พาร์ท 3 (จบ): ลมหายใจที่เป็นของตัวเอง

พาร์ท 3 (จบ): ลมหายใจที่เป็นของตัวเอง หลังจากวันนั้น ฉันเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ เปิดบัญชีธนาคารใหม่ และปิดกั้นช่องทางโซเชียลมีเดียเดิมทั้งหมด ฉันไม่รับรู้ข่าวสารโดยตรงจากครอบครัวของลูกชายอีกเลย แต่เมืองไทยไม่ได้กว้างใหญ่อย่างที่คิด โดยเฉพาะในแวดวงสังคมคนรู้จัก ข่าวคราวของพวกเขายังคงแว่วมาเข้าหูฉันเป็นระยะผ่านเพื่อนเก่าและคนสนิท ฉันได้ยินมาว่า วันนั้นที่หน้าบ้านพักตากอากาศที่เขาใหญ่ จบลงด้วยความอับอายขายหน้าอย่างที่สุด เจ้าของบ้านคนใหม่ไม่ยอมอ่อนข้อและเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาระงับเหตุจริงๆ แพรวากับพ่อแม่ของเธอต้องยืนร้องไห้อยู่ข้างกองกระเป๋าเดินทางท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้านละแวกนั้นที่ออกมาดูความพินาศของครอบครัวที่ชอบอวดรวย อานนท์ต้องกัดฟันควักเงินก้อนสุดท้ายที่เหลือติดกระเป๋าจ้างเหมารถกระบะขนครอบครัวและสัมภาระกลับเข้ากรุงเทพฯ อย่างทุลักทุเล ความจริงอันโหดร้ายเริ่มตามเช็คบิลพวกเขาทีละอย่าง เมื่อไม่มีเงินสนับสนุนจากฉัน ค่างวดรถหรูที่ค้างชำระก็ถูกไฟแนนซ์ส่งเจ้าหน้าที่มายึดไปภายในเวลาไม่ถึงสองเดือน คอนโดหรูที่พวกเขาเคยผ่อนอยู่ก็ต้องประกาศขายทอดตลาดเพราะไม่มีเงินส่งต่อ หลานทั้งสองคนต้องย้ายออกจากโรงเรียนนานาชาติค่าเทอมหลักล้าน ไปเข้าโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้านเช่าหลังเล็กๆ ที่พวกเขาจำใจต้องย้ายเข้าไปอยู่ และแน่นอน… เมื่อเงินทองหมดไป ความรักจอมปลอมที่สร้างขึ้นบนความสะดวกสบายก็พังทลายลงตามไปด้วย ฉันรู้มาว่าอานนท์กับแพรวาทะเลาะกันแทบทุกวัน ต่างฝ่ายต่างโทษกันว่าความโลภของอีกคนเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฉันตัดขาด แพรวาโทษว่าอานนท์ไม่เด็ดขาด ไม่สามารถควบคุมแม่ของตัวเองได้ ส่วนอานนท์ก็เพิ่งตาสว่างและโกรธแค้นที่แพรวาแอบทำเอกสารปลอมจนทำให้พวกเขาเสียโอกาสทุกอย่าง ในที่สุด พ่อแม่ของแพรวาที่เคยใส่เสื้อ “Family Cruise” อย่างมีความสุข ก็เป็นฝ่ายยุยงให้ลูกสาวฟ้องหย่า เพื่อแบ่งทรัพย์สินที่เหลืออยู่น้อยนิดและเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากอานนท์ ลูกชายของฉันที่เคยหยิ่งผยอง ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำในบริษัทเอกชนระดับล่าง นั่งรถเมล์ไปทำงาน และใช้ชีวิตอยู่ในห้องเช่าแคบๆ เพียงลำพังพร้อมภาระหนี้สินท่วมหัว ถามว่าฉันสะใจไหม? ไม่เลย… ในหัวใจของคนเป็นแม่ มันไม่มีความสะใจอยู่ในนั้นหรอก มันมีความเจ็บปวดลึกๆ อยู่เสมอที่เห็นสายเลือดเพียงคนเดียวต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้ แต่เหนือกว่าความเจ็บปวด คือ ‘ความเข้าใจ’ … Read more

