Part 3

Part 3 จุดจบของคนทรยศ (The Final Act) บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหราเปลี่ยนจากงานมงคลสมรสกลายเป็นสนามประลองอำนาจขนาดย่อม แขกเหรื่อต่างพกระซิบกระซาบกันด้วยความตกใจ บางคนหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอเหตุการณ์ตรงหน้าไว้เพราะกลัวพลาดเรื่องฉาวประจำปี พราวหันกลับมามองธันวาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามและความโกรธเกรี้ยว เธอยกมือขึ้นตบหน้าธันวาฉาดใหญ่จนเสียงดังสนั่นท่ามกลางความเงียบ “เพี๊ยะ!“ “ไอ้สารเลว! นายนี่มันต้มตุ๋นตัวจริงสินะ กล้าดียังไงมาหลอกครอบครัวฉัน!” พราวแผדเสียงกรีดร้องด้วยความโมโห เธอมองหน้าธันวาอย่างสมเพชก่อนจะหันไปประกาศกร้าวต่อหน้าแขกทุกคน “งานแต่งงานวันนี้… ยกเลิก! ยกเลิกเดี๋ยวนี้!“ ธันวาล้มทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นพรมราคาแพง ภาพลักษณ์ซีอีโอหนุ่มผู้ร่ำรวยและทรงอิทธิพลพังทลายลงในพริบตาเดียว เขาพยายามจะคว้าชายชุดแต่งงานของพราวเพื่อขอร้องอ้อนวอน แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมีเพียงปลายรองเท้าส้นสูงที่สะบัดหนีอย่างไม่ใยดี ฉันยืนมองดูฉากละครน้ำเน่าที่ธันวาเป็นคนเขียนบทและกำกับมันขึ้นมาด้วยความโลภของตัวเอง ในที่สุดความจริงก็เปิดเผย และกรรมก็ตามสนองเขาอย่างรวดเร็วทันใจ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือคำด่าทอใดๆ ให้เจ็บคอ ความโลภและคำโกหกของธันวาต่างหากที่เป็นอาวุธย้อนกลับมาฆ่าตัวเขาเอง ฉันเดินเข้าไปใกล้ธันวาที่ตอนนี้หมดสภาพ นั่งก้มหน้าซบกับพื้นอย่างไร้ศักดิ์ศรี ฉันก้มลงกระซิบข้างหูเขาเบาๆ “จำไว้นะธันวา… คนเราจะสูงส่งได้ ไม่ได้วัดกันที่เงินในบัญชี แต่วัดกันที่ความเป็นคน สิ่งที่นายทำกับฉันวันนี้ มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น” ธันวาเงยหน้าขึ้นมองฉันด้วยแววตาสิ้นหวังและเต็มไปด้วยความแค้นเคือง แต่เขาทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง เมื่อกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจในชุดนอกเครื่องแบบที่ฉันนัดไว้ล่วงหน้าเดินแหวกฝูงชนเข้ามาภายในงาน พร้อมกับแสดงหมายจับในข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกงประชาชน “นายธันวาใช่ไหมครับ? คุณมีหมายจับข้อหายักยอกทรัพย์และปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจ เชิญไปสถานีตำรวจกับเราด้วยครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงบัตรประจำตัวและเข้าล็อกแขนธันวาพยุงให้ลุกขึ้นยืน ธันวาพยายามดิ้นรนขัดขืนและตะโกนโวยวายลั่นฮอลล์ “พวกคุณไม่มีสิทธิ์จับผม! ผมเป็นนักธุรกิจนะ! ปล่อยผมสิเว้ย!” แต่ไม่มีใครช่วยเหลือหรือเห็นใจเขาเลยแม้แต่คนเดียว พราวยืนกอดอกมองภาพนั้นด้วยความสมเพช ก่อนจะสะบัดหน้าหนีและเดินหนีออกจากห้องจัดเลี้ยงไปพร้อมกับพ่อแม่ของเธอท่ามกลางเสียงซุบซิบของแขกเหรื่อ ตำรวจคุมตัวธันวาเดินผ่านหน้าฉันไปอย่างทุลักทุเล … Read more

