโถงรับรองวีไอพีของโรงพยาบาลเดชาวัฒน์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึมครึม เมธัสในชุดสูทสีดำสนิทแสร้งทำสีหน้าโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง ยืนอยู่ต่อหน้าคณะกรรมการบริหารบริษัท … Read more

ตอนที่ 3 (ตอนจบ)

ตอนที่ 3 (ตอนจบ) เวลา 20:00 น. ตรง รถเอสยูวีสีดำของภัทรแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าอาคารสำนักงานย่านสาทรเหมือนเช่นเคย ฉันก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะข้างคนขับด้วยสีหน้าเรียบเฉย แสร้งทำเป็นพนักงานออฟฟิศที่เหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาทั้งวัน ภัทรหันมายิ้มให้อย่างอบอุ่น รอยยิ้มของน้องชายที่แสนดีซึ่งซ่อนใบหน้าของปีศาจไว้เบื้องหลัง “วันนี้งานหนักอีกแล้วเหรอครับพี่ริน? หน้าซีดเชียว” ภัทรพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำดื่มที่เปิดฝาไว้แล้วส่งมาให้ฉัน “ดื่มน้ำเย็นๆ ให้ชื่นใจก่อนครับ เดี๋ยวผมเปิดแอร์เย็นๆ ให้” “ขอบใจนะภัทร” ฉันรับขวดน้ำมา ยกขึ้นจรดริมฝีปาก แกล้งทำท่ากลืนอึกใหญ่ แต่แท้จริงแล้วฉันใช้เทคนิคแอบบ้วนน้ำกลับลงไปในแก้วเก็บความเย็นส่วนตัวที่มีหลอดดูดปิดทึบซึ่งฉันถือติดมือมาด้วย หลังจากผ่านไปสิบนาที ฉันเริ่มแกล้งทิ้งศีรษะพิงกระจก เปลือกตาค่อยๆ ปิดลง แกล้งหายใจติดขัดและปล่อยให้แขนทั้งสองข้างตกลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง ภัทรชะลอรถแล้วเอื้อมมือมาเขย่าแขนฉันเบาๆ “พี่ริน? พี่รินครับ?” เมื่อเห็นว่าฉันไม่ตอบสนอง เขาก็แสยะยิ้มกว้างออกมาทันที เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาธาม “พี่ธาม ปลาฮุบเหยื่อแล้ว หลับสนิทเป็นตายเลย กำลังขับมุ่งหน้าไปที่คลินิก เดี๋ยวเจอกันอีกครึ่งชั่วโมง” รถแล่นฝ่าสายฝนออกนอกเมือง มุ่งตรงไปยังคลินิกเวชกรรมร้างที่ถูกดัดแปลงเป็นแล็บลับในซอยลึกแถบนนทบุรี ภัทรขับรถเลี้ยวเข้าไปในโรงจอดรถด้านหลังที่มีประตูปิดมิดชิด จากนั้นเขาก็ดึงร่างของฉันขึ้นไปบนรถเข็นพยาบาล ล้อเลื่อนหมุนไปตามทางเดินที่เงียบสงัดและมีกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฟุ้งกระจาย ประตูห้องผ่าตัดเปิดออก แสงไฟนีออนสว่างจ้าส่องเข้าตาที่แอบหรี่มองอยู่ ธามยืนอยู่ในชุดกาวน์แพทย์ ข้างๆ เขาคือหญิงสาวหน้าตาซีดเซียวแต่แววตาเต็มไปด้วยความโลภ—แพทย์หญิง วาเนสซ่า “มาถึงสักที” วาเนสซ่าพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เธอเดินมาลูบใบหน้าของฉันอย่างหลงใหล “เซลล์ของนังนี่บริสุทธิ์มาก … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3): บทสรุปของคนทรยศ [จบ]

