Part3

บ่ายวันนั้น คุณหญิงพิมพาพาผมไปนั่งคุยที่ห้องรับรองส่วนตัวในโรงแรมหรูใจกลางย่านราชประสงค์ บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชามะลิช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดสองวันให้มลายหายไปจนหมดสิ้น บนโต๊ะกระจกตรงหน้า มีเอกสารสัญญาฉบับใหม่วางอยู่ แต่คราวนี้ไม่ใช่สัญญาว่าจ้างของบริษัทเดิม “คุณธีร์คะ ทางวัฒนศิริคอร์ปอเรชั่นของเรา กำลังจะตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่เพื่อดูแลด้านการสื่อสารการตลาดดิจิทัลและคอนเทนต์สร้างสรรค์เพื่อสังคมโดยเฉพาะ” คุณหญิงพิมพากล่าวขึ้นหลังจากจิบน้ำชา “เราต้องการผู้นำที่มีทั้งฝีมือในการวางกลยุทธ์ และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีหัวใจที่มองเห็นคุณค่าของสังคมและผู้คนอย่างแท้จริง” ผมนั่งฟังด้วยความตั้งใจ หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ “ฉันอยากเชิญคุณมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) ของบริษัทใหม่แห่งนี้ค่ะ” คุณหญิงพิมพาสบตาผมอย่างจริงจัง “โปรเจกต์ 18 ล้านบาทที่คุณคิดขึ้นมา จะถูกโอนย้ายมาเป็นแคมเปญแรกของบริษัทนี้ทันที โดยคุณจะเป็นคนบริหารจัดการงบประมาณทั้งหมดด้วยตัวเอง และเลือกทีมงานที่คุณไว้ใจเข้ามาทำงานร่วมกันได้ตามสบาย” ผมอ้าปากค้าง สมองแทบประมวลผลตามไม่ทัน “ตะ… แต่คุณหญิงครับ ตำแหน่งนี้มันใหญ่มาก ผมไม่เคยบริหารบริษัทเต็มตัวมาก่อน ผมเกรงว่า—” “คุณธีร์” คุณหญิงตัดบทด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา “คนที่ยอมเอาหน้าที่การงานของตัวเองไปเสี่ยงเพื่อหยุดรถช่วยคนแก่ที่กำลังจะหมดสติอยู่ข้างทาง คือคนที่มีความรับผิดชอบและมีความซื่อสัตย์ในระดับที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ในโลกธุรกิจ ทักษะการบริหารคุณเรียนรู้เพิ่มเติมได้ แต่จิตสำนึกที่ดีและหัวใจที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มันเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันไม่ได้ง่าย ๆ… ฉันไม่ได้ให้โอกาสนี้เพราะความสงสารหรือเพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่ฉันให้เพราะคุณคู่ควรกับมันจริง ๆ” เธอเลื่อนเอกสารสัญญามาตรงหน้าผม พร้อมกับเสนอแพ็กเกจเงินเดือนและสวัสดิการที่สูงกว่าเดิมถึงสามเท่า รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลและทุนการศึกษาสำหรับบุตรสาวทั้งสองคนของผมจนจบระดับมหาวิทยาลัย ผมก้มมองเอกสารตรงหน้า น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็หยดแหมะลงบนโต๊ะ ภาพความเหนื่อยยากตลอดหลายปีที่ผ่านมา … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์): เซอร์ไพรส์ราคาแพง และบทเรียนของคนเห็นแก่ตัว