PART 3 (จบ): การเผชิญหน้าหน้าห้องตรวจ และการเริ่มต้นใหม่ของคำว่า “ครอบครัว”

PART 3 (จบ): การเผชิญหน้าหน้าห้องตรวจ และการเริ่มต้นใหม่ของคำว่า “ครอบครัว” เสียงเคาะประตูและชื่อของแพรวาทำให้บรรยากาศภายในห้องตรวจเงียบสนิทลงในพริบตา กานต์ค่อยๆ ยืนขึ้นเต็มความสูง เขาสูดหายใจลึก ปรับสีหน้ากลับมาเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดที่ทรงพลัง มือของเขายังคงกุมมือฉันไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยแม้แต่วินาทีเดียว “รินนั่งรออยู่ตรงนี้นะครับ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น” กานต์กระซิบข้างหูฉันอย่างแผ่วเบา แต่น้ำเสียงนั้นหนักแน่นมั่นคง “ถึงเวลาที่เราต้องสะสางเรื่องนี้ให้จบเสียที” กานต์เดินไปปลดล็อกประตูแล้วเปิดออกอย่างช้าๆ ฉันมองผ่านแผ่นหลังกว้างของเขาออกไป เห็นแพรวายืนส่งยิ้มหวานอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาล ในมือของเธอถือถุงขนมร้านโปรดที่กานต์ชอบทาน เธอแต่งหน้าจัดเต็มและสวมชุดเดรสเข้ารูปอย่างประณีต แต่ทันทีที่สายตาของเธอเหลือบมาเห็นฉันที่นั่งอยู่บนเก้าอี้คนไข้ พร้อมซองเอกสารผลตรวจครรภ์ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็แข็งค้างไปในทันที “ริน…? ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?” แพรวาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก พยายามกลบเกลื่อนความตกใจ “เธอ… เธอไม่สบายตรงไหนเหรอ?” กานต์ก้าวเท้าออกไปยืนขวางหน้าแพรวาเอาไว้ ดวงตาของเขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นชาจนน่าขนลุก “ผมต่างหากที่ต้องถามคุณ… คุณแพรวา คุณมาทำอะไรที่แผนกสูตินรีเวชในเวลาทำงานของผม?” กานต์ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม “เอ่อ… แพรแค่แวะเอาขนมมาให้กานต์น่ะค่ะ เห็นว่าช่วงนี้กานต์เข้าเวรติดกันหลายวัน แพรเป็นห่วง กลัวว่าจะไม่ได้ทานอะไร…” แพรวาพยายามส่งสายตาออดอ้อน “เป็นห่วงผม?” กานต์แค่นยิ้มเยาะที่มุมปาก “หรือมาดูผลงานของตัวเองกันแน่ ว่าแผนการสกปรกที่คุณทำไว้เมื่อหนึ่งเดือนก่อน มันทำลายชีวิตคู่ของผมกับรินได้สำเร็จสมใจคุณหรือยัง?” คำพูดของกานต์ทำให้ใบหน้าของแพรวาซีดเผือดลงทันที พยาบาลและเจ้าหน้าที่บริเวณเคาน์เตอร์ต่างพากันหันมามองเป็นตาเดียว “กานต์… พูดเรื่องอะไรคะ? แพรไม่เข้าใจ…” “คืนวันที่ … Read more

