Part 3: บทอวสานงูเห่า และบทเรียนราคาแพง

Part 3: บทอวสานงูเห่า และบทเรียนราคาแพง ความเงียบเข้าปกคลุมห้องครัวอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างเคียดแค้นของโบว์ที่นอนพังพาบอยู่กับพื้น พี่กล้าเดินเข้ามายืนเคียงข้างฉัน มือหนาของเขาวางลงบนไหล่ฉันอย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลมและส่งผ่านความอบอุ่นที่มั่นคง สายตาของเขามองลงไปยังผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวภรรยาด้วยความสมเพชเวทนาอย่างที่สุด “หมดเวลาละครสัตว์ของเธอแล้ว บงกช” พี่กล้าเอ่ยชื่อจริงของเธอด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ตลอดเวลาที่เธอพยายามแก้ผ้าเดินเฉียดพี่ ทำเสียงออดอ้อนน่ารังเกียจ เธอคิดว่าพี่รู้สึกมีอารมณ์หรือหวั่นไหวเหรอ? เปล่าเลย… พี่เห็นแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนเหมือนเห็นหนอนแมลงวันไต่ตอมอาหารบูด” คำพูดของพี่กล้าเหมือนมีดกรีดซ้ำลงบนใบหน้าและศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่น้อยนิดของโบว์ เธอเงยหน้าขึ้นมองพี่กล้าด้วยสายตาอาฆาตแค้น แต่พี่กล้าไม่แม้แต่จะกระพริบตา “คนเราจะรักและเลือกใครมาเป็นคู่ชีวิต ไม่ได้ดูกันแค่ที่ความขาวหรือความสาวหรอกนะโบว์” พี่กล้าพูดต่ออย่างช้า ๆ แต่เชือดเฉือน “ภามีสิ่งที่เธอไม่มีวันมี… ภามีความซื่อสัตย์ มีเกียรติ รู้จักทำมาหากิน และมีความรักที่บริสุทธิ์ ส่วนเธอ… มีแต่ความริษยา ต่ำตม และใจคอที่คดโกง ต่อให้เธอแก้ผ้าเดินเปลือยกายต่อหน้าพี่ พี่ก็ไม่มีวันลดตัวลงไปแตะต้องผู้หญิงสกปรกแบบเธอแม้แต่ปลายเล็บ!” “พวกแก… พวกมึงสองคนอย่าคิดว่าจะรอดไปได้นะ!” โบว์เริ่มคลุ้มคลั่ง สรรพนามเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอพยายามจะลุกขึ้นยืน ชี้หน้าด่าเราสองคน “กูจะไปบอกแม่! กูจะโพสต์ประจานลงเฟซบุ๊กว่าพวกมึงรังแกกู ขับไล่ไสส่งกู จะดูสิว่าสังคมจะมองคนดีมีศีลธรรมอย่างพวกมึงยังไง!” “อยากทำอะไรก็เชิญตามสบาย” ฉันก้าวออกไปข้างหน้า ยืนประจันหน้ากับเธออย่างไม่เกรงกลัวอีกต่อไป ความอ่อนแอ ความสงสาร และสายสัมพันธ์พี่น้องที่ฉันเคยยึดถือ ได้ขาดสะบั้นลงไปพร้อมกับฝ่ามือที่ฟาดลงบนหน้าของเธอเมื่อครู่แล้ว “แต่ก่อนที่แกจะไปโพสต์อะไร… ฟังสิ่งที่พี่จะบอกให้ดี” … Read more

Part 3: บทสรุป ชัยชนะ และก้าวใหม่แห่งชีวิต (End)

Part 3: บทสรุป ชัยชนะ และก้าวใหม่แห่งชีวิต (End) ผมนั่งลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ข้างประธานวิชัย ท่ามกลางสายตาตะลึงงันของผู้บริหารทุกคนในห้องประชุม โดยเฉพาะคุณวิภาวรรณที่แทบไม่กล้าสบตาผมอีกต่อไป ผมสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสมาธิ เปลี่ยนบทบาทจากเด็กฝึกงานที่คอยรินน้ำ ให้กลายเป็นตัวแทนเจรจาหลักของบริษัทข้ามชาติ “ท่านประธานครับ ทางเยอรมันไม่ได้มีเจตนาร้ายตั้งแต่แรก” ผมกระซิบรายงานประธานวิชัยเป็นภาษาไทยก่อน “แต่เป็นเพราะกิตติศักดิ์แอบไปตกลงเงื่อนไขสัญญาทาสนี้กับพวกเขาไว้ล่วงหน้า ทำให้ฝ่ายเยอรมันเข้าใจผิดคิดว่านี่คือข้อเสนออย่างเป็นทางการที่ผ่านการอนุมัติจากบอร์ดบริหารของเราแล้ว หากเราชี้แจงความจริงและยื่นข้อเสนอความร่วมมือที่ยุติธรรม วิกฤตินี้จะกลายเป็นโอกาสทองทันทีครับ” ประธานวิชัยมองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและเชื่อมั่น “ผมมอบอำนาจให้คุณเป็นตัวแทนสื่อสารของผมอย่างเต็มที่ อธิบายให้พวกเขาเข้าใจ” ผมพยักหน้ารับ จากนั้นหันไปเผชิญหน้ากับหัวหน้าคณะผู้แทนเยอรมัน ผมเริ่มต้นกล่าวขออภัยอย่างเป็นทางการในภาษาเยอรมันที่สละสลวย ใช้คำศัพท์ทางการทูตและสำนวนกฎหมายพาณิชย์ขั้นสูงอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำ ผมอธิบายถึงการทุจริตภายในที่เพิ่งถูกเปิดโปง ชี้แจงว่าสยามเทคไม่เคยมีนโยบายขายขาดสิทธิบัตรเทคโนโลยีซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชาติ แต่เรามีความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะร่วมมือกันในรูปแบบ ‘การร่วมทุนวิจัยและพัฒนา’ (Joint Venture R&D) โดยแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย ตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมง ห้องประชุมที่เคยตึงเครียดกลับค่อยๆ ผ่อนคลายลง ใบหน้าของตัวแทนชาวเยอรมันที่เคยบึ้งตึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ พวกเขาไม่เพียงแต่ทึ่งในความเฉียบคมของข้อเสนอใหม่ แต่ยังตกตะลึงในความสามารถทางภาษาเยอรมันของผม ที่ลึกซึ้งถึงขั้นเข้าใจสำนวนท้องถิ่นของแคว้นบาวาเรีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหัวหน้าคณะผู้แทนอีกด้วย เมื่อการเจรจาสิ้นสุดลง หัวหน้าคณะผู้แทนเยอรมันลุกขึ้นยืน ยิ้มกว้าง และยื่นมือข้ามโต๊ะมาจับมือกับประธานวิชัย “Wunderbar! (ยอดเยี่ยมมาก)” ชายชาวเยอรมันกล่าว ก่อนจะหันมาจับมือผมแน่น “คุณวิชัย บริษัทของคุณเกือบจะสูญเสียเทคโนโลยีอันล้ำค่าไปแล้ว แต่คุณโชคดีเหลือเกินที่มีเพชรแท้อย่างชายหนุ่มคนนี้อยู่ในองค์กร ความซื่อสัตย์และความสามารถของเขาได้ช่วยกอบกู้ความร่วมมือระดับแปดหมื่นล้านบาทของเราเอาไว้ได้อย่างงดงาม” สัญญาฉบับใหม่ที่ยุติธรรมได้รับการร่างขึ้นและลงนามร่วมกันในบ่ายวันนั้น … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์ / The End): บทเรียนชีวิตและการชดใช้ที่ไร้จุดสิ้นสุด