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์): เซอร์ไพรส์ราคาแพง และบทเรียนของคนเห็นแก่ตัว รุ่งเช้าเวลาประมาณแปดโมง แสงแดดอุ่นส่องกระทบหน้าบ้านเดี่ยวสองชั้น แม่นิดเดินบิดขี้เกียจออกมาจากห้องนอนใหญ่ในชุดนอนตัวเก่ง เธอตั้งใจจะเดินไปสั่งให้เมย์เตรียมอาหารเช้าและชงกาแฟให้เหมือนทุกวัน แต่เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง เธอกลับพบว่าบ้านทั้งหลังเงียบสนิท ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของเมย์ เด่น และน้องรัน รวมถึงกระเป๋าเดินทางของแม่เพ็ญ ได้หายไปจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงเฟอร์นิเจอร์หลักที่แถมมากับสัญญาซื้อขายบ้านเท่านั้น ทันใดนั้น มีเสียงดังโครมครามดังขึ้นที่บริเวณรั้วหน้าบ้าน แม่นิดขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด รีบเดินก้าวยาวๆ ออกไปดูที่หน้าประตูรั้ว ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เธอถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ช่างสองคนกำลังช่วยกันขันน็อตยึดป้ายไวนิลขนาดใหญ่ติดไว้กับเสารั้วเหล็กดัด ตัวหนังสือสีแดงเข้มเด่นตระหง่านตัดกับพื้นสีขาว เขียนไว้ชัดเจนว่า: “บ้านหลังนี้ขายแล้ว! (SOLD OUT) กรรมสิทธิ์เป็นของ บริษัท พีพี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ห้ามผู้ใดบุกรุก มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุด” ยังไม่ทันที่แม่นิดจะหายตกตะลึง รถตู้สีขาวคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้าน ชายหนุ่มวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานก้าวลงมาจากรถ พร้อมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองนายและทนายความประจำบริษัท “คุณคือคุณนิดใช่ไหมครับ?” ทนายความเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น “พวกเราได้รับมอบหมายจากเจ้าของกรรมสิทธิ์คนใหม่ ให้เข้ามาดูแลและตรวจรับมอบพื้นที่ เนื่องจากคุณเด่นและคุณเมย์ได้ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมายเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้” “มะ…ไม่จริง! บ้านหลังนี้เป็นบ้านของลูกชายฉัน! ใครจะกล้าขาย!” แม่นิดกรีดร้องเสียงหลง … Read more

ภาคที่ 3 (ตอนจบ): ปาฏิหาริย์แห่งความดีและบทสรุปของคนโลภ (Part 3: อวสานแห่งความจริงและบทเรียนชีวิต)

ภาคที่ 3 (ตอนจบ): ปาฏิหาริย์แห่งความดีและบทสรุปของคนโลภ (Part 3: อวสานแห่งความจริงและบทเรียนชีวิต) หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างยากลำบาก ท่ามกลางกระแสการฟ้องร้องที่ฝ่ายลูกหลานของคุณหญิงมณฑายื่นต่อศาลเพื่อขอเพิกถอนพินัยกรรม โดยกล่าวหาว่าฉันใช้ความเปราะบางของคนชราเพื่อฉ้อโกงทรัพย์สิน พวกเขาใช้สื่อออนไลน์และเส้นสายสร้างข่าวบิดเบือน ใส่ร้ายว่าฉันเป็นมิจฉาชีพที่เข้ามาตีสนิทหญิงชราผู้โดดเดี่ยว แต่ในวิกฤตที่มืดมนที่สุด แสงสว่างก็บังเกิดขึ้น ฉันได้ให้กำเนิดลูกสาวตัวน้อย สุขภาพแข็งแรง ผิวพรรณผุดผ่อง ดวงตากลมโตสดใส เราตั้งชื่อแกตามเจตนารมณ์ของคุณหญิงมณฑาว่า “เด็กหญิงมณฑาทิพย์” หรือ “น้องพลอย” การได้เห็นหน้าลูกทำให้ฉันและกานต์มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป ไม่ใช่เพื่อความร่ำรวย แต่เพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ใจและเกียรติยศสุดท้ายของคุณยายผู้ล่วงลับ ในที่สุด วันนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดแรก ณ ศาลแพ่งก็มาถึง บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความกดดัน ฝ่ายโจทก์อย่างธนาและรพีพรนั่งเคียงข้างทนายความชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์ พวกเขามองมาที่ฉันและกานต์ซึ่งนั่งอุ้มลูกน้อยด้วยแววตาเย้ยหยัน มั่นใจว่าหลักฐานเรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือดจะทำให้พวกเขาชนะคดีได้อย่างง่ายดาย ทนายฝ่ายโจทก์ลุกขึ้นแถลงต่อศาลอย่างดุดัน อ้างว่าคุณหญิงมณฑามีภาวะสมองเสื่อม ขาดความยับยั้งชั่งใจ และถูกครอบงำจิตใจโดยฉันซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่แฝงตัวเข้ามาหาผลประโยชน์ เมื่อถึงเวลาที่ฝ่ายจำเลยต้องแถลง ทนายวิโรจน์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสงบนิ่ง เขาไม่ได้นำเพียงเอกสารพินัยกรรมออกมาแสดง แต่เขากลับขออนุญาตศาลเปิดหลักฐานชิ้นสำคัญที่ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยของธนาคาร ซึ่งมีเพียงคุณหญิงมณฑาและเขาเท่านั้นที่รู้รหัส “กราบเรียนศาลที่เคารพ” ทนายวิโรจน์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พินัยกรรมฉบับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความหลงลืมหรือการถูกครอบงำ แต่เป็นความตั้งใจที่ผ่านการไตร่ตรองมานานกว่าสามปีของคุณหญิงมณฑา โดยท่านได้บันทึกคลิปวิดีโอนี้ไว้ล่วงหน้าเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนท่านจะเสียชีวิต เพื่อเปิดต่อหน้าศาลหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น” จอภาพขนาดใหญ่ในห้องพิจารณาคดีสว่างขึ้น ภาพของคุณหญิงมณฑาปรากฏแก่สายตาของทุกคนในห้อง ท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวเดิม สวมชุดผ้าไหมเรียบร้อย แม้ร่างกายจะดูซูบผอมและอ่อนล้า แต่ดวงตาของท่านกลับแจ่มใสและเปี่ยมไปด้วยสติสัมปชัญญะอย่างชัดเจน … Read more