Part 3

ตอนที่ 3 (ตอนจบ) เสียงเฮฮาและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของบรรดาตำรวจลูกน้องภายในสถานีตำรวจเงียบเสียงลงทันที เมื่อเสียงสัญญาณไซเรนรถยนต์จำนวนมากดังกระหึ่มกึกก้องมาจากทางหลวงสายหลักเข้าสู่ตัวอำเภอ เสียงเฮลิคอปเตอร์ทหารและตำรวจสังกัดกองปราบปรามพิเศษบินต่ำคำรามก้องอยู่เหนือหลังสถานีตำรวจ แรงลมจากใบพัดขนาดใหญ่พัดเอาฝุ่นละอองและเอกสารกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ เดชาและลูกน้องต่างพากันชะงักเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยความงุนงงและตื่นตระหนก “เสียงอะไรวะนั่น?” ดาบตำรวจลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าซีดเผือดลงทันที ไม่ทันที่ใครจะได้ตอบคำถาม ขบวนรถตู้สีดำสนิทกว่าสิบคันพร้อมตราสัญลักษณ์ “สำนักงานศาลยุติธรรม” และ “กองปราบปรามพิเศษ” วิ่งกรูเข้ามาปิดล้อมสถานีตำรวจแห่งนี้ไว้ทุกด้านอย่างแน่นหนา ชายฉกรรจ์ในชุดเครื่องแบบหน่วยปฏิบัติการพิเศษพร้อมอาวุธครบมือลงจากรถ วิ่งกระจายกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ภายในพริบตาเดียว เดชากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬเริ่มผุดขึ้นเต็มใบหน้า มือที่เคยจับกุมฉันไว้แน่นเริ่มสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกได้ถึงความหนาวยะเยือกที่วิ่งพล่านไปตามสันหลัง ประตูรถตู้คันกลางเปิดออก ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลภูมิฐาน ซึ่งเป็นเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เดินก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าเคร่งขรึมและแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เดชาพยายามฝืนยิ้มแห้งๆ แล้วเดินเข้าไปต้อนรับด้วยท่าทางน้อมน้อม แม้ในใจจะเริ่มหวาดกลัวสุดขีด “ท่านครับ… ท่านผู้บัญชาการ ท่านเลขาธิการ มีเรื่องอะไรกันครับทำไมถึงยกกำลังมากันมากมายขนาดนี้ ที่นี่สถานีตำรวจท้องที่…“ เพียะ! เสียงตบหน้าฉาดใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางความเงียบงัน ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางตบเข้าที่ใบหน้าของเดชาเต็มแรงจนเขากระเด็นล้มลงไปกองกับพื้น เลือดสดๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปากของสารวัตรผู้เคยยิ่งใหญ่ “ไอ้เดชา! แกกล้าดี irc กักตัวและใส่กุญแจมือท่านผู้พิพากษาอาวุโสระดับสูงของศาลคดีทุจริตได้อย่างไรวะ!” เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของผู้บัญชาการดังลั่นไปทั่วบริเวณ เดชาเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เขานอนหงายอยู่บนพื้น มองหน้าผู้บัญชาการสลับกับมองหน้าฉันที่ยืนนิ่งสงบโดยมีเจ้าหน้าที่รีบวิ่งเข้าไปปลดกุญแจมือให้อย่างนิ่มนวล “ผู้… ผู้พิพากษาเหรอครับ? ละ… เป็นไปได้ยังไง…” เดชาพึมพำด้วยน้ำเสียงติดขัด สมองของเขาขาวโพลนราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3): บทสรุป การพิพากษา และแสงตะวันใหม่