ตอนที่ 3: บทเรียนราคาแพงและจุดจบของความถือดี

ตอนที่ 3: บทเรียนราคาแพงและจุดจบของความถือดี เสียงกัปตันประกาศแจ้งการเตรียมตัวลดระดับเพดานบินเพื่อร่อนลงสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดังขึ้นผ่านลำโพง แสงไฟในห้องโดยสารถูกหรี่ลงตามมาตรการความปลอดภัย บรรยากาศที่เคยคุกรุ่นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเงียบสงบ แต่สำหรับสองแม่ลูกที่นั่งอยู่เบาะหลังเดิม ทุกวินาทีกลับยาวนานราวกับตกนรกทั้งเป็น ผู้เป็นแม่นั่งกอดกระเป๋าแบรนด์เนมแนบแน่น เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก เธอพยายามกดโทรศัพท์เพื่อเตรียมติดต่อใครบางคน แต่ก็ไม่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณได้ในขณะนั้น ขณะที่เด็กหญิงเฌอเอมหลับไปพร้อมกับคราบน้ำตาบนแก้ม เมื่อล้อของเครื่องบินแอร์บัสแตะพื้นรันเวย์และค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่เกตเทียบเครื่องบิน สัญญาณรัดเข็มขัดนิรภัยดับลง ผู้โดยสารส่วนใหญ่เตรียมตัวจะลุกขึ้นหยิบกระเป๋าจากช่องเก็บของเหนือศีรษะ แต่แล้วเสียงประกาศของหัวหน้าลูกเรือก็ดังขึ้นอย่างหนักแน่น: “ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ขอความกรุณาทุกท่านนั่งประจำที่เดิมสักครู่ จนกว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมสถานการณ์เรียบร้อยค่ะ ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ” ประตูเครื่องบินเปิดออก เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของการท่าอากาศยานฯ ในเครื่องแบบเต็มยศจำนวนสี่นาย เดินแถวเรียงหนึ่งเข้ามาในห้องโดยสารทันที โดยมีหัวหน้าลูกเรือเดินนำทางตรงไปยังที่นั่งของแม่ลูกคู่นั้น “คุณวิภาดา มงคลสุข ใช่ไหมครับ?” นายตำรวจหัวหน้าชุดเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม หญิงคนนั้นสะดุ้งสุดตัว หน้าซีดจนไร้สีเลือด “ชะ… ใช่ค่ะ ผู้กอง มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยบนเครื่องค่ะ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!” “ทางเราได้รับแจ้งเหตุการก่อความไม่สงบ ทำลายทรัพย์สิน และพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยบนอากาศยานครับ มีพยานหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอและเอกสารคำร้องอย่างเป็นทางการจากกัปตัน ขอเชิญคุณและบุตรสาวไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจย่อยภายในสนามบินด้วยครับ” ผู้โดยสารทุกคนต่างมองดูเหตุการณ์ด้วยความโล่งใจ วิภาดาจำต้องก้มหน้าก้มตา ลากกระเป๋าและจูงลูกสาวเดินตามเจ้าหน้าที่ตำรวจออกไปจากเครื่องบิน ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบและสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองความอัปยศของเธอ เมื่อเดินออกมาถึงบริเวณหน้าเกต หมอธนินซึ่งเดินตามออกมาพร้อมกับแฟ้มคดีและกระเป๋าที่เสียหาย ก็พบกับชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมสูทดูภูมิฐาน … Read more

ตอนที่ 3 (จบบริบูรณ์): การชดใช้ของปีศาจร้ายและอ้อมกอดสุดท้าย (Part 3 – END)