ตอนที่ 3: บทอวสานของตราบาปและชีวิตใหม่ (Part 3 – END)

ตอนที่ 3: บทอวสานของตราบาปและชีวิตใหม่ (Part 3 – END) การปฏิเสธอย่างเลือดเย็นของพิมพ์ดาวทำให้ธนินแทบเสียสติ เขายังคงปักหลักอยู่ที่ลอนดอนอีกเกือบหนึ่งเดือน พยายามส่งดอกไม้ ของขวัญ และข้อความขอโทษนับร้อยข้อความไปหาเธอ แต่ผลลัพธ์คือสิ่งของเหล่านั้นถูกส่งคืนกลับมาทั้งหมด ส่วนข้อความของเขาก็ไม่เคยได้รับการเปิดอ่าน จนกระทั่งทนายความส่วนตัวของพิมพ์ดาวนำเอกสารการหย่าฉบับสมบูรณ์มาส่งมอบให้เขาถึงโรงแรม พร้อมคำเตือนทางกฎหมายว่าหากเขายังคงตามรังควานหรือเข้าใกล้เธอในระยะหนึ่งร้อยเมตร เธอจะยื่นฟ้องศาลทันที ในที่สุด ธนินจำต้องเซ็นใบหย่าด้วยมือที่สั่นเทา เขาเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในสภาพของคนที่วิญญาณหลุดลอย แต่สิ่งที่รอคอยเขาอยู่กลับไม่ใช่ความสงบสุข หากแต่เป็นหายนะทางธุรกิจและครอบครัวที่กำลังปะทุขึ้น ข่าวการเสียชีวิตของลูกสาวมหาเศรษฐีเพราะพ่อมัวแต่ไปปรนเปรอหญิงอื่นกลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงสังคมชั้นสูง ภาพลักษณ์ของกลุ่มบริษัทวรโชติเมธาเสื่อมเสียอย่างรุนแรง หุ้นของบริษัทดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง พันธมิตรทางธุรกิจหลายรายเริ่มถอนตัวเพราะไม่ไว้วางใจในความรับผิดชอบของเขา มิหนำซ้ำ อรินทร์ที่ถูกเขาขับไล่ยังได้ร่วมมือกับอดีตผู้บริหารที่ทรยศ นำข้อมูลลับทางการค้าของบริษัทไปเปิดเผยให้แก่คู่แข่ง เพื่อแก้แค้นที่เขาเฉดหัวเธอทิ้ง “อรินทร์! คุณทำแบบนี้ได้ยังไง!” ธนินบุกไปเผชิญหน้ากับเธอที่คอนโดมิเนียมหรู อรินทร์หัวเราะเยาะอย่างบ้าคลั่ง “ทำไมฉันจะทำไม่ได้ล่ะคะธนิน? ในเมื่อคุณเขี่ยฉันทิ้งเหมือนขยะ ฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องภักดีกับคุณอีกต่อไป! คุณคิดว่าที่ผ่านมาฉันรักคุณจริง ๆ เหรอ? ฉันรักเงินและอำนาจของคุณต่างหากล่ะ! แต่คุณกลับทิ้งฉันไปคุกเข่าขอทานความรักจากนังพิมพ์ดาว… คุณมันน่าสมเพช!” ตำรวจเข้ามาควบคุมตัวอรินทร์ในเวลาต่อมาในข้อหาจารกรรมข้อมูลทางธุรกิจและการฉ้อโกง แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นบีบให้ธนินต้องขายหุ้นส่วนใหญ่ในโรงแรมและสายการเดินเรือเพื่อพยุงบริษัทให้รอดพ้นจากการล้มละลาย อาณาจักรธุรกิจที่เขาทุ่มเทสร้างมาทั้งชีวิตพังทลายลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง แต่ความสูญเสียทางทรัพย์สินยังเทียบไม่ได้เลยกับความทรมานในจิตใจ ทุกค่ำคืน ธนินจะสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับเสียงร้องไห้ของเด็กที่ดังก้องอยู่ในหู เขาเดินสำรวจคฤหาสน์อันกว้างใหญ่ที่ไร้ผู้คน มีเพียงความมืดและขวดสุราเป็นเพื่อน เขากลายเป็นคนติดแอลกอฮอล์เพื่อหนีจากความจริง แต่ภาพของน้องพราวที่ยืนรอพ่ออยู่ที่ประตูโรงเรียน … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3): จุดจบของคนทรยศและการเริ่มต้นใหม่ (End)