ตอนที่ 3 (Part 3): บทสรุป การพิพากษา และแสงตะวันใหม่ เวลาผ่านไปสี่ชั่วโมงที่ห้องฉุกเฉินและห้องไอซียูเด็กของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในกรุงเทพฯ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงเตือนจากเครื่องวัดคลื่นหัวใจดังสม่ำเสมอ รินลดานั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย สองตามองสายน้ำเกลือและเครื่องช่วยหายใจที่ต่อเข้ากับร่างเล็ก ๆ ของน้องภู แพทย์เจ้าของไข้เดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มผลตรวจเลือดและปัสสาวะ สีหน้าของแพทย์เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด “คุณแม่ครับ ผลการตรวจทางพิษวิทยาออกมาแล้ว” คุณหมอกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ในกระแสเลือดของน้องมีสารกลุ่มแอมเฟตามีนสังเคราะห์และสารยับยั้งการหลับในปริมาณที่สูงมากสำหรับเด็กวัยนี้ นอกจากนี้ ร่างกายยังมีภาวะเลือดเป็นกรดจากการขาดน้ำและอุณหภูมิร่างกายลดต่ำเฉียบพลัน โชคดีมากที่คุณแม่พามาทันเวลา ถ้าช้ากว่านี้อีกเพียงครึ่งชั่วโมง สารเคมีตัวนี้จะทำให้หัวใจวายเฉียบพลันหรือเกิดภาวะสมองบวมจนกลายเป็นเจ้าชายนิทราอย่างถาวร” รินลดาเอามือปิดหน้า ร่ำไห้ออกมาด้วยความโล่งอกปนเจ็บปวด เธอไม่อยากจินตนาการเลยว่า หากเมื่อหัวค่ำเธอไม่ตัดสินใจใช้กุญแจสำรองไขประตูห้องน้ำบานนั้น หากเธอเชื่อคำหลอกลวงของสามี วันนี้เธอคงต้องสูญเสียลูกชายคนเดียวไปตลอดกาล “ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ เราทำการล้างพิษและปรับสมดุลเกลือแร่เรียบร้อย แต่หลังจากนี้น้องจะต้องได้รับการฟื้นฟูสภาพจิตใจอย่างใกล้ชิดจากจิตแพทย์เด็ก เพราะความเครียดสะสมและการถูกทารุณกรรมแบบนี้ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางอารมณ์อย่างรุนแรง” หมอบอกพลางตบบ่ารินลดาเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวเรื่องผู้จัดการธนาคารชื่อดังย่านบางนาถูกจับกุมกลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ในสังคมออนไลน์และสื่อโทรทัศน์ทุกช่อง ภาพลักษณ์ของ “คุณพ่อตัวอย่าง” และ “ผู้นำชุมชนผู้ใจบุญ” ของชัยวัฒน์พังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านพักอย่างละเอียด สิ่งที่ตำรวจค้นพบในห้องทำงานลับใต้บันไดของชัยวัฒน์ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง ในตู้เซฟเหล็กกล้า พบขวดแก้วบรรจุสารเคมีผิดกฎหมายนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนกว่ายี่สิบขวด เอกสารบันทึก “การทดลอง” ที่เขียนด้วยลายมือของเขาเองอย่างละเอียด มีการจดบันทึกปริมาณยาที่ให้ลูกกินในแต่ละวัน ผลข้างเคียง … Read more

Part 3 (ตอนจบ): การพิพากษาและชีวิตใหม่บนผืนฟ้า

Part 3 (ตอนจบ): การพิพากษาและชีวิตใหม่บนผืนฟ้า ความเงียบเข้าปกคลุมรอบบริเวณ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของอัครินทร์ที่สะกดกลั้นโทสะไว้จนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ดารินทร์พยายามเดินเข้ามาเกาะแขนชายหนุ่ม ส่งสายตาออดอ้อน “พี่รินทร์คะ ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ คุณป้าพูดความจริงทุกอย่าง นังมินตรามันสร้างเรื่องใส่ร้ายพวกเรา พี่อย่าไปหลงเชื่อนังปลิงนี่เลยนะคะ น้องดารินทร์รักและหวังดีกับพี่รินทร์เสมอ…” “เอามือสกปรกของเธอออกไปจากตัวฉัน!” อัครินทร์สะบัดแขนอย่างแรงจนดารินทร์เซถลาล้มลงไปคลุกกับดินเลนข้างเล้าไก่ ชุดสวยของเธอเปรอะเปื้อนโคลนเหม็นคลุ้ง หญิงสาวหวีดร้องอย่างเสียหน้า “แกคิดว่าฉันโง่จนไม่รู้เรื่องอะไรเลยงั้นเหรอ?” อัครินทร์หยิบสมาร์ตโฟนของตนขึ้นมา เปิดหน้าจอที่แสดงหลักฐานทั้งหมด “ก่อนที่ผมจะบินกลับมาไทย ผมจ้างทีมทนายความและนักสืบเอกชนตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมดแล้ว!” ใบหน้าของคุณหญิงแขไขถอดสีในทันที ความเย่อหยิ่งบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น “เงินทุกบาทที่ผมโอนเข้าบัญชีมินตรา ถูกโอนต่อไปยังบัญชีของดารินทร์ภายในเวลาไม่ถึงห้านาที จากนั้นก็กระจายเข้าสู่เว็บพนันออนไลน์ บัญชีโต๊ะบอล และซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม! สลิปการโอน บันทึกกล้องวงจรปิดตอนที่พวกคุณลากมินตราออกจากบ้านเดิม และหลักฐานการกู้เงินนอกระบบ… ทั้งหมดอยู่ในมือของผมเรียบร้อยแล้ว!” “รินทร์… ฟังแม่ก่อนนะลูก…” คุณหญิงแขไขเริ่มเสียงสั่น มือไม้เริ่มเย็นเฉียบ “แม่เป็นแม่แกนะลูก แกจะเห็นคนอื่นดีกว่าแม่บังเกิดเกล้าไม่ได้นะ!” “แม่บังเกิดเกล้าที่เหยียบย่ำชีวิตคนอื่นจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์แบบนี้น่ะเหรอครับ?” อัครินทร์มองมารดาด้วยสายตาตัดพ้อและผิดหวังอย่างถึงที่สุด “ตั้งแต่เด็กจนโต แม่สอนให้ผมรักษาเกียรติยศชื่อเสียง แต่สิ่งที่แม่ทำในวันนี้ มันต่ำช้าเกินกว่าที่ผมจะเรียกแม่ได้อย่างเต็มปาก” ทันใดนั้น เสียงไซเรนของรถตำรวจหลายคันก็ดังกระหึ่มเข้ามาในซอย รถตราโล่สามคันพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและทนายความส่วนตัวของอัครินทร์ก้าวลงมาจากรถอย่างรวดเร็ว ดารินทร์หน้าซีดเผือด คลานเข้าไปกอดขาคุณหญิงแขไข “คุณป้าคะ! ช่วยดารินทร์ด้วย ตำรวจมาทำไมคะคุณป้า!” … Read more