ตอนที่ 3 (จบบริบูรณ์): การชดใช้ของปีศาจร้ายและอ้อมกอดสุดท้าย (Part 3 – END) “พวกมึงทำอะไรกับลูกกู…” น้ำเสียงของแม่ไม่ได้ตะโกนอีกต่อไป แต่มันต่ำ พร่าสั่น และเยือกเย็นจนทำให้บรรยากาศรอบข้างราวกับลดลงสู่จุดเยือกแข็ง แม่ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ดวงตาสีแดงก่ำจับจ้องไปที่สองแม่ลูกที่กำลังนั่งตัวสั่นงันงกอยู่หน้าประตู “คุณ… คุณแอนคะ! ป้าไม่ได้ตั้งใจ! ป้าสาบานได้! น้อง… น้องอาจจะโรคหัวใจกำเริบเอง ป้าไม่รู้เรื่องจริง ๆ นะคะ!” ป้ามลคลานเข่าเข้ามากราบแทบเท้าแม่ ร้องไห้คร่ำครวญขอความเมตตา “ยกโทษให้ป้าด้วยนะคะคุณแอน อย่าเอาเรื่องป้าเลยนะ ป้ามีลูกต้องดูแล…” “ลูกเหรอ?” แม่แค่นหัวเราะออกมาอย่างน่ากลัว เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูแตกสลายและคลุ้มคลั่ง “มึงรักลูกของมึง แล้วลูกของกูล่ะ?! เด็กหกขวบที่กูไว้ใจให้มึงดูแล! เด็กที่มึงเอาเศษผักบูดให้กิน แล้วประเคนของดี ๆ ให้ลูกตัวเองกินจนอ้วนพี!” แม่ไม่เสียเวลาฟังคำแก้ตัวอันน่ารังเกียจอีกต่อไป แม่หยิบโทรศัพท์มือถือราคาแพงขึ้นมา กดโทรออกไปยังสามเบอร์ติดต่อหลักทันที สายแรก… หน่วยกู้ชีพฉุกเฉินและโรงพยาบาลตำรวจ สายที่สอง… ทนายความประจำตระกูลที่มีอิทธิพลที่สุดในประเทศ และสายที่สาม… พลตำรวจโทผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและที่ปรึกษาทางกฎหมายของบริษัทแม่ “พี่เอกคะ… มาที่บ้านแอนเดี๋ยวนี้ค่ะ พาทีมพิสูจน์หลักฐานและร้อยเวรมาด้วย มีคนฆาตกรรมลูกสาวแอนในบ้าน” แม่พูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเย็นยะเยือก … Read more

ตอนที่ 3 (จบบริบูรณ์): ชัยชนะที่เงียบงันและการชดใช้กรรม (PART 3 – END)

ตอนที่ 3 (จบบริบูรณ์): ชัยชนะที่เงียบงันและการชดใช้กรรม (PART 3 – END) หนึ่งปีผ่านไป ณ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี บรรยากาศยามเช้าของโรงเรียนประถมศึกษาประจำตำบลเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ ดอกปีบสีขาวร่วงหล่นส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ ลลิตาในชุดข้าราชการครูสีกากีเรียบร้อย กำลังยืนจัดเอกสารการสอนอยู่หน้าชั้นเรียน ใบหน้าของเธอดูอิ่มเอิบ ผิวพรรณสดใส แววตาที่เคยหม่นหมองและอมทุกข์กลับมาเปล่งประกายด้วยความหวังและความสุขอีกครั้ง กวินและกานดาในวัยสามขวบครึ่ง สวมชุดนักเรียนอนุบาลตัวเล็กน่ารัก กำลังวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้ออยู่ใต้ร่มไม้ริมสนามหญ้า เด็กทั้งสองคนมีสุขภาพแข็งแรง แก้มแดงเปล่งปลั่ง ไร้ร่องรอยของความเจ็บป่วยหรือความหวาดกลัวเหมือนในอดีต ตั้งแต่ก้าวออกจากค่ายทหารในวันนั้น ลลิตาไม่เคยหันหลังกลับไปมองอีกเลย เธอใช้เงินเก็บส่วนตัวที่เหลืออยู่และเงินสนับสนุนจากครอบครัว สอบบรรจุกลับเข้ารับราชการครูได้สำเร็จ สภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและเงียบสงบของบ้านเกิด ช่วยเยียวยาบาดแผลในใจของเธอและลูกๆ จนหมดสิ้น ทันใดนั้น เสียงกระซิบกระซาบของครูในโรงเรียนก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดทหารบกเต็มยศที่เดินตรงเข้ามาที่หน้าอาคารเรียน พันตรีอธิปยืนอยู่ตรงนั้น… แต่เขาไม่ใช่ผู้พันที่ดูสง่างามและหยิ่งผยองเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป ร่างกายของเขาซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้ามีหนวดเคราจางๆ ดวงตาลึกโหลและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ในมือของเขาถือกล่องของขวัญใบใหญ่สองกล่องและตุ๊กตาหมีสีชมพู เมื่ออธิปเห็นลูกแฝด หัวใจของเขาก็กระตุกวูบ น้ำตาลูกผู้ชายเอ่อคลอขึ้นมาที่เบ้าตา “กวิน… กานดา…” เขารีบย่อตัวลง คุกเข่ากับพื้นหญ้า ยื่นของขวัญออกไปข้างหน้าด้วยมือที่สั่นเทา “ลูก… พ่อซื้อของเล่นมาให้ จำพ่อได้ไหมลูก?” เด็กน้อยทั้งสองคนหยุดชะงัก กวินก้าวออกมายืนบังหน้ากานดาเอาไว้ตามสัญชาตญาณ แววตาของเด็กน้อยมองชายแปลกหน้าในชุดทหารด้วยความหวาดระแวง … Read more

ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : บทเรียนราคาแพงของพ่อ และเกียรติยศที่ไม่อาจแย่งชิง

ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : บทเรียนราคาแพงของพ่อ และเกียรติยศที่ไม่อาจแย่งชิง ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งหอประชุมอีกครั้ง เมื่อรินดาจรดสายตาลงมองผู้คนนับพันเบื้องล่าง เสียงของเธอดังกังวานผ่านไมโครโฟน หนักแน่น มั่นคง แต่ทว่าบาดลึกเข้าไปในหัวใจของใครบางคน —ท่านผู้บังคับบัญชา คณาจารย์ และผู้มีเกียรติทุกท่าน รินดาเริ่มต้นกล่าวสุนทรพจน์ ตลอดสี่ปีที่ดิฉันสวมเครื่องแบบนี้ มีหลายครั้งที่ดิฉันต้องเผชิญกับพายุ ความหนาวเหน็บ และความเจ็บปวด แต่สิ่งที่ยากที่สุดในการเป็นทหาร ไม่ใช่การฝึกหนักในสนามรบ… หากแต่คือการต้องยอมรับความจริงว่า คนที่ควรจะโอบกอดและเชื่อมั่นในตัวเรามากที่สุด กลับเป็นคนที่ผลักเราให้ล้มลงในสายฝน คำพูดนั้นทำให้ธนิตสะดุ้งสุดตัว เหงื่อกาฬผุดซึมเต็มหน้าผาก เขารู้ดีแก่ใจว่าคำพูดนั้นหมายถึงใคร คนรอบข้างเริ่มหันมามองท่าทีแปลก ๆ ของครอบครัวเขา —บัตรเชิญเพียงใบเดียว ไม่อาจมอบเกียรติยศให้แก่ผู้ใดได้ หากผู้นั้นไม่ได้แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความเสียสละ รินดากล่าวต่อ สายตามองตรงไปยังแพรวาที่นั่งก้มหน้าจนคางแทบชิดอก กระบี่เล่มนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของความโอ้อวด แต่มันคือสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ ความอดทน และการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง แม้ในวันที่ต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่สุดก็ตาม เมื่อสุนทรพจน์จบลง เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องสรรเสริญดังกึกก้องยาวนานกว่าสามนาทีเต็ม นายทหารระดับสูงต่างตบมือด้วยความซาบซึ้งใจในจิตวิญญาณของเธอ ทันทีที่พิธีการเสร็จสิ้นลง ธนิตก็ไม่รอช้า ความโลภและความอยากอวดอ้างเข้ามาบดบังความละอายใจ เขารีบพาภรรยาและลูกเลี้ยงเบียดเสียดฝูงชนเพื่อพยายามจะเข้าใกล้รินดาที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่านายพล —รินดา! รินดาลูกพ่อ! ธนิตตะโกนเรียกเสียงดัง หวังจะให้บรรดานายทหารระดับสูงได้ยินว่าเธอคือลูกสาวของเขา นี่พ่อเองนะลูก! พ่ออยู่นี่แล้ว! นายทหารหลายคนหันมามองด้วยความสงสัย … Read more

ตอนที่ 3 : อวสานคนทรยศ (Part 3 – จบบริบูรณ์)

