Part 3: ผลกรรมของความเห็นแก่ตัว และจุดจบของพันธนาการ (The End)

Part 3: ผลกรรมของความเห็นแก่ตัว และจุดจบของพันธนาการ (The End) สายลมเย็นสดชื่นแห่งเทือกเขาแอลป์พัดผ่านใบหน้าของผมและน้องพิมพ์ เราสองคนใช้เวลาสองสัปดาห์ในดินแดนยุโรปอย่างมีความสุขที่สุด พิมพ์ได้วิ่งเล่นในทุ่งหญ้าสีเขียวขจี ได้นั่งรถไฟสายพาโนรามาชมธารน้ำแข็ง ได้ป้อนอาหารหงส์ขาวในทะเลสาบเจนีวา และได้หัวเราะอย่างร่าเริงเต็มเสียงโดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะถูกใครดุว่าหรือแย่งชิงพื้นที่ รอยยิ้มที่สดใสไร้เดียงสาของลูกสาวกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์แบบ มันคุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ผมจ่ายไป แต่ในเวลาเดียวกัน ที่ประเทศไทย… พายุกำลังพัดถล่มบ้านเดี่ยวหลังงามที่ราชพฤกษ์จนพังยับเยิน เช้าวันเสาร์นั้น ขบวนครอบครัวของแม่ยาย วิภาดา และน้องนนท์ เดินทางมาถึงบ้านด้วยท่าทีหยิ่งผยอง วิภาดาเดินนำหน้าพลางสั่งการให้ลูกชายเลือกของเล่นในบ้านอย่างเคยชิน ขณะที่แม่สุพรรณีก็เตรียมตั้งสำรับอาหารรอต้อนรับหลานชาย ทว่า เมื่อพวกเขาเปิดประตูห้องนอนของพิมพ์ หวังจะให้นนท์เข้าไปนอนพักผ่อนอย่างราชา สิ่งที่พวกเขาพบกลับมีเพียงห้องที่ว่างเปล่า เตียงนอนถูกถอดผ้าปูออกจนเหลือแต่ฟูกโล่งๆ และไม่มีแม้แต่แอร์เปิดรอรับ “นี่มันหมายความว่ายังไงนังกานดา!” แม่ยายแผดเสียงลั่นบ้าน “ไอ้ธีร์มันหายหัวไปไหน ทำไมไม่ขับรถไปรับพวกเราที่สถานี! แล้วห้องนอนตานนท์ทำไมถึงยังไม่จัดให้เรียบร้อย ปล่อยให้ห้องว่างเป็นรังหนูแบบนี้ได้ยังไง!” วิภาดากอดอก เบะปากด้วยความไม่พอใจ “นั่นสิกานดา พี่อุตส่าห์พานนท์นั่งรถไฟมาเหนื่อยๆ นึกว่าจะได้นอนพักสบายๆ น้องเขยแกทำตัวเสียมารยาทขนาดนี้ได้ยังไง ไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่เลย!” กานดานั่งร้องไห้อยู่ที่โซฟา สภาพทรุดโทรม ขอบตาบวมช้ำ เธอไม่ได้นอนมาทั้งคืน “พี่ธีร์… พายัยพิมพ์บินไปยุโรปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะแม่…” “อะไรนะ?!” แม่ยายร้องเสียงหลง “บินไปยุโรป?! เอาเงินที่ไหนไปตั้งมากมาย ทำไมไม่พาน้องนนท์กับพวกเราไปด้วย! คนเห็นแก่ตัวแบบนี้มีด้วยเหรอ … Read more