ภาคที่ 3 (ตอนจบ)สามีหนีไปนอนโซฟาตอนตี 1:17 นาที ความจริงที่ทำให้ฉันเข่าทรุด… แม่ยายและสามีร่วมมือกันฮุบสมบัติ!

ภาคที่ 3 (ตอนจบ) รถยนต์หรูคันงามจอดเทียบหน้าบ้านในช่วงบ่ายแก่ๆ ฉันไม่ได้กลับมาคนเดียว แต่มาพร้อมกับตำรวจตระเวนระงับคดีเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ของธนาคาร และทนายความส่วนตัวที่ถือแฟ้มคดีหนาเตอะ เมื่อฉันไขกุญแจเปิดประตูบ้านเข้ามา เสียงหัวเราะสนุกสนานในห้องรับแขกก็ต้องหยุดชะงักลง ธีระ กานดา เด็กชายตัวน้อย และแม่ยายที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยกัน สะดุ้งตกใจเมื่อเห็นกลุ่มคนในเครื่องแบบก้าวเข้ามาในบ้านอย่างเป็นระเบียบ “เมลดา! นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมพวกตำรวจถึงเข้ามาในบ้านเราได้!” ธีระลุกขึ้นยืนด้วยใบซีดเผือด สีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เขารีบกวาดสายตามองหน้าเจ้าหน้าที่สลับกับฉัน แม่ยายรีบวิ่งเข้ามาทำท่าจะโวยวาย “อีเมลดา แกพาใครมาบ้านวะ! อยากให้บ้านพังหรือไง ออกไปนะ!” ฉันยกมือขึ้นห้ามด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึก ก่อนจะส่งสัญญาณให้ทนายความก้าวออกมาข้างหน้า “เชิญนั่งก่อนเถอะค่ะ ธีระ… คุณแม่… เรามีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกันให้เคลียร์” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาและทรงพลัง จนทำให้ทุกคนในห้องถึงกับผงะและนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ทนายความเปิดแฟ้มเอกสารในมือออกแล้วเริ่มอ่านเสียงดังฟังชัดทีละฉบับ “เรียนคุณธีระ และคุณกานดา… เนื่องด้วยตรวจพบการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงสถาบันการเงิน ยักยอกทรัพย์สินของบริษัท และใช้เอกสารสิทธิ์อันเป็นเท็จในการค้ำประกันสินเชื่อ โดยนำโฉนดที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของ คุณเมลดา (ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย) มาแอบอ้างโดยหลอกลวง…” สีหน้าของธีระเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดราวกับกระดาษ เขารีบหันมามองหน้าฉันด้วยความตกใจสุดขีด “เมลดา… เธอพูดเรื่องอะไร? เอกสารพวกนั้น… เธอก็เซ็นยินยอมแล้วนี่!” ฉันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เดินเข้าไปใกล้เขาช้าๆ แววตาสมเพชระคนเกลียดชังฉายชัดในดวงตาของฉัน “ใช่ค่ะ … Read more