ตอนที่ 3 : อวสานคนทรยศ (Part 3 – จบบริบูรณ์) หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ ร้านอาหารหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา เอกภพพาพิมพ์และเด็กชายเลโอมาร่วมโต๊ะอาหารมื้อใหญ่ เพื่อฉลองล่วงหน้าให้กับ “บ้านหลังใหม่” ที่เขากำลังจะได้เงินไปดาวน์ แม่สามีของฉันนั่งอุ้มหลานชายตัวน้อย ป้อนขนมด้วยความรักใคร่ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแห่งความสุขของครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ… บนคราบน้ำตาของฉัน “พี่เอกภพคะ หนูไปดูบ้านจัดสรรโครงการแถวราชพฤกษ์ไว้แล้วนะคะ สวยมาก มีสระว่ายน้ำด้วย ถ้าได้เงินกู้ก้อนนี้มา เราไปเซ็นสัญญาจองกันเลยนะคะ” พิมพ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ได้สิพิมพ์ พรุ่งนี้เจ้าหน้าที่ธนาคารจะเอาเงินสดแคชเชียร์เช็คมามอบให้ที่บ้าน พี่เตรียมเอกสารทุกอย่างไว้หมดแล้ว” เอกภพตอบพลางยิ้มกว้าง แต่ความสุขของพวกเขาก็ต้องพังทลายลงในเช้าวันรุ่งขึ้น เช้าวันนั้น ที่ห้องรับแขกของบ้านเรือนไทยประยุกต์ เอกภพและแม่สามีนั่งรอเจ้าหน้าที่ธนาคารด้วยความตื่นเต้น ประตูรั้วเปิดออก รถยนต์สีดำสองคันแล่นเข้ามาจอดสนิท แต่คนที่ก้าวลงมาจากรถกลับไม่ใช่เจ้าหน้าที่สินเชื่อ… หากแต่เป็นฉัน ทนายวิน และเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหมายศาลในมือ เอกภพผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ “มินตรา! นี่มันเรื่องอะไรกัน? แล้วพาตำรวจกับทนายมาทำไม?” แม่สามีแผดเสียงขึ้นทันที “นังมินตรา! แกเล่นบ้าอะไรของแก เรียกตำรวจเข้าบ้านทำไม อยากให้ชาวบ้านแถวนี้เขานินทาหรือไง!” ฉันเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา ใบหน้าของฉันนิ่งสนิท ไร้ซึ่งร่องรอยของความอ่อนแออีกต่อไป ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดวิดีโอที่ฉันบันทึกไว้ในคืนวันครบรอบแต่งงาน เสียงสนทนาของเอกภพ พิมพ์ … Read more