Part3

บ่ายวันนั้น คุณหญิงพิมพาพาผมไปนั่งคุยที่ห้องรับรองส่วนตัวในโรงแรมหรูใจกลางย่านราชประสงค์ บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชามะลิช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดสองวันให้มลายหายไปจนหมดสิ้น บนโต๊ะกระจกตรงหน้า มีเอกสารสัญญาฉบับใหม่วางอยู่ แต่คราวนี้ไม่ใช่สัญญาว่าจ้างของบริษัทเดิม “คุณธีร์คะ ทางวัฒนศิริคอร์ปอเรชั่นของเรา กำลังจะตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่เพื่อดูแลด้านการสื่อสารการตลาดดิจิทัลและคอนเทนต์สร้างสรรค์เพื่อสังคมโดยเฉพาะ” คุณหญิงพิมพากล่าวขึ้นหลังจากจิบน้ำชา “เราต้องการผู้นำที่มีทั้งฝีมือในการวางกลยุทธ์ และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีหัวใจที่มองเห็นคุณค่าของสังคมและผู้คนอย่างแท้จริง” ผมนั่งฟังด้วยความตั้งใจ หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ “ฉันอยากเชิญคุณมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) ของบริษัทใหม่แห่งนี้ค่ะ” คุณหญิงพิมพาสบตาผมอย่างจริงจัง “โปรเจกต์ 18 ล้านบาทที่คุณคิดขึ้นมา จะถูกโอนย้ายมาเป็นแคมเปญแรกของบริษัทนี้ทันที โดยคุณจะเป็นคนบริหารจัดการงบประมาณทั้งหมดด้วยตัวเอง และเลือกทีมงานที่คุณไว้ใจเข้ามาทำงานร่วมกันได้ตามสบาย” ผมอ้าปากค้าง สมองแทบประมวลผลตามไม่ทัน “ตะ… แต่คุณหญิงครับ ตำแหน่งนี้มันใหญ่มาก ผมไม่เคยบริหารบริษัทเต็มตัวมาก่อน ผมเกรงว่า—” “คุณธีร์” คุณหญิงตัดบทด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา “คนที่ยอมเอาหน้าที่การงานของตัวเองไปเสี่ยงเพื่อหยุดรถช่วยคนแก่ที่กำลังจะหมดสติอยู่ข้างทาง คือคนที่มีความรับผิดชอบและมีความซื่อสัตย์ในระดับที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ในโลกธุรกิจ ทักษะการบริหารคุณเรียนรู้เพิ่มเติมได้ แต่จิตสำนึกที่ดีและหัวใจที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มันเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันไม่ได้ง่าย ๆ… ฉันไม่ได้ให้โอกาสนี้เพราะความสงสารหรือเพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่ฉันให้เพราะคุณคู่ควรกับมันจริง ๆ” เธอเลื่อนเอกสารสัญญามาตรงหน้าผม พร้อมกับเสนอแพ็กเกจเงินเดือนและสวัสดิการที่สูงกว่าเดิมถึงสามเท่า รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลและทุนการศึกษาสำหรับบุตรสาวทั้งสองคนของผมจนจบระดับมหาวิทยาลัย ผมก้มมองเอกสารตรงหน้า น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็หยดแหมะลงบนโต๊ะ ภาพความเหนื่อยยากตลอดหลายปีที่ผ่านมา … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์): เซอร์ไพรส์ราคาแพง และบทเรียนของคนเห็นแก่ตัว

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์): เซอร์ไพรส์ราคาแพง และบทเรียนของคนเห็นแก่ตัว รุ่งเช้าเวลาประมาณแปดโมง แสงแดดอุ่นส่องกระทบหน้าบ้านเดี่ยวสองชั้น แม่นิดเดินบิดขี้เกียจออกมาจากห้องนอนใหญ่ในชุดนอนตัวเก่ง เธอตั้งใจจะเดินไปสั่งให้เมย์เตรียมอาหารเช้าและชงกาแฟให้เหมือนทุกวัน แต่เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง เธอกลับพบว่าบ้านทั้งหลังเงียบสนิท ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของเมย์ เด่น และน้องรัน รวมถึงกระเป๋าเดินทางของแม่เพ็ญ ได้หายไปจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงเฟอร์นิเจอร์หลักที่แถมมากับสัญญาซื้อขายบ้านเท่านั้น ทันใดนั้น มีเสียงดังโครมครามดังขึ้นที่บริเวณรั้วหน้าบ้าน แม่นิดขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด รีบเดินก้าวยาวๆ ออกไปดูที่หน้าประตูรั้ว ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เธอถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ช่างสองคนกำลังช่วยกันขันน็อตยึดป้ายไวนิลขนาดใหญ่ติดไว้กับเสารั้วเหล็กดัด ตัวหนังสือสีแดงเข้มเด่นตระหง่านตัดกับพื้นสีขาว เขียนไว้ชัดเจนว่า: “บ้านหลังนี้ขายแล้ว! (SOLD OUT) กรรมสิทธิ์เป็นของ บริษัท พีพี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ห้ามผู้ใดบุกรุก มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุด” ยังไม่ทันที่แม่นิดจะหายตกตะลึง รถตู้สีขาวคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้าน ชายหนุ่มวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานก้าวลงมาจากรถ พร้อมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองนายและทนายความประจำบริษัท “คุณคือคุณนิดใช่ไหมครับ?” ทนายความเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น “พวกเราได้รับมอบหมายจากเจ้าของกรรมสิทธิ์คนใหม่ ให้เข้ามาดูแลและตรวจรับมอบพื้นที่ เนื่องจากคุณเด่นและคุณเมย์ได้ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมายเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้” “มะ…ไม่จริง! บ้านหลังนี้เป็นบ้านของลูกชายฉัน! ใครจะกล้าขาย!” แม่นิดกรีดร้องเสียงหลง … Read more