ตอนที่ 3 (Part 3): จุดจบของคนทรยศและการเริ่มต้นใหม่ (End) ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงตบหน้าดังฉาดใหญ่! ไม่ใช่ฉันที่ลงมือ แต่เป็นพ่อของพิมพ์ ชายวัยกลางคนร่างท้วมในชุดสูทภูมิฐานที่เดินปรี่เข้ามาด้วยใบหน้าแดงก่ำจากความเดือดดาล เขาตบหน้าภัทรซ้ำอีกหนึ่งฉาดจนภัทรล้มคะมำลงไปกองกับพื้นพรมแดง “ไอ้สิบแปดมงกุฎ! ไอ้คนไร้ยางอาย!” ชายสูงวัยตวาดลั่นจนเพดานบ้านสั่นสะเทือน “แกกล้าดียังไงมาหลอกต้มตุ๋นลูกสาวฉัน! เอาเงินค่าสินสอดที่ฉันโอนล่วงหน้ามาคืนเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะส่งคนไปลากคอแกเข้าคุก!” “คุณพ่อคะ พิมพ์อับอายขายหน้าที่สุดเลย!” พิมพ์ร่ำไห้จนมาสคาร่าเลอะเปรอะเปื้อนใบหน้าสวยงาม หล่อนกระชากเวลคลุมผมเจ้าสาวทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี ก่อนที่พ่อแม่และญาติฝั่งเจ้าสาวจะพากันกรูเข้ามาเก็บข้าวของและลากตัวพิมพ์เดินออกจากบ้านไป โดยไม่หันกลับมามองภัทรที่นอนครวญครางอยู่บนพื้นแม้แต่น้อย ห้องนั่งเล่นตกอยู่ในความพินาศ ข้าวของ ดอกไม้ประดับถูกเหยียบย่ำกระจัดกระจาย แขกเหรื่อคนอื่นๆ ของภัทรต่างรีบก้มหน้าทยอยเดินหนีออกจากบ้านด้วยความอับอาย ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสบตากับฉัน ตอนนี้เหลือเพียงฉัน ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของความไว้ใจ ตรงหน้าคือภัทรที่ยังนั่งคุกเข่าก้มหน้าร้องไห้ และป้าพรที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้างเสาบ้าน “รินดา…” ภัทรเงยหน้าขึ้นมา ทั้งน้ำตาและเลือดกบปาก “ผมขอโทษ… ผมหน้ามืดตามัวไปเอง ยกโทษให้ผมเถอะนะ เราเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม ผมรักคุณจริงๆ นะรินดา…” ฉันมองดูผู้ชายคนนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความรัก ความผูกพัน ความห่วงใยที่เคยมีให้มาตลอดหลายปี บัดนี้ระเหิดหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความสมเพชเวทนา “เริ่มต้นใหม่เหรอ?” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ใดๆ “สามปีที่ฉันบินข้ามน้ำข้ามทะเล ทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด ฉันไม่เคยบ่นแม้แต่คำเดียวเพราะคิดว่าเรากำลังช่วยกันสร้างอนาคต … Read more