ตอนที่ 3 (จบ): การตัดสินใจของหัวหน้าครอบครัว และบทเรียนราคาแพง

ตอนที่ 3 (จบ): การตัดสินใจของหัวหน้าครอบครัว และบทเรียนราคาแพง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าเริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างห้องรับแขก แต่มันไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอันหนาวเหน็บภายในบ้านคลี่คลายลงเลยแม้แต่น้อย นางรัตนามองหน้าลูกชายด้วยความขุ่นเคือง แกคิดว่าการแกล้งบีบน้ำตาและการอ้างบุญคุณความเป็นแม่จะทำให้แบงค์ยอมอ่อนข้อเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา “แกจะมาขึ้นเสียงกับแม่เพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ได้นะตาวงค์!” นางรัตนาเชิดหน้าขึ้น พยายามดึงอำนาจของอดีตครูใหญ่กลับคืนมา “บ้านหลังนี้ เงินที่แกส่งเสีย แม่ก็มีส่วนสร้างแกขึ้นมา แกกล้าดียังไงมาว่าแม่ใจร้าย? ถ้าไม่มีแม่ แกจะได้ดีมีงานทำขนาดนี้เหรอ? เลือกระหว่างแม่กับมันสิ! ถ้าแกเข้าข้างมัน แม่จะกลับต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้ แล้วอย่ามาเรียกฉันว่าแม่อีก!” นั่นคือไพ่ใบสุดท้ายที่นางรัตนามักจะนำมาใช้เสมอเพื่อบีบบังคับลูกชาย แกมั่นใจว่าแบงค์เป็นลูกกตัญญูและไม่มีทางกล้าตัดขาดจากแม่ของตัวเอง ทว่า คำตอบของแบงค์ในครั้งนี้กลับทำให้นางรัตนาต้องตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ แบงค์มองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาที่สงบนิ่ง ไร้ซึ่งความลังเลใดๆ อีกต่อไป เขาก้มลงมองพลอยที่กำลังกอดลูกน้อยแนบอก ร่างกายที่ผอมแห้งของภรรยาเตือนสติให้เขารู้ว่าหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเขาในตอนนี้คืออะไร “ได้ครับแม่…” แบงค์พูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นที่สุดเท่าที่นางรัตนาเคยได้ยินมา “ถ้าแม่คิดว่าการกระทำที่ทารุณคนอื่นแบบนี้คือเรื่องถูกต้อง และถ้าแม่คิดว่าบุญคุณของแม่มีไว้เพื่อเหยียบย่ำชีวิตครอบครัวของผม… ผมคงต้องขอให้แม่เก็บกระเป๋าแล้วกลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปวันนี้เลยครับ” “ตาวงค์!” นางรัตนาเบิกตากว้าง ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจอย่างถึงที่สุด “แก… แกไล่แม่เหรอ? แกไล่แม่แท้ๆ ของแกเพื่อผู้หญิงคนนี้นี่นะ?!” “ผมไม่ได้ไล่ แต่แม่เป็นคนยื่นคำขาดเองไม่ใช่เหรอครับ?” แบงค์พูดต่อโดยไม่หลบสายตา “ผมกตัญญูกับแม่มาตลอดชีวิต แต่การกตัญญูไม่ได้แปลว่าผมต้องปล่อยให้แม่มาทรมานภรรยาและลูกของผม พลอยคือคนที่ผมเลือกมาเป็นคู่ชีวิต เธออุ้มท้องลูกของผมเก้าเดือน เกือบเอาชีวิตไม่รอดในห้องคลอด ถ้าผมยังปกป้องเธอไม่ได้ ผมก็ไม่สมควรเรียกตัวเองว่าหัวหน้าครอบครัว หรือแม้กระทั่งความเป็นลูกผู้ชาย” … Read more

ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : การพิพากษาและการเริ่มต้นใหม่

ตอนที่ 3 (ตอนจบ) : การพิพากษาและการเริ่มต้นใหม่ คำพูดของภพธรทำให้ฉันตื่นตัวขึ้นมาทันที ใช่แล้ว… วันนี้คือวันครบกำหนดหกเดือนตามกฎหมายที่อาเกริกพลจะยื่นคำร้องต่อศาลและบอร์ดบริหาร เพื่อประกาศว่าฉันเป็นบุคคลสาบสูญและขอโอนถ่ายหุ้นทั้งหมด รวมถึงสิทธิ์ในคฤหาสน์ให้ตกเป็นของเขาตามลำดับทายาท “ถ้าอย่างนั้น ฉันต้องรีบไปที่สำนักงานใหญ่เดี๋ยวนี้!” ฉันลุกขึ้นยืนด้วยความร้อนรน กำกระเป๋าเอกสารหลักฐานแน่น “ไม่ต้องรีบร้อนครับคุณไอริน การจะเชือดเสือ เราต้องปล่อยให้มันคิดว่าตัวเองชนะก่อน” ภพธรยิ้มอย่างใจเย็น ดวงตาของเขาฉายประกายแห่งผู้คุมเกม “ผมเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ขบวนรถและทีมทนายของผมจะพาคุณไปส่งถึงที่นั่นในจังหวะที่สมบูรณ์แบบที่สุด” เวลาสิบเอ็ดนาฬิกาตรง ณ ห้องประชุมชั้นสูงสุดของอาคารอัครเดชไพศาลทาวเวอร์ ย่านสาทร บรรยากาศภายในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด บอร์ดบริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมขนาดยักษ์ ที่หัวโต๊ะคือ อาเกริกพล ชายวัยห้าสิบปีในชุดสูทราคาแพง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและลำพองใจ “ทุกท่านคงทราบดีแล้วว่า หลานสาวของผม… ไอริน ได้หนีความผิดฐานยักยอกเงินและหายสาบสูญไปครบหกเดือนเต็มในวันนี้” เกริกพลกล่าวด้วยน้ำเสียงเสแสร้งแกล้งทำเป็นโศกเศร้า “ตามข้อบังคับของบริษัทและพินัยกรรมของพี่ชายผม เมื่อไม่มีผู้สืบทอดมารายงานตัว สิทธิ์ในการถือครองหุ้นทั้งหมดและตำแหน่งประธานกรรมการ จะต้องตกเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว ขอให้ทุกท่านลงนามรับรองด้วยครับ” ขณะที่เกริกพลกำลังจะจรดปากกาลงบนเอกสาร ประตูห้องประชุมคู่บานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยเสียงดังสนั่น! ปัง! ทุกคนในห้องประชุมหันไปมองเป็นตาเดียว เกริกพลชะงักปากกาค้าง เงยหน้าขึ้นมองด้วยความโกรธเกรี้ยว “ใครบังอาจมารบกวนการประชุมสำคัญ—” คำพูดของเขาหยุดชะงักลงทันที ใบหน้าของเกริกพลซีดเผือดจนไร้สีเลือด เมื่อเห็นร่างของฉันก้าวเข้ามาในห้องประชุมอย่างสง่างาม ฉันสวมชุดสูททางการสีดำสนิท เชิดหน้าขึ้นด้วยความมั่นใจ และข้างกายของฉันคือ ภพธร … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์): รุ่งอรุณใหม่ และคำสัญญาชั่วนิรันดร์