ภาคที่ 3 (ตอนจบ): ปาฏิหาริย์แห่งความดีและบทสรุปของคนโลภ (Part 3: อวสานแห่งความจริงและบทเรียนชีวิต)

ภาคที่ 3 (ตอนจบ): ปาฏิหาริย์แห่งความดีและบทสรุปของคนโลภ (Part 3: อวสานแห่งความจริงและบทเรียนชีวิต) หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างยากลำบาก ท่ามกลางกระแสการฟ้องร้องที่ฝ่ายลูกหลานของคุณหญิงมณฑายื่นต่อศาลเพื่อขอเพิกถอนพินัยกรรม โดยกล่าวหาว่าฉันใช้ความเปราะบางของคนชราเพื่อฉ้อโกงทรัพย์สิน พวกเขาใช้สื่อออนไลน์และเส้นสายสร้างข่าวบิดเบือน ใส่ร้ายว่าฉันเป็นมิจฉาชีพที่เข้ามาตีสนิทหญิงชราผู้โดดเดี่ยว แต่ในวิกฤตที่มืดมนที่สุด แสงสว่างก็บังเกิดขึ้น ฉันได้ให้กำเนิดลูกสาวตัวน้อย สุขภาพแข็งแรง ผิวพรรณผุดผ่อง ดวงตากลมโตสดใส เราตั้งชื่อแกตามเจตนารมณ์ของคุณหญิงมณฑาว่า “เด็กหญิงมณฑาทิพย์” หรือ “น้องพลอย” การได้เห็นหน้าลูกทำให้ฉันและกานต์มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป ไม่ใช่เพื่อความร่ำรวย แต่เพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ใจและเกียรติยศสุดท้ายของคุณยายผู้ล่วงลับ ในที่สุด วันนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดแรก ณ ศาลแพ่งก็มาถึง บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความกดดัน ฝ่ายโจทก์อย่างธนาและรพีพรนั่งเคียงข้างทนายความชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์ พวกเขามองมาที่ฉันและกานต์ซึ่งนั่งอุ้มลูกน้อยด้วยแววตาเย้ยหยัน มั่นใจว่าหลักฐานเรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือดจะทำให้พวกเขาชนะคดีได้อย่างง่ายดาย ทนายฝ่ายโจทก์ลุกขึ้นแถลงต่อศาลอย่างดุดัน อ้างว่าคุณหญิงมณฑามีภาวะสมองเสื่อม ขาดความยับยั้งชั่งใจ และถูกครอบงำจิตใจโดยฉันซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่แฝงตัวเข้ามาหาผลประโยชน์ เมื่อถึงเวลาที่ฝ่ายจำเลยต้องแถลง ทนายวิโรจน์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสงบนิ่ง เขาไม่ได้นำเพียงเอกสารพินัยกรรมออกมาแสดง แต่เขากลับขออนุญาตศาลเปิดหลักฐานชิ้นสำคัญที่ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยของธนาคาร ซึ่งมีเพียงคุณหญิงมณฑาและเขาเท่านั้นที่รู้รหัส “กราบเรียนศาลที่เคารพ” ทนายวิโรจน์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พินัยกรรมฉบับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความหลงลืมหรือการถูกครอบงำ แต่เป็นความตั้งใจที่ผ่านการไตร่ตรองมานานกว่าสามปีของคุณหญิงมณฑา โดยท่านได้บันทึกคลิปวิดีโอนี้ไว้ล่วงหน้าเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนท่านจะเสียชีวิต เพื่อเปิดต่อหน้าศาลหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น” จอภาพขนาดใหญ่ในห้องพิจารณาคดีสว่างขึ้น ภาพของคุณหญิงมณฑาปรากฏแก่สายตาของทุกคนในห้อง ท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวเดิม สวมชุดผ้าไหมเรียบร้อย แม้ร่างกายจะดูซูบผอมและอ่อนล้า แต่ดวงตาของท่านกลับแจ่มใสและเปี่ยมไปด้วยสติสัมปชัญญะอย่างชัดเจน … Read more