ตอนที่ 3 (จบ) : แสงสว่างในดวงตาและรักแท้ชั่วนิรันดร์

ตอนที่ 3 (จบ) : แสงสว่างในดวงตาและรักแท้ชั่วนิรันดร์ คฤหาสน์สีขาวสไตล์โคโลเนียลริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพระนคร โอ่อ่า สง่างาม และอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกแก้วและดอกปีบที่ปลูกเรียงราย แต่สำหรับรินลดา ความหรูหราเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าความอบอุ่นในอ้อมกอดของทิชากรเลยแม้แต่น้อย หลังจากคดีความคลี่คลาย แม่เลี้ยงและพี่ชายต่างมารดาของทิชากรถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาวางแผนฆาตกรรม ทรัพย์สินและมรดกทั้งหมดของตระกูลพิริยะกลับคืนสู่มือของผู้สืบทอดที่แท้จริง ทิชากรขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลและผู้บริหารกิจการอย่างสง่างาม ทว่าสิ่งแรกที่เขาทำหลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ไม่ใช่การจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ แต่เป็นการพารินลดาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาชั้นนำของประเทศ “คุณชายครับ” นายแพทย์ใหญ่ถอดแว่นตาออกหลังจากตรวจดวงตาของรินลดาอย่างละเอียดเป็นเวลานาน “ดวงตาของคุณรินลดาไม่ได้บกพร่องมาแต่กำเนิดอย่างที่เข้าใจ แต่เกิดจากอาการต้อกระจกอย่างรุนแรงและเยื่อแก้วตาอักเสบที่ไม่เคยได้รับการรักษาตั้งแต่ยังเด็ก หากทำการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีโอกาสสูงมากที่เธอจะกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง” คำกล่าวนั้นทำให้หัวใจของรินลดาเต้นระทึก ความหวังที่เธอเคยฝังกลบไปตั้งแต่อายุห้าขวบกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทิชากรกอดเธอไว้แน่น น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มเอ่อล้นคลอเบ้าของชายหนุ่ม “พี่สัญญาว่าจะพาเธอกลับมาเห็นท้องฟ้า เห็นดอกไม้ และเห็นใบหน้าของพี่ให้ได้” เขาจุมพิตลงบนหน้าผากมนของเธออย่างแผ่วเบา การผ่าตัดเกิดขึ้นในสัปดาห์ต่อมา เป็นการรอคอยที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความหวัง ทิชากรไม่ยอมห่างจากข้างเตียงของเธอเลยแม้แต่นาทีเดียว เขานั่งกุมมือเธอ คอยพูดคุยและร้องเพลงพื้นบ้านบทเดิมที่เขาเคยร้องให้เธอฟังริมแม่น้ำอยุธยา เพื่อให้เธอรู้สึกผ่อนคลายและไม่หวาดกลัว จนกระทั่งถึงวันที่ผ้าพันแผลถูกเปิดออก บรรยากาศในห้องพักฟื้นเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจอันแผ่วเบา นายแพทย์ค่อยๆ คลายผ้าก๊อซสีขาวรอบดวงตาของเธอทีละชั้น รินลดารู้สึกถึงความเย็นของอากาศที่สัมผัสเปลือกตา “ค่อยๆ ลืมตานะครับ อย่าเพิ่งรีบ” คุณหมอกล่าวอย่างนุ่มนวล รินลดาค่อยๆ ขยับเปลือกตาที่ปิดสนิทมาเกือบยี่สิบปี ภาพแรกที่ปรากฏคือแสงสว่างจ้าที่ทำให้เธอต้องหยีตาลง จากนั้น เส้นสาย เงา และสีสันที่เธอไม่เคยรู้จักก็ค่อยๆ … Read more