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์): รุ่งอรุณใหม่ และคำสัญญาชั่วนิรันดร์ แสงแรกของวันใหม่เริ่มทาทาบขอบฟ้าย่านสาทร ขับไล่ความมืดมิดและหมอกควันที่ปกคลุมค่ำคืนอันโหดร้ายจนหมดสิ้น ภายในเพนต์เฮาส์หรูที่เคยเงียบสงบดั่งป่าช้า บัดนี้อบอวลไปด้วยไออุ่นที่แท้จริงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สร้างขึ้นมา บนโต๊ะทำงานไม้สักทอง เอกสารข้อตกลงการหย่าและเช็คเงินสดมูลค่าแปดสิบล้านบาทถูกวางทิ้งไว้ตรงนั้น แต่มันไม่ได้มีความหมายใดๆ อีกต่อไป ผมหยิบไฟแช็กขึ้นมา จุดเปลวไฟสีฟ้าให้ลามเลียขอบกระดาษแผ่นนั้นอย่างช้าๆ เฝ้ามองกระดาษแห่งความสิ้นหวังแปรเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่านสีเทา ปลิวหายไปในอากาศ มินตรารับยาทำแผลและนั่งพักอยู่บนโซฟาตัวยาว ดวงตาคู่หวานของเธอยังคงแดงก่ำจากการร้องไห้ แต่แววตาที่เคยมืดมนและหวาดระแวง บัดนี้กลับกระจ่างใสและเปี่ยมไปด้วยความหวัง ผมเดินเข้าไปหาเธอพร้อมกับแก้วชานมอุ่นๆ นั่งลงข้างกายแล้วส่งมันให้เธอ “ดื่มอะไรร้อนๆ ก่อนนะ จะได้รู้สึกดีขึ้น” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยใช้ เธอรับแก้วไปถือไว้ นิ้วมือของเราแตะโดนกัน คราวนี้เธอไม่ได้ชักมือหนีอีกแล้ว แต่กลับกุมปลายนิ้วของผมตอบเบาๆ “ขอบคุณค่ะ… พี่กวินทร์” “พี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ” ผมเลื่อนตัวเข้าไปใกล้ จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “สามปีที่ผ่านมา มินต้องทนอยู่ในบ้านหลังนี้เหมือนคนติดคุก ต้องทนรับแรงกดดันจากทั้งพ่อแม่ตัวเอง และต้องทนเห็นหน้าผู้ชายที่ตัวเองไม่กล้าแม้แต่จะบอกรัก… พี่ขอโทษนะมิน ขอโทษที่พี่เอาแต่คิดถึงความเจ็บปวดของตัวเอง จนมองไม่เห็นความทรมานของเธอเลย” หยาดน้ำตาเม็ดใสเอ่อล้นคลอเบ้าของมินตราอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันคือน้ำตาแห่งความโล่งใจ “มินไม่เคยโกรธพี่เลยค่ะ ทุกครั้งที่พี่มองมินด้วยสายตาตัดพ้อ หัวใจของมินเหมือนถูกมีดกรีดนับพันเล่ม มินอยากจะวิ่งเข้าไปกอดพี่ อยากจะบอกความจริงทุกอย่าง แต่มินรู้ว่าคนของพ่อจับตาดูเราอยู่ตลอดเวลา… มินคิดเพียงแค่ว่า … Read more