PART 3: (บทสรุป) การล้างแค้น ความจริงที่กระจ่าง และสายเลือดที่แท้จริง

PART 3: (บทสรุป) การล้างแค้น ความจริงที่กระจ่าง และสายเลือดที่แท้จริง เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงตีสอง โรงพยาบาลชั้นหรูเงียบสงัดราวกับป่าช้า ร่างบางของมายด์ยังคงนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงคนไข้ในห้องพักพิเศษ พร้อมสายระโยงระยางและเครื่องช่วยหายใจ ประตูห้องพักถูกแง้มเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างในชุดพยาบาลคลุมหน้ามิดชิดค่อยๆ ก้าวเข้ามาในห้อง แววตาใต้หน้ากากอนามัยนั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย มันคือชลิดา โดยมีรัตนาคอยดูต้นทางอยู่ด้านนอก “เพราะแกคนเดียว… นังขี้ข้า ถ้าแกไม่โผล่หัวเข้ามาในบ้านฉัน ทุกอย่างก็คงไม่เป็นแบบนี้!” ชลิดาสะอื้นด้วยความเคียดแค้น มือของเธอสั่นระริกขณะเอื้อมไปดึงสายท่อออกซิเจนที่ต่อเข้ากับจมูกของมายด์ พร้อมกับหยิบหมอนใบหนาขึ้นมา เล็งจะกดทับใบหน้าของหญิงสาวที่นอนไม่ได้สติ “ตายไปซะเถอะ! สมบัติทุกอย่างต้องเป็นของฉันคนเดียว!” ทันใดนั้นเอง! ไฟในห้องพักผู้ป่วยสว่างวาบขึ้นอย่างกะทันหัน! “หยุดเดี๋ยวนี้ ชลิดา!” เสียงตะโกนทรงพลังดังก้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ 4 นายพุ่งตัวเข้ามาชาร์จและจับแขนชลิดาไพล่หลังกดลงกับพื้นทันที พร้อมกับที่รัตนาถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคุมตัวเข้ามาในสภาพที่หมดหนทางหนี ท่านประธานภานุก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าแหลกสลาย ข้างกายของเขาคือทนายความประจำตระกูล และลุงทวีที่มีสีหน้าเศร้าสลด “คุณพ่อ! ช่วยหนูด้วย! ตำรวจพวกนี้มันใส่ร้ายหนู!” ชลิดากรีดร้องดิ้นรน ภานุมองหญิงสาวที่เขาเลี้ยงดูมา 20 ปีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด เขาหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลขึ้นมาแล้วโยนลงตรงหน้าเธอ เอกสารข้างในเลื่อนหลุดออกมา มันคือผลตรวจดีเอ็นเอเร่งด่วนแบบ 6 ชั่วโมง และหลักฐานการโอนเงินจากบัญชีของรัตนาไปยังบัญชีหมอทำคลอดเมื่อ 20 ปีก่อน “หลักฐานมันชัดเจนหมดแล้ว ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด … Read more

PART 3: จุดจบคนทรยศและการล้างมลทิน (ความยาวประมาณ 1,000 คำ)