ตอนที่ 3: บทอวสานของตราบาปและชีวิตใหม่ (Part 3 – END)

ตอนที่ 3: บทอวสานของตราบาปและชีวิตใหม่ (Part 3 – END) การปฏิเสธอย่างเลือดเย็นของพิมพ์ดาวทำให้ธนินแทบเสียสติ เขายังคงปักหลักอยู่ที่ลอนดอนอีกเกือบหนึ่งเดือน พยายามส่งดอกไม้ ของขวัญ และข้อความขอโทษนับร้อยข้อความไปหาเธอ แต่ผลลัพธ์คือสิ่งของเหล่านั้นถูกส่งคืนกลับมาทั้งหมด ส่วนข้อความของเขาก็ไม่เคยได้รับการเปิดอ่าน จนกระทั่งทนายความส่วนตัวของพิมพ์ดาวนำเอกสารการหย่าฉบับสมบูรณ์มาส่งมอบให้เขาถึงโรงแรม พร้อมคำเตือนทางกฎหมายว่าหากเขายังคงตามรังควานหรือเข้าใกล้เธอในระยะหนึ่งร้อยเมตร เธอจะยื่นฟ้องศาลทันที ในที่สุด ธนินจำต้องเซ็นใบหย่าด้วยมือที่สั่นเทา เขาเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในสภาพของคนที่วิญญาณหลุดลอย แต่สิ่งที่รอคอยเขาอยู่กลับไม่ใช่ความสงบสุข หากแต่เป็นหายนะทางธุรกิจและครอบครัวที่กำลังปะทุขึ้น ข่าวการเสียชีวิตของลูกสาวมหาเศรษฐีเพราะพ่อมัวแต่ไปปรนเปรอหญิงอื่นกลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงสังคมชั้นสูง ภาพลักษณ์ของกลุ่มบริษัทวรโชติเมธาเสื่อมเสียอย่างรุนแรง หุ้นของบริษัทดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง พันธมิตรทางธุรกิจหลายรายเริ่มถอนตัวเพราะไม่ไว้วางใจในความรับผิดชอบของเขา มิหนำซ้ำ อรินทร์ที่ถูกเขาขับไล่ยังได้ร่วมมือกับอดีตผู้บริหารที่ทรยศ นำข้อมูลลับทางการค้าของบริษัทไปเปิดเผยให้แก่คู่แข่ง เพื่อแก้แค้นที่เขาเฉดหัวเธอทิ้ง “อรินทร์! คุณทำแบบนี้ได้ยังไง!” ธนินบุกไปเผชิญหน้ากับเธอที่คอนโดมิเนียมหรู อรินทร์หัวเราะเยาะอย่างบ้าคลั่ง “ทำไมฉันจะทำไม่ได้ล่ะคะธนิน? ในเมื่อคุณเขี่ยฉันทิ้งเหมือนขยะ ฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องภักดีกับคุณอีกต่อไป! คุณคิดว่าที่ผ่านมาฉันรักคุณจริง ๆ เหรอ? ฉันรักเงินและอำนาจของคุณต่างหากล่ะ! แต่คุณกลับทิ้งฉันไปคุกเข่าขอทานความรักจากนังพิมพ์ดาว… คุณมันน่าสมเพช!” ตำรวจเข้ามาควบคุมตัวอรินทร์ในเวลาต่อมาในข้อหาจารกรรมข้อมูลทางธุรกิจและการฉ้อโกง แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นบีบให้ธนินต้องขายหุ้นส่วนใหญ่ในโรงแรมและสายการเดินเรือเพื่อพยุงบริษัทให้รอดพ้นจากการล้มละลาย อาณาจักรธุรกิจที่เขาทุ่มเทสร้างมาทั้งชีวิตพังทลายลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง แต่ความสูญเสียทางทรัพย์สินยังเทียบไม่ได้เลยกับความทรมานในจิตใจ ทุกค่ำคืน ธนินจะสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับเสียงร้องไห้ของเด็กที่ดังก้องอยู่ในหู เขาเดินสำรวจคฤหาสน์อันกว้างใหญ่ที่ไร้ผู้คน มีเพียงความมืดและขวดสุราเป็นเพื่อน เขากลายเป็นคนติดแอลกอฮอล์เพื่อหนีจากความจริง แต่ภาพของน้องพราวที่ยืนรอพ่ออยู่ที่ประตูโรงเรียน … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3): จุดจบของคนทรยศและการเริ่มต้นใหม่ (End)