ตอนที่ 3 (Part 3): บทสรุปของคนทรยศ [จบ] “แม่จ๋า! ช่วยแม่ด้วย! แม่อยู่ข้างใน!” เสียงกรีดร้องของมะนาวดังลั่นไปทั่วซอย ตามมาด้วยเสียงกระแทกประตูรั้วเหล็กด้านหน้าอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจสองนายพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยที่ตามหลังมาติดๆ ใช้คีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ตัดโซ่คล้องประตูหน้าบ้านออก เสียงพังประตูไม้บานใหญ่ดังสนั่นก่อนที่กลุ่มควันสีเทาและสารเคมีดับเพลิงจะพวยพุ่งทะลักออกมาด้านนอก “มีคนเจ็บอยู่ข้างใน! เตรียมถังออกซิเจนเร็ว!” เสียงตำรวจตะโกนสั่งการ ร่างของฉันถูกหามออกมาบนเปลพยาบาล สติของฉันเลือนรางแต่ยังคงพยายามเบิกตามองหาลูกสาว ทันทีที่เห็นมะนาววิ่งโผเข้ามากอดแขนฉันทั้งน้ำตา โดยมีก้อย น้องสาวของฉันยืนประคองอยู่ข้างๆ ความอัดอั้นตันใจทั้งหมดก็พังทลาย ฉันรอดชีวิตมาได้ และลูกสาวของฉันปลอดภัย “พี่ริญ! ไม่เป็นไรแล้วนะพี่ ปลอดภัยแล้ว ตำรวจล้อมจับพวกมันได้หมดแล้ว!” ก้อยพูดทั้งน้ำตาพลางลูบหน้าผากฉัน หลังจากหน่วยกู้ภัยปฐมพยาบาลให้ออกซิเจนแก่ฉันและมะนาวจนอาการคงที่ ร้อยตำรวจเอกพิชัย สารวัตรเวรสอบสวน สภ.คลองหลวง ได้เดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับสมุดบันทึกและแท็บเล็ตในมือ แววตาของเจ้าหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด “คุณริญญาครับ คนร้ายสองคนที่ขับรถตู้หนีออกไป ถูกด่านตรวจสกัดจับได้ที่ถนนพหลโยธินขาออก ห่างจากหมู่บ้านไปไม่ถึงห้ากิโลเมตร ในรถพบอุปกรณ์ตัดต่อสายแก๊ส รีโมตควบคุมชนวน และสารเร่งสะเก็ดไฟ ตอนนี้พวกมันยอมเปิดปากรับสารภาพหมดแล้วครับ” “แล้ว… เอกพลล่ะคะ?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ความเจ็บปวดในใจรุนแรงยิ่งกว่าบาดแผลตามร่างกาย สารวัตรพิชัยเปิดหน้าจอแท็บเล็ตให้ฉันดู มันคือภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในตัวเมืองนนทบุรี ซึ่งห่างจากบ้านของเราไปเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่เชียงใหม่อย่างที่เขาสร้างเรื่องโกหกไว้ “นายเอกพลไม่ได้ไปสนามบินดอนเมืองเลยครับ เขาขับรถไปเปิดห้องพักรออยู่ที่โรงแรมนี้ เพื่อสร้างหลักฐานที่อยู่เท็จ … Read more