PART 3: จุดจบคนทรยศและการล้างมลทิน (ความยาวประมาณ 1,000 คำ) ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณห้องขังราวกับเวลาได้หยุดหมุน สารวัตรวิเชียรยืนเบิกตากว้าง ปืนพกในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นซีเมนต์เสียงดัง แกร๊ก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าที่ซีดเผือดจนไร้สีเลือด “ผะ… ผู้กำกับ? มึง… เอ๊ย… ท่านคือผู้กำกับอรัญญา?” วิเชียรพูดตะกุกตะกัก ขาทั้งสองข้างแทบจะพยุงน้ำหนักตัวไม่อยู่ กานดาหยิบกุญแจมือจากกระเป๋าเสื้อของวิเชียรมาไขเปิดประตูห้องขังออก ฉันก้าวเท้าเดินออกมาอย่างช้าๆ ปลดผ้ากันเปื้อนที่เปื้อนคราบแป้งและหยาดเหงื่อออก โยนมันลงบนโต๊ะสิบเวร สายตาของฉันจับจ้องไปที่นายตำรวจทั้งโรงพักที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ใต้การควบคุมของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ “ใช่ ฉันคือ พันตำรวจเอกหญิง อรัญญา บวรเกียรติ ผู้กำกับการคนใหม่ของพวกเธอ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน ทรงอำนาจและเยือกเย็น “และตลอด 21 วันที่ผ่านมา ฉันได้บันทึกหลักฐานการรีดไถ การใช้อำนาจข่มเหงประชาชน และการทุจริตทั้งหมดของพวกเธอไว้ครบถ้วน ทั้งภาพถ่าย คลิปเสียง และบัญชีส่วยลับ” ฉันหันไปหากานดา “ปลดอาวุธและควบคุมตัวสารวัตรวิเชียรกับพวกทั้งหมด ดำเนินคดีตาม ม.157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรรโชกทรัพย์ และกักขังหน่วงเหนี่ยว ส่วนนายตำรวจคนอื่นที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีส่วย ให้สั่งพักราชการและตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงทันที!” “รับทราบค่ะท่าน!” กานดาสั่งการอย่างเฉียบขาด เจ้าหน้าที่คอมมานโดตรงเข้าจับกุมวิเชียรและพวกทันที วิเชียรที่กำลังถูกใส่กุญแจมือทรุดตัวลงคุกเข่า ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา … Read more

ตอนที่ 3 (จบ) : ชดใช้อย่างสาสม และรอยยิ้มใหม่ของแม่ลูก (Part 3 – จบ)

ตอนที่ 3 (จบ) : ชดใช้อย่างสาสม และรอยยิ้มใหม่ของแม่ลูก (Part 3 – จบ) เพียงระยะเวลาไม่ถึงสามเดือน อาณาจักรหมื่นล้านที่กานต์สร้างภาพไว้พังทลายลงมาราวกับปราสาททราย หุ้นของบริษัท กิตติธนวัฒน์ ร่วงดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดจนถูกระงับการซื้อขาย ข่าวการคอร์รัปชัน การฟอกเงิน และพฤติกรรมฉาวโฉ่ในงานกาล่าถูกตีแผ่ไปทั่วทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สังคมประณามตราหน้าเขาเป็นผู้ชายทรยศที่หลงระเริงในกิเลสจนทำลายครอบครัว และคนที่เขาคิดว่ารักเขาด้วยใจจริงอย่าง พริกแกง หรือพีชยา… ทันทีที่รู้ว่าบัญชีธนาคารของกานต์ถูกอายัด และบริษัทกำลังจะล้มละลาย เธอก็รีบหอบเอาทรัพย์สิน แบรนด์เนม และเครื่องเพชรที่กานต์เคยซื้อปรนเปรอให้ หลบหนีหมายเรียกของตำรวจไปกบดาน ทว่าสุดท้ายก็ไม่รอด เธอถูกจับกุมได้ที่ด่านชายแดนในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์และฟอกเงิน ต้องเข้าไปนอนรอคำพิพากษาในเรือนจำอย่างไร้หนทางสู้ ในบ่ายวันหนึ่ง ท่ามกลางแดดจ้าของเมืองกรุง กานต์ในสภาพผอมโซ หนวดเคราขึ้นรกรุงรัง สวมเสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ เดินโซซัดโซเซมาคุกเข่าอยู่หน้าประตูรั้วเหล็กดัดสีทองอร่ามของคฤหาสน์ตระกูลพงศ์ภากรณ์ สาขากรุงเทพฯ ไม่มีอีกแล้วมาดมหาเศรษฐีหนุ่มผู้ทรงเสน่ห์ ไม่มีอีกแล้วสายตาที่เคยมองคนอื่นอย่างเหยียดหยาม สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือชายสิ้นเนื้อประดาตัวที่กำลังจะถูกศาลสั่งล้มละลายและมีคดีอาญาติดตัว “เอมี่! ผมขอร้องล่ะ เอมี่ ออกมาคุยกับผมเถอะ!” กานต์ตะโกนร้องไห้คร่ำครวญ น้ำมูกน้ำตาไหลอาบแก้ม สองมือเกาะกุมซี่กรงเหล็กแน่น “ผมผิดไปแล้ว ผมขอโทษ! ยกโทษให้ผมเถอะนะ นึกถึงลูกของเรา… นึกถึงเวลาแปดปีที่เราเคยอยู่ด้วยกัน!” ประตูคฤหาสน์ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ … Read more