ตอนที่ 3 (Part 3): จุดจบของคนทรยศและการเริ่มต้นใหม่ (End) ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงตบหน้าดังฉาดใหญ่! ไม่ใช่ฉันที่ลงมือ แต่เป็นพ่อของพิมพ์ ชายวัยกลางคนร่างท้วมในชุดสูทภูมิฐานที่เดินปรี่เข้ามาด้วยใบหน้าแดงก่ำจากความเดือดดาล เขาตบหน้าภัทรซ้ำอีกหนึ่งฉาดจนภัทรล้มคะมำลงไปกองกับพื้นพรมแดง “ไอ้สิบแปดมงกุฎ! ไอ้คนไร้ยางอาย!” ชายสูงวัยตวาดลั่นจนเพดานบ้านสั่นสะเทือน “แกกล้าดียังไงมาหลอกต้มตุ๋นลูกสาวฉัน! เอาเงินค่าสินสอดที่ฉันโอนล่วงหน้ามาคืนเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะส่งคนไปลากคอแกเข้าคุก!” “คุณพ่อคะ พิมพ์อับอายขายหน้าที่สุดเลย!” พิมพ์ร่ำไห้จนมาสคาร่าเลอะเปรอะเปื้อนใบหน้าสวยงาม หล่อนกระชากเวลคลุมผมเจ้าสาวทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี ก่อนที่พ่อแม่และญาติฝั่งเจ้าสาวจะพากันกรูเข้ามาเก็บข้าวของและลากตัวพิมพ์เดินออกจากบ้านไป โดยไม่หันกลับมามองภัทรที่นอนครวญครางอยู่บนพื้นแม้แต่น้อย ห้องนั่งเล่นตกอยู่ในความพินาศ ข้าวของ ดอกไม้ประดับถูกเหยียบย่ำกระจัดกระจาย แขกเหรื่อคนอื่นๆ ของภัทรต่างรีบก้มหน้าทยอยเดินหนีออกจากบ้านด้วยความอับอาย ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสบตากับฉัน ตอนนี้เหลือเพียงฉัน ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของความไว้ใจ ตรงหน้าคือภัทรที่ยังนั่งคุกเข่าก้มหน้าร้องไห้ และป้าพรที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้างเสาบ้าน “รินดา…” ภัทรเงยหน้าขึ้นมา ทั้งน้ำตาและเลือดกบปาก “ผมขอโทษ… ผมหน้ามืดตามัวไปเอง ยกโทษให้ผมเถอะนะ เราเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม ผมรักคุณจริงๆ นะรินดา…” ฉันมองดูผู้ชายคนนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความรัก ความผูกพัน ความห่วงใยที่เคยมีให้มาตลอดหลายปี บัดนี้ระเหิดหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความสมเพชเวทนา “เริ่มต้นใหม่เหรอ?” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ใดๆ “สามปีที่ฉันบินข้ามน้ำข้ามทะเล ทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด ฉันไม่เคยบ่นแม้แต่คำเดียวเพราะคิดว่าเรากำลังช่วยกันสร้างอนาคต … Read more