พาร์ท 3 (จบ): ลมหายใจที่เป็นของตัวเอง

พาร์ท 3 (จบ): ลมหายใจที่เป็นของตัวเอง หลังจากวันนั้น ฉันเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ เปิดบัญชีธนาคารใหม่ และปิดกั้นช่องทางโซเชียลมีเดียเดิมทั้งหมด ฉันไม่รับรู้ข่าวสารโดยตรงจากครอบครัวของลูกชายอีกเลย แต่เมืองไทยไม่ได้กว้างใหญ่อย่างที่คิด โดยเฉพาะในแวดวงสังคมคนรู้จัก ข่าวคราวของพวกเขายังคงแว่วมาเข้าหูฉันเป็นระยะผ่านเพื่อนเก่าและคนสนิท ฉันได้ยินมาว่า วันนั้นที่หน้าบ้านพักตากอากาศที่เขาใหญ่ จบลงด้วยความอับอายขายหน้าอย่างที่สุด เจ้าของบ้านคนใหม่ไม่ยอมอ่อนข้อและเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาระงับเหตุจริงๆ แพรวากับพ่อแม่ของเธอต้องยืนร้องไห้อยู่ข้างกองกระเป๋าเดินทางท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้านละแวกนั้นที่ออกมาดูความพินาศของครอบครัวที่ชอบอวดรวย อานนท์ต้องกัดฟันควักเงินก้อนสุดท้ายที่เหลือติดกระเป๋าจ้างเหมารถกระบะขนครอบครัวและสัมภาระกลับเข้ากรุงเทพฯ อย่างทุลักทุเล ความจริงอันโหดร้ายเริ่มตามเช็คบิลพวกเขาทีละอย่าง เมื่อไม่มีเงินสนับสนุนจากฉัน ค่างวดรถหรูที่ค้างชำระก็ถูกไฟแนนซ์ส่งเจ้าหน้าที่มายึดไปภายในเวลาไม่ถึงสองเดือน คอนโดหรูที่พวกเขาเคยผ่อนอยู่ก็ต้องประกาศขายทอดตลาดเพราะไม่มีเงินส่งต่อ หลานทั้งสองคนต้องย้ายออกจากโรงเรียนนานาชาติค่าเทอมหลักล้าน ไปเข้าโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้านเช่าหลังเล็กๆ ที่พวกเขาจำใจต้องย้ายเข้าไปอยู่ และแน่นอน… เมื่อเงินทองหมดไป ความรักจอมปลอมที่สร้างขึ้นบนความสะดวกสบายก็พังทลายลงตามไปด้วย ฉันรู้มาว่าอานนท์กับแพรวาทะเลาะกันแทบทุกวัน ต่างฝ่ายต่างโทษกันว่าความโลภของอีกคนเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฉันตัดขาด แพรวาโทษว่าอานนท์ไม่เด็ดขาด ไม่สามารถควบคุมแม่ของตัวเองได้ ส่วนอานนท์ก็เพิ่งตาสว่างและโกรธแค้นที่แพรวาแอบทำเอกสารปลอมจนทำให้พวกเขาเสียโอกาสทุกอย่าง ในที่สุด พ่อแม่ของแพรวาที่เคยใส่เสื้อ “Family Cruise” อย่างมีความสุข ก็เป็นฝ่ายยุยงให้ลูกสาวฟ้องหย่า เพื่อแบ่งทรัพย์สินที่เหลืออยู่น้อยนิดและเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากอานนท์ ลูกชายของฉันที่เคยหยิ่งผยอง ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำในบริษัทเอกชนระดับล่าง นั่งรถเมล์ไปทำงาน และใช้ชีวิตอยู่ในห้องเช่าแคบๆ เพียงลำพังพร้อมภาระหนี้สินท่วมหัว ถามว่าฉันสะใจไหม? ไม่เลย… ในหัวใจของคนเป็นแม่ มันไม่มีความสะใจอยู่ในนั้นหรอก มันมีความเจ็บปวดลึกๆ อยู่เสมอที่เห็นสายเลือดเพียงคนเดียวต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้ แต่เหนือกว่าความเจ็บปวด คือ ‘ความเข้าใจ’ … Read more

ตอนที่ 3: บทเรียนราคาแพงและจุดจบของความถือดี

ตอนที่ 3: บทเรียนราคาแพงและจุดจบของความถือดี เสียงกัปตันประกาศแจ้งการเตรียมตัวลดระดับเพดานบินเพื่อร่อนลงสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดังขึ้นผ่านลำโพง แสงไฟในห้องโดยสารถูกหรี่ลงตามมาตรการความปลอดภัย บรรยากาศที่เคยคุกรุ่นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเงียบสงบ แต่สำหรับสองแม่ลูกที่นั่งอยู่เบาะหลังเดิม ทุกวินาทีกลับยาวนานราวกับตกนรกทั้งเป็น ผู้เป็นแม่นั่งกอดกระเป๋าแบรนด์เนมแนบแน่น เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก เธอพยายามกดโทรศัพท์เพื่อเตรียมติดต่อใครบางคน แต่ก็ไม่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณได้ในขณะนั้น ขณะที่เด็กหญิงเฌอเอมหลับไปพร้อมกับคราบน้ำตาบนแก้ม เมื่อล้อของเครื่องบินแอร์บัสแตะพื้นรันเวย์และค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่เกตเทียบเครื่องบิน สัญญาณรัดเข็มขัดนิรภัยดับลง ผู้โดยสารส่วนใหญ่เตรียมตัวจะลุกขึ้นหยิบกระเป๋าจากช่องเก็บของเหนือศีรษะ แต่แล้วเสียงประกาศของหัวหน้าลูกเรือก็ดังขึ้นอย่างหนักแน่น: “ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ขอความกรุณาทุกท่านนั่งประจำที่เดิมสักครู่ จนกว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมสถานการณ์เรียบร้อยค่ะ ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ” ประตูเครื่องบินเปิดออก เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของการท่าอากาศยานฯ ในเครื่องแบบเต็มยศจำนวนสี่นาย เดินแถวเรียงหนึ่งเข้ามาในห้องโดยสารทันที โดยมีหัวหน้าลูกเรือเดินนำทางตรงไปยังที่นั่งของแม่ลูกคู่นั้น “คุณวิภาดา มงคลสุข ใช่ไหมครับ?” นายตำรวจหัวหน้าชุดเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม หญิงคนนั้นสะดุ้งสุดตัว หน้าซีดจนไร้สีเลือด “ชะ… ใช่ค่ะ ผู้กอง มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยบนเครื่องค่ะ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!” “ทางเราได้รับแจ้งเหตุการก่อความไม่สงบ ทำลายทรัพย์สิน และพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยบนอากาศยานครับ มีพยานหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอและเอกสารคำร้องอย่างเป็นทางการจากกัปตัน ขอเชิญคุณและบุตรสาวไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจย่อยภายในสนามบินด้วยครับ” ผู้โดยสารทุกคนต่างมองดูเหตุการณ์ด้วยความโล่งใจ วิภาดาจำต้องก้มหน้าก้มตา ลากกระเป๋าและจูงลูกสาวเดินตามเจ้าหน้าที่ตำรวจออกไปจากเครื่องบิน ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบและสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองความอัปยศของเธอ เมื่อเดินออกมาถึงบริเวณหน้าเกต หมอธนินซึ่งเดินตามออกมาพร้อมกับแฟ้มคดีและกระเป๋าที่เสียหาย ก็พบกับชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมสูทดูภูมิฐาน … Read more

ตอนที่ 3 (จบบริบูรณ์): การชดใช้ของปีศาจร้ายและอ้อมกอดสุดท้าย (Part 3 – END)

ตอนที่ 3 (จบบริบูรณ์): การชดใช้ของปีศาจร้ายและอ้อมกอดสุดท้าย (Part 3 – END) “พวกมึงทำอะไรกับลูกกู…” น้ำเสียงของแม่ไม่ได้ตะโกนอีกต่อไป แต่มันต่ำ พร่าสั่น และเยือกเย็นจนทำให้บรรยากาศรอบข้างราวกับลดลงสู่จุดเยือกแข็ง แม่ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ดวงตาสีแดงก่ำจับจ้องไปที่สองแม่ลูกที่กำลังนั่งตัวสั่นงันงกอยู่หน้าประตู “คุณ… คุณแอนคะ! ป้าไม่ได้ตั้งใจ! ป้าสาบานได้! น้อง… น้องอาจจะโรคหัวใจกำเริบเอง ป้าไม่รู้เรื่องจริง ๆ นะคะ!” ป้ามลคลานเข่าเข้ามากราบแทบเท้าแม่ ร้องไห้คร่ำครวญขอความเมตตา “ยกโทษให้ป้าด้วยนะคะคุณแอน อย่าเอาเรื่องป้าเลยนะ ป้ามีลูกต้องดูแล…” “ลูกเหรอ?” แม่แค่นหัวเราะออกมาอย่างน่ากลัว เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูแตกสลายและคลุ้มคลั่ง “มึงรักลูกของมึง แล้วลูกของกูล่ะ?! เด็กหกขวบที่กูไว้ใจให้มึงดูแล! เด็กที่มึงเอาเศษผักบูดให้กิน แล้วประเคนของดี ๆ ให้ลูกตัวเองกินจนอ้วนพี!” แม่ไม่เสียเวลาฟังคำแก้ตัวอันน่ารังเกียจอีกต่อไป แม่หยิบโทรศัพท์มือถือราคาแพงขึ้นมา กดโทรออกไปยังสามเบอร์ติดต่อหลักทันที สายแรก… หน่วยกู้ชีพฉุกเฉินและโรงพยาบาลตำรวจ สายที่สอง… ทนายความประจำตระกูลที่มีอิทธิพลที่สุดในประเทศ และสายที่สาม… พลตำรวจโทผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและที่ปรึกษาทางกฎหมายของบริษัทแม่ “พี่เอกคะ… มาที่บ้านแอนเดี๋ยวนี้ค่ะ พาทีมพิสูจน์หลักฐานและร้อยเวรมาด้วย มีคนฆาตกรรมลูกสาวแอนในบ้าน” แม่พูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเย็นยะเยือก … Read more