(ตอนที่ 3 – จบบริบูรณ์) ฟ้าหลังฝน และชีวิตใหม่

(ตอนที่ 3 – จบบริบูรณ์) ฟ้าหลังฝน และชีวิตใหม่ ตะวันค่อยๆ เดินตามเจ้าสัวอนันต์มานั่งลงที่โซฟาหนังตัวหรูหรา เด็กหนุ่มนั่งเกร็งอยู่เพียงริมขอบโซฟา ไม่กล้าพิงพนักเพราะกลัวว่าชุดยูนิฟอร์มเก่าๆ ของตัวเองจะทำให้เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงเปรอะเปื้อน เจ้าสัวเห็นดังนั้นจึงยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเลื่อนแก้วน้ำอุ่นและจานขนมมาตรงหน้าเขา “ดื่มน้ำก่อนสิเจ้าหนู สบายใจได้แล้ว เรื่องร้ายๆ ผ่านไปหมดแล้วล่ะ” “ขอบ…ขอบพระคุณครับท่านประธาน” ตะวันยกมือไหว้อย่างเกรงใจ มือยังสั่นเทาขณะยกแก้วน้ำขึ้นจิบ เจ้าสัวอนันต์หยิบเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำเงินตัวเก่าที่พับไว้อย่างดีขึ้นมาลูบเบาๆ “นี่คือเสื้อของเธอใช่ไหม?” “ครับท่านประธาน… ผมต้องกราบขอโทษด้วยครับที่บังอาจเอาเสื้อเก่าๆ ขาดๆ ของผมไปห่มให้ท่าน คือเมื่อคืนห้องมันหนาวมาก แล้วผมเห็นท่านนอนสั่น ผมกลัวว่าท่านจะไม่สบาย ผมไม่ได้มีเจตนาลบหลู่เลยนะครับ” ตะวันรีบอธิบายด้วยความกังวล “ลบหลู่蜕อะไรกัน…” ดวงตาของเจ้าสัวมีน้ำใสๆ คลอหน่วยขึ้นมาอีกครั้ง “เสื้อตัวนี้ต่างหาก ที่ช่วยชีวิตชายชราคนนี้ไว้ มันไม่ใช่แค่ความอบอุ่นภายนอกหรอกนะตะวัน แต่มันคือความอบอุ่นที่หัวใจ… ตลอดชีวิตการทำธุรกิจของฉัน ฉันถูกห้อมล้อมด้วยคนรวย คนมีการศึกษา คนที่สวมสูทราคาเหยียบแสน แต่ไม่มีใครสักคนที่มีจิตใจงดงามและบริสุทธิ์เท่ากับเธอในเสื้อแจ็กเก็ตเก่าๆ ตัวนี้เลย” เจ้าสัวหยุดครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “เมื่อคืนนี้ ฉันได้ยินคำอธิษฐานของเธอทั้งหมด… เธอบอกว่าเธอต้องหาเงินส่งน้องเรียน และรักษาแม่ แม่ของเธอป่วยเป็นอะไรหรือ?” เมื่อได้ยินคำถามถึงครอบครัว ขอบตาของตะวันก็เริ่มแดงก่ำ ความทุกข์ที่แบกไว้คนเดียวพรั่งพรูออกมา “แม่ของผมป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังครับท่าน ต้องฟอกไตสัปดาห์ละสามครั้ง … Read more