ตอนที่ 3 (จบ) : แสงสว่างในดวงตาและรักแท้ชั่วนิรันดร์

ตอนที่ 3 (จบ) : แสงสว่างในดวงตาและรักแท้ชั่วนิรันดร์ คฤหาสน์สีขาวสไตล์โคโลเนียลริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพระนคร โอ่อ่า สง่างาม และอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกแก้วและดอกปีบที่ปลูกเรียงราย แต่สำหรับรินลดา ความหรูหราเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าความอบอุ่นในอ้อมกอดของทิชากรเลยแม้แต่น้อย หลังจากคดีความคลี่คลาย แม่เลี้ยงและพี่ชายต่างมารดาของทิชากรถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาวางแผนฆาตกรรม ทรัพย์สินและมรดกทั้งหมดของตระกูลพิริยะกลับคืนสู่มือของผู้สืบทอดที่แท้จริง ทิชากรขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลและผู้บริหารกิจการอย่างสง่างาม ทว่าสิ่งแรกที่เขาทำหลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ไม่ใช่การจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ แต่เป็นการพารินลดาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาชั้นนำของประเทศ “คุณชายครับ” นายแพทย์ใหญ่ถอดแว่นตาออกหลังจากตรวจดวงตาของรินลดาอย่างละเอียดเป็นเวลานาน “ดวงตาของคุณรินลดาไม่ได้บกพร่องมาแต่กำเนิดอย่างที่เข้าใจ แต่เกิดจากอาการต้อกระจกอย่างรุนแรงและเยื่อแก้วตาอักเสบที่ไม่เคยได้รับการรักษาตั้งแต่ยังเด็ก หากทำการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีโอกาสสูงมากที่เธอจะกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง” คำกล่าวนั้นทำให้หัวใจของรินลดาเต้นระทึก ความหวังที่เธอเคยฝังกลบไปตั้งแต่อายุห้าขวบกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทิชากรกอดเธอไว้แน่น น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มเอ่อล้นคลอเบ้าของชายหนุ่ม “พี่สัญญาว่าจะพาเธอกลับมาเห็นท้องฟ้า เห็นดอกไม้ และเห็นใบหน้าของพี่ให้ได้” เขาจุมพิตลงบนหน้าผากมนของเธออย่างแผ่วเบา การผ่าตัดเกิดขึ้นในสัปดาห์ต่อมา เป็นการรอคอยที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความหวัง ทิชากรไม่ยอมห่างจากข้างเตียงของเธอเลยแม้แต่นาทีเดียว เขานั่งกุมมือเธอ คอยพูดคุยและร้องเพลงพื้นบ้านบทเดิมที่เขาเคยร้องให้เธอฟังริมแม่น้ำอยุธยา เพื่อให้เธอรู้สึกผ่อนคลายและไม่หวาดกลัว จนกระทั่งถึงวันที่ผ้าพันแผลถูกเปิดออก บรรยากาศในห้องพักฟื้นเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจอันแผ่วเบา นายแพทย์ค่อยๆ คลายผ้าก๊อซสีขาวรอบดวงตาของเธอทีละชั้น รินลดารู้สึกถึงความเย็นของอากาศที่สัมผัสเปลือกตา “ค่อยๆ ลืมตานะครับ อย่าเพิ่งรีบ” คุณหมอกล่าวอย่างนุ่มนวล รินลดาค่อยๆ ขยับเปลือกตาที่ปิดสนิทมาเกือบยี่สิบปี ภาพแรกที่ปรากฏคือแสงสว่างจ้าที่ทำให้เธอต้องหยีตาลง จากนั้น เส้นสาย เงา และสีสันที่เธอไม่เคยรู้จักก็ค่อยๆ … Read more