ตอนที่ 3 (จบ): แสงสว่างแห่งความจริงและชีวิตใหม่

ตอนที่ 3 (จบ): แสงสว่างแห่งความจริงและชีวิตใหม่ เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้นสามสิบของสำนักงานใหญ่ บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบจนน่าอึดอัด บนโต๊ะประชุมยาวมีบอร์ดบริหารระดับสูงนั่งกันครบครัน รวมถึง พิมพ์ และ ณัฐ สามีของเธอ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารสายงานปฏิบัติการ ที่หัวโต๊ะคือ เจ้าสัวเกริก ผู้มีสีหน้าเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม เอกชัยยืนอยู่กลางห้องประชุมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แสร้งทำเป็นโศกเศร้า “ท่านประธานครับ เมื่อคืนเกิดไฟฟ้าลัดวงจรที่โกดังสี่ โชคดีที่ไฟไหม้เสียหายแค่ออฟฟิศย่อย แต่ที่น่าตกใจคือ… เอกสารสต็อกย้อนหลังเสียหายทั้งหมด และนายกานต์ พนักงานใหม่ที่ท่านส่งไป กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ผมสงสัยว่าเขาอาจจะขโมยสินค้าบางส่วนไปแล้วแอบวางเพลิงเพื่อทำลายหลักฐานครับ!” เสียงซุบซิบดังขึ้นในหมู่คณะกรรมการ พิมพ์ขมวดคิ้วแน่น เธอหันไปสบตากับพ่อด้วยความกังวล “คุณพ่อคะ ชายคนนั้น… เขาจะเป็นคนแบบนั้นจริงๆ หรือคะ?” เจ้าสัวเกริกยังคงนิ่งเงียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา “ผมเตือนแล้วครับว่าอย่ารับคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าเข้ามาทำงาน” เอกชัยได้ใจ รีบใส่ร้ายต่อ “คนจรจัดที่แอบเข้าไปขโมยข้าวกินในงานแต่งงาน จะมีความซื่อสัตย์อะไรได้ สันดานโจรยังไงก็คือ—” ปัง! ประตูห้องประชุมถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ทุกสายตาหันขวับไปมองเป็นจุดเดียว กานต์เดินเข้ามาในห้องประชุม สภาพของเขาเต็มไปด้วยคราบเขม่าควัน แขนข้างขวามีผ้าพันแผลพันไว้ลวกๆ และเสื้อผ้าเปรอะเปื้อน แต่สายตาของเขากลับมั่นคงและสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ในมือของเขาไม่ได้มีอาวุธ แต่ถือซองเอกสารกันไฟและแฟลชไดรฟ์อันหนึ่ง … Read more

ตอนที่ 3: บทสรุปแห่งกรรมและความพินาศของคนทรยศ (PART 3 – จุดจบ)

ตอนที่ 3: บทสรุปแห่งกรรมและความพินาศของคนทรยศ (PART 3 – จุดจบ) เมื่อความจริงอันดำมืดถูกเปิดเผยกลางงานเลี้ยง เสียงฮือฮาและความตื่นตระหนกก็ระเบิดขึ้นในหมู่แขกเหรื่อ ญาติพี่น้องที่เคยประจบสอพลอกานต์ต่างพากันถอยห่างออกจากเวทีราวกับกลัวว่าจะติดร่างแหไปด้วย ทุกคนมองดูชายหนุ่มที่เคยโอ้อวดความร่ำรวยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ “ไม่จริง! มันโกหก! ริญดาใส่ร้ายผม!” กานต์กรีดร้องอย่างเสียสติ เขาหันไปมองวริศราเพื่อหาที่พึ่ง “วริศรา… ช่วยพูดอะไรหน่อยสิ! เราสองคนบริสุทธิ์นะ!” แต่วริศรากลับสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเขาทันที เธอถอยหลังกรูด ใบหน้าสวยหวานที่เคยดูอ่อนโยนบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นกลัวและเห็นแก่ตัว “กานต์… คุณทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย?! ฉันไม่รู้เรื่องการลอบสังหารอะไรทั้งนั้นนะ! คุณบอกฉันเองว่ามันเป็นอุบัติเหตุ และคุณกำลังจะได้มรดกทั้งหมด! ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องชั่วๆ ของคุณเลยนะ!” “นังแพศยา!” คุณนายสุภาพรแผดเสียงด่าทอใส่ว่าที่ลูกสะใภ้คนใหม่ “แกเป็นคนบอกให้ลูกชายฉันรีบจัดการเรื่องพินัยกรรมเองแท้ๆ! แกเป็นคนยุยงให้ลูกฉันกำจัดนังริญดาเพื่อให้พวกเราได้เสวยสุข! ตอนนี้แกจะมาชุบมือเปิบหนีเอาตัวรอดคนเดียวเหรอ?!” ทั้งสองคนเริ่มเปิดฉากทะเลาะตบตีกันบนเวทีอย่างไม่อายใคร วริศราพยายามจะถอดสร้อยคอแซฟไฟร์และแหวนเพชรโยนทิ้งเพื่อปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงสองนายได้ก้าวขึ้นมาควบคุมตัวเธอไว้เสียก่อน “คุณวริศรา คุณถูกควบคุมตัวในข้อหารับของโจร และร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สิน ส่วนจะมีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดในการพยายามฆ่าหรือไม่นั้น ทางพนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง” สารวัตรวิชัยประกาศด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด สารวัตรวิชัยหันมาทางกานต์และแสดงหมายจับต่อหน้าเขา “นายกานต์ วรเมธากุล คุณตกเป็นผู้ต้องหาในคดีจ้างวานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ปลอมแปลงเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และพยายามยักยอกทรัพย์สิน ช่างเครื่องที่คุณจ่ายเงินว่าจ้างได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เชียงใหม่ตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ และได้ซัดทอดถึงคุณพร้อมหลักฐานสลิปการโอนเงินและบันทึกเสียงการสนทนาทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว!” กานต์ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเวทีอย่างหมดรูป แก้วไวน์ในมือหล่นแตกกระจาย เศษแก้วบาดมือจนเลือดซึมออกมา แต่เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดนั้นอีกต่อไป … Read more