ตอนที่ 3 : บาปบริสุทธิ์และจุดจบ (จบบริบูรณ์)

ตอนที่ 3 : บาปบริสุทธิ์และจุดจบ (จบบริบูรณ์) สองสัปดาห์ต่อมา บรรยากาศภายในบ้านยังคงดำเนินไปอย่างราบเรียบ มินตราได้รับการดูแลประคบประหงมเป็นอย่างดีในฐานะว่าที่คุณแม่ ส่วนวิชัยก็ยังคงหาเศษหาเลยกับลูกสะใภ้ในมุมมืดของบ้านทุกครั้งที่สบโอกาส โดยที่ทั้งสองไม่เคยรู้เลยว่า กล้องวงจรปิดขนาดจิ๋วที่ฉันแอบติดตั้งไว้ตามจุดอับต่างๆ ภายในบ้าน ได้บันทึกพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของพวกเขาทุกการกระทำ ในขณะเดียวกัน อาร์ทอาศัยความเป็นพยาบาลและเส้นสายในโรงพยาบาล แอบนำเส้นผมและแปรงสีฟันของวิชัยไปตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอกับตัวอย่างเลือดของมินตราที่เจาะตรวจครรภ์ไว้ก่อนหน้านี้อย่างลับๆ จนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ วันที่ครอบครัวของเรานัดรับประทานอาหารกลางวันมื้อพิเศษร่วมกันที่บ้าน โดยวิชัยเป็นคนเสนอให้อาร์ทหยุดงานเพื่อฉลองเรื่องการตั้งครรภ์ โต๊ะอาหารยาวถูกจัดวางด้วยอาหารรสเลิศ กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง แต่ความกดดันกลับอัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก วิชัยนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ มินตรานั่งเคียงข้างอาร์ท ส่วนฉันนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “วันนี้พ่อมีความสุขมากจริงๆ” วิชัยเริ่มต้นพูดพลางยกแก้วไวน์ขึ้น “ครอบครัวเรากำลังจะเติบโต อาร์ทก็มีหน้าที่การงานมั่นคง มินตราก็เป็นภรรยาที่ดี ต่อไปนี้บริษัทของเราก็จะมีทายาทรุ่นต่อไปมารับช่วงต่อแล้ว” มินตรายิ้มรับอย่างอ่อนหวาน “มินสัญญาค่ะว่าจะดูแลลูกและพี่อาร์ทให้ดีที่สุด” “อ้อ พูดถึงเรื่องลูก…” อาร์ทวางช้อนส้อมลงอย่างช้าๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความเย็นชาที่ทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะเปลี่ยนเป็นเงียบกริบ “ผมมีของขวัญพิเศษจะมอบให้พ่อกับมินในวันนี้ด้วยครับ” อาร์ทดึงซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึกออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง เขาวางมันลงตรงหน้าวิชัยอย่างแผ่วเบา “อะไรเหรอลูก เอกสารประกันชีวิตเหรอ?” วิชัยถามอย่างแปลกใจ พลางเอื้อมมือไปเปิดซองออก ทันทีที่เอกสารด้านในถูกดึงออกมา ใบหน้าของวิชัยก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในชั่วพริบตา สิ่งแรกที่โผล่ออกมาคือภาพถ่ายคมชัดนับสิบใบ ภาพที่เขาและมินตรานัวเนียกันหน้าม่านรูด ภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องทำงานที่บ้านตอนที่มินตรานั่งตักเขา และภาพที่ทั้งสองแอบจูบกันในห้องครัว มินตราที่ชะโงกหน้ามาดูถึงกับหน้าซีดเผือด แก้วน้ำในมือหลุดร่วงลงกระแทกพื้นแตกกระจายดัง เพล้ง! … Read more