ตอนที่ 3 (จบ): แสงสว่างแห่งความจริงและชีวิตใหม่

ตอนที่ 3 (จบ): แสงสว่างแห่งความจริงและชีวิตใหม่ เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้นสามสิบของสำนักงานใหญ่ บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบจนน่าอึดอัด บนโต๊ะประชุมยาวมีบอร์ดบริหารระดับสูงนั่งกันครบครัน รวมถึง พิมพ์ และ ณัฐ สามีของเธอ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารสายงานปฏิบัติการ ที่หัวโต๊ะคือ เจ้าสัวเกริก ผู้มีสีหน้าเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม เอกชัยยืนอยู่กลางห้องประชุมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แสร้งทำเป็นโศกเศร้า “ท่านประธานครับ เมื่อคืนเกิดไฟฟ้าลัดวงจรที่โกดังสี่ โชคดีที่ไฟไหม้เสียหายแค่ออฟฟิศย่อย แต่ที่น่าตกใจคือ… เอกสารสต็อกย้อนหลังเสียหายทั้งหมด และนายกานต์ พนักงานใหม่ที่ท่านส่งไป กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ผมสงสัยว่าเขาอาจจะขโมยสินค้าบางส่วนไปแล้วแอบวางเพลิงเพื่อทำลายหลักฐานครับ!” เสียงซุบซิบดังขึ้นในหมู่คณะกรรมการ พิมพ์ขมวดคิ้วแน่น เธอหันไปสบตากับพ่อด้วยความกังวล “คุณพ่อคะ ชายคนนั้น… เขาจะเป็นคนแบบนั้นจริงๆ หรือคะ?” เจ้าสัวเกริกยังคงนิ่งเงียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา “ผมเตือนแล้วครับว่าอย่ารับคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าเข้ามาทำงาน” เอกชัยได้ใจ รีบใส่ร้ายต่อ “คนจรจัดที่แอบเข้าไปขโมยข้าวกินในงานแต่งงาน จะมีความซื่อสัตย์อะไรได้ สันดานโจรยังไงก็คือ—” ปัง! ประตูห้องประชุมถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ทุกสายตาหันขวับไปมองเป็นจุดเดียว กานต์เดินเข้ามาในห้องประชุม สภาพของเขาเต็มไปด้วยคราบเขม่าควัน แขนข้างขวามีผ้าพันแผลพันไว้ลวกๆ และเสื้อผ้าเปรอะเปื้อน แต่สายตาของเขากลับมั่นคงและสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ในมือของเขาไม่ได้มีอาวุธ แต่ถือซองเอกสารกันไฟและแฟลชไดรฟ์อันหนึ่ง … Read more

ตอนที่ 3: บทสรุปแห่งกรรมและความพินาศของคนทรยศ (PART 3 – จุดจบ)

ตอนที่ 3: บทสรุปแห่งกรรมและความพินาศของคนทรยศ (PART 3 – จุดจบ) เมื่อความจริงอันดำมืดถูกเปิดเผยกลางงานเลี้ยง เสียงฮือฮาและความตื่นตระหนกก็ระเบิดขึ้นในหมู่แขกเหรื่อ ญาติพี่น้องที่เคยประจบสอพลอกานต์ต่างพากันถอยห่างออกจากเวทีราวกับกลัวว่าจะติดร่างแหไปด้วย ทุกคนมองดูชายหนุ่มที่เคยโอ้อวดความร่ำรวยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ “ไม่จริง! มันโกหก! ริญดาใส่ร้ายผม!” กานต์กรีดร้องอย่างเสียสติ เขาหันไปมองวริศราเพื่อหาที่พึ่ง “วริศรา… ช่วยพูดอะไรหน่อยสิ! เราสองคนบริสุทธิ์นะ!” แต่วริศรากลับสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเขาทันที เธอถอยหลังกรูด ใบหน้าสวยหวานที่เคยดูอ่อนโยนบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นกลัวและเห็นแก่ตัว “กานต์… คุณทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย?! ฉันไม่รู้เรื่องการลอบสังหารอะไรทั้งนั้นนะ! คุณบอกฉันเองว่ามันเป็นอุบัติเหตุ และคุณกำลังจะได้มรดกทั้งหมด! ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องชั่วๆ ของคุณเลยนะ!” “นังแพศยา!” คุณนายสุภาพรแผดเสียงด่าทอใส่ว่าที่ลูกสะใภ้คนใหม่ “แกเป็นคนบอกให้ลูกชายฉันรีบจัดการเรื่องพินัยกรรมเองแท้ๆ! แกเป็นคนยุยงให้ลูกฉันกำจัดนังริญดาเพื่อให้พวกเราได้เสวยสุข! ตอนนี้แกจะมาชุบมือเปิบหนีเอาตัวรอดคนเดียวเหรอ?!” ทั้งสองคนเริ่มเปิดฉากทะเลาะตบตีกันบนเวทีอย่างไม่อายใคร วริศราพยายามจะถอดสร้อยคอแซฟไฟร์และแหวนเพชรโยนทิ้งเพื่อปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงสองนายได้ก้าวขึ้นมาควบคุมตัวเธอไว้เสียก่อน “คุณวริศรา คุณถูกควบคุมตัวในข้อหารับของโจร และร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สิน ส่วนจะมีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดในการพยายามฆ่าหรือไม่นั้น ทางพนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง” สารวัตรวิชัยประกาศด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด สารวัตรวิชัยหันมาทางกานต์และแสดงหมายจับต่อหน้าเขา “นายกานต์ วรเมธากุล คุณตกเป็นผู้ต้องหาในคดีจ้างวานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ปลอมแปลงเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และพยายามยักยอกทรัพย์สิน ช่างเครื่องที่คุณจ่ายเงินว่าจ้างได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เชียงใหม่ตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ และได้ซัดทอดถึงคุณพร้อมหลักฐานสลิปการโอนเงินและบันทึกเสียงการสนทนาทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว!” กานต์ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเวทีอย่างหมดรูป แก้วไวน์ในมือหล่นแตกกระจาย เศษแก้วบาดมือจนเลือดซึมออกมา แต่เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดนั้นอีกต่อไป … Read more