ตอนที่ 3 (จบ): มรดกที่แท้จริง และเกียรติยศที่คืนสู่หัวใจ

ตอนที่ 3 (จบ): มรดกที่แท้จริง และเกียรติยศที่คืนสู่หัวใจ คำสารภาพของพ่อทำให้หัวใจของผมแหลกสลายและพองโตไปพร้อมๆ กัน ตลอดเวลายี่สิบห้าปีที่ผ่านมา ผมมองเห็นเพียงชายคนหนึ่งที่กลับบ้านมาพร้อมกลิ่นเหงื่อไคล เสื้อผ้าที่เลอะคราบซีเมนต์ และมือที่แตกกร้านจนเลือดซึมในฤดูหนาว ผมจำได้ดีถึงคืนที่ฝนตกหนัก หลังคาบ้านสังกะสีของเรารั่วจนน้ำหยดลงมาบนโต๊ะทำการบ้าน พ่อเอาแผ่นพลาสติกมายืนกางบังให้ผมอ่านหนังสือจนถึงตีสอง โดยที่ตัวเองเปียกปอนไปทั้งตัว ผมจำวันที่ผมสอบติดปริญญาโทได้ พ่อแอบไปรับจ้างขนซากตึกในกะดึกเพิ่มอีกหนึ่งกะ ร่างกายของเขาทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว สายตาเริ่มฝ้าฟาง และหลังเริ่มค่อมลง แต่เขากลับไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว ทุกบาททุกสตางค์ที่เขาหามาได้ด้วยหยาดเหงื่อ ถูกส่งมาให้ผมเป็นค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายในการทำวิจัย “พ่อครับ…” เสียงของผมสั่นเครือ น้ำตาไหลพรากออกมาอย่างไม่อาจกลั้น “ทำไมพ่อไม่เคยบอกผมเลย? ทำไมพ่อต้องทนลำบากขนาดนี้ ทั้งที่พ่อมีความรู้ ทั้งที่พ่อเป็นถึง…” “เพราะความรู้ของพ่อในอดีต มันมีแต่กลิ่นคาวเลือดและความล้มเหลวลูก” พ่อลูบหัวผมอย่างอ่อนโยนเหมือนตอนที่ผมยังเป็นเด็ก “พ่อไม่อยากให้เงามืดของพ่อตามมาหลอกหลอนชีวิตของเอ็ง พ่ออยากให้เอ็งเติบโตขึ้นมาด้วยความสามารถของตัวเองอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ต้องมารับรู้เรื่องเลวร้ายพวกนั้น” ศาสตราจารย์ธีรเดชลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงไปที่ตู้เซฟด้านหลังโต๊ะทำงาน เขาเปิดมันออกและหยิบแฟ้มเอกสารหนาเตอะเล่มหนึ่งออกมา วางลงตรงหน้าพ่อ “ธนา… โลกเปลี่ยนไปแล้ว คนชั่วพวกนั้น คนที่เคยโกงกินและสั่งฆ่าปิดปากคนอื่น เมื่อห้าปีก่อน พวกมันถูกดำเนินคดีในคดีทุจริตระดับชาติและตายไปในคุกเกือบหมดแล้ว” อาจารย์ธีรเดชกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันไม่เคยหยุดรวบรวมหลักฐาน ฉันพยายามกู้คืนความจริงเพื่อล้างมลทินให้เธอ แฟ้มนี้คือเอกสารทางวิศวกรรมทั้งหมดที่พิสูจน์ได้ว่า โครงสร้างสะพานตัวนั้นไม่ได้พังเพราะการคำนวณของเธอ แต่พังเพราะวัสดุที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างสิ้นเชิง … Read more