ตอนที่ 3 (จบ): มรดกที่แท้จริง และเกียรติยศที่คืนสู่หัวใจ

ตอนที่ 3 (จบ): มรดกที่แท้จริง และเกียรติยศที่คืนสู่หัวใจ คำสารภาพของพ่อทำให้หัวใจของผมแหลกสลายและพองโตไปพร้อมๆ กัน ตลอดเวลายี่สิบห้าปีที่ผ่านมา ผมมองเห็นเพียงชายคนหนึ่งที่กลับบ้านมาพร้อมกลิ่นเหงื่อไคล เสื้อผ้าที่เลอะคราบซีเมนต์ และมือที่แตกกร้านจนเลือดซึมในฤดูหนาว ผมจำได้ดีถึงคืนที่ฝนตกหนัก หลังคาบ้านสังกะสีของเรารั่วจนน้ำหยดลงมาบนโต๊ะทำการบ้าน พ่อเอาแผ่นพลาสติกมายืนกางบังให้ผมอ่านหนังสือจนถึงตีสอง โดยที่ตัวเองเปียกปอนไปทั้งตัว ผมจำวันที่ผมสอบติดปริญญาโทได้ พ่อแอบไปรับจ้างขนซากตึกในกะดึกเพิ่มอีกหนึ่งกะ ร่างกายของเขาทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว สายตาเริ่มฝ้าฟาง และหลังเริ่มค่อมลง แต่เขากลับไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว ทุกบาททุกสตางค์ที่เขาหามาได้ด้วยหยาดเหงื่อ ถูกส่งมาให้ผมเป็นค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายในการทำวิจัย “พ่อครับ…” เสียงของผมสั่นเครือ น้ำตาไหลพรากออกมาอย่างไม่อาจกลั้น “ทำไมพ่อไม่เคยบอกผมเลย? ทำไมพ่อต้องทนลำบากขนาดนี้ ทั้งที่พ่อมีความรู้ ทั้งที่พ่อเป็นถึง…” “เพราะความรู้ของพ่อในอดีต มันมีแต่กลิ่นคาวเลือดและความล้มเหลวลูก” พ่อลูบหัวผมอย่างอ่อนโยนเหมือนตอนที่ผมยังเป็นเด็ก “พ่อไม่อยากให้เงามืดของพ่อตามมาหลอกหลอนชีวิตของเอ็ง พ่ออยากให้เอ็งเติบโตขึ้นมาด้วยความสามารถของตัวเองอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ต้องมารับรู้เรื่องเลวร้ายพวกนั้น” ศาสตราจารย์ธีรเดชลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงไปที่ตู้เซฟด้านหลังโต๊ะทำงาน เขาเปิดมันออกและหยิบแฟ้มเอกสารหนาเตอะเล่มหนึ่งออกมา วางลงตรงหน้าพ่อ “ธนา… โลกเปลี่ยนไปแล้ว คนชั่วพวกนั้น คนที่เคยโกงกินและสั่งฆ่าปิดปากคนอื่น เมื่อห้าปีก่อน พวกมันถูกดำเนินคดีในคดีทุจริตระดับชาติและตายไปในคุกเกือบหมดแล้ว” อาจารย์ธีรเดชกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันไม่เคยหยุดรวบรวมหลักฐาน ฉันพยายามกู้คืนความจริงเพื่อล้างมลทินให้เธอ แฟ้มนี้คือเอกสารทางวิศวกรรมทั้งหมดที่พิสูจน์ได้ว่า โครงสร้างสะพานตัวนั้นไม่ได้พังเพราะการคำนวณของเธอ แต่พังเพราะวัสดุที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างสิ้นเชิง … Read more