ตอนที่ 3 (ตอนจบ): การพิพากษา ความยุติธรรม และชีวิตใหม่ใต้แสงตะวัน

ตอนที่ 3 (ตอนจบ): การพิพากษา ความยุติธรรม และชีวิตใหม่ใต้แสงตะวัน เสียงไซเรนฉุกเฉินและไฟกะพริบสีแดงของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังย่านบางนาดังก้องในโสตประสาทของผม เจ้าหน้าที่เวรเปลและพยาบาลวิ่งกรูเข้ามาทันทีที่ผมจอดรถหน้าแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน รินถูกนำตัวขึ้นเตียงเข็นอย่างเร่งด่วน ทีมแพทย์สูตินรีเวชและกุมารแพทย์วิ่งตามเข้ามาประกบติด “คนไข้มีภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนดและน้ำคร่ำแตก ช่องคลอดเปิดแล้วสี่เซนติเมตร หัวใจเด็กเต้นช้าลง ต้องผ่าตัดคลอดฉุกเฉินทันที!” เสียงคุณหมอตะโกนสั่งการอย่างรวดเร็ว “พี่นนท์… ช่วยลูกด้วยนะคะ… อย่าให้ลูกเป็นอะไรนะ…” รินเอื้อมมือที่สั่นเทามาจับชายเสื้อของผมไว้แน่นก่อนที่ประตูห้องผ่าตัดจะปิดลง “ลูกจะต้องปลอดภัย รินต้องปลอดภัยนะ พี่อยู่ตรงนี้ พี่จะไม่ทิ้งเธอไปไหนอีกแล้ว” ผมพูดทั้งน้ำตา ก่อนที่ประตูห้องผ่าตัดขนาดใหญ่จะเลื่อนปิดสนิท ทิ้งให้ผมยืนเคว้งคว้างอยู่ตามลำพังบนทางเดินที่เย็นเฉียบ สองชั่วโมงในห้องผ่าตัดยาวนานราวกับสองศตวรรษ ผมนั่งกุมมือสวดมนต์อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดในสากลโลก ขอเพียงให้ผู้หญิงที่แสนดีและลูกสาวผู้บริสุทธิ์มีชีวิตรอด หากต้องแลกด้วยอายุขัยของผม ผมก็ยอม ในระหว่างนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้นไม่หยุด หน้าจอโชว์ชื่อของแม่และญาติๆ ฝั่งแม่หลายคนที่โทรเข้ามา แต่ผมเลือกที่จะปิดเครื่องทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ผมไม่มีอะไรจะพูดกับคนใจร้ายพวกนั้นอีกต่อไปแล้ว ความเป็นลูกกตัญญูที่ผมเคยยึดถือ มันจบลงตั้งแต่วินาทีที่ผมเห็นก้างปลาในมือของแม่ ในที่สุด ประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออก คุณหมอเดินออกมาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าแต่มีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้น “คุณพ่อน้องใช่ไหมครับ? ยินดีด้วยครับ ผ่าตัดเรียบร้อยดี เด็กเป็นทารกเพศหญิง น้ำหนัก 2,100 กรัม แม้จะคลอดก่อนกำหนดและตัวเล็กไปหน่อย แต่สัญญาณชีพแข็งแรงดี ตอนนี้อยู่ในตู้อบของแผนกทารกแรกเกิดเพื่อดูอาการอย่างใกล้ชิดครับ ส่วนคุณแม่ปลอดภัยดีแล้วครับ มีแผลฉีกขาดในช่องปากและรอยฟกช้ำตามตัวหลายแห่ง … Read more