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์ / The End): บทเรียนชีวิตและการชดใช้ที่ไร้จุดสิ้นสุด เวลาผ่านพ้นไปหนึ่งปีเต็ม… ข่าวอื้อฉาวของตระกูลวรโชติค่อยๆ ซาลงไปจากหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อสังคมออนไลน์ เบญญาภาถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลาหลายปีในคดียักยอกทรัพย์สินและหลักฐานทางอาญา ทรัพย์สินทั้งหมดของเธอถูกยึดทรัพย์จนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่ชื่อเสียงหรือศักดิ์ศรี แต่สำหรับอัครินทร์ ชีวิตของเขาไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนเลย เขายังคงติดอยู่ในเขาวงกตแห่งความรู้สึกผิด ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝันกลายเป็นเพียงภาระอันหนักอึ้ง เขาสละตำแหน่งบริหารระดับสูงให้แก่บอร์ดบริหารมืออาชีพ และผันตัวมาทำงานการกุศล อุทิศเงินส่วนตัวหลายร้อยล้านบาทเพื่อสร้างศูนย์โรคหัวใจในโรงพยาบาลรัฐเพื่อเป็นเกียรติแก่แม่สิรินทร์ ทว่าไม่ว่าเขาจะทำความดีมากเพียงใด เงาแห่งความรู้สึกผิดก็ยังคงตามหลอกหลอนเขาทุกค่ำคืน ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา อัครินทร์จ้างนักสืบเอกชนมือหนึ่งออกตามหารินรดาไปทั่วทุกสารทิศ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่เธอกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับหยดน้ำที่ระเหยไปในอากาศ รินรดาเปลี่ยนบัญชีธนาคาร ตัดขาดการติดต่อกับสังคมเดิม และไม่เคยกลับไปที่บ้านพ่อแม่ในนนทบุรีอีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่งในฤดูฝน นักสืบได้ส่งที่อยู่และภาพถ่ายใบหนึ่งมาให้เขา มันเป็นภาพถ่ายของหญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย กำลังยืนรดน้ำแปลงดอกไม้หน้าบ้านพักหลังเล็กๆ ที่แวดล้อมไปด้วยทิวเขาและม่านหมอกในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ แม้ใบหน้าจะดูซูบผอมลงไปบ้าง แต่รอยยิ้มบนริมฝีปากของเธอกลับดูสงบ นิ่ง และเป็นอิสระอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดเจ็ดปีที่เธออยู่กับเขา อัครินทร์ไม่รอช้า เขาทิ้งงานทั้งหมดแล้วขับรถมุ่งตรงสู่เชียงใหม่ในบ่ายวันนั้นทันที สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบาเหนือทิวทัศน์หุบเขาของแม่ริม เมื่อรถของเขาจอดลงหน้าประตูรั้วไม้ไผ่ อัครินทร์ก้าวลงจากรถ ขาของเขาสั่นจนแทบก้าวไม่ออก เขายืนมองแผ่นหลังที่คุ้นเคยซึ่งกำลังก้มเก็บดอกมะลิใส่ตะกร้าหวาย “ริน…” เสียงเรียกของเขาแผ่วเบาและแหบแห้ง แต่ท่ามกลางความเงียบสงบของขุนเขา มันกลับดังก้องพอที่จะทำให้ร่างบางนั้นชะงักงัน … Read more

ตอนที่ 3 : ผลกรรมของความลังเล และจุดจบของคนไม่รู้จักพอ (จบบริบูรณ์)

ตอนที่ 3 : ผลกรรมของความลังเล และจุดจบของคนไม่รู้จักพอ (จบบริบูรณ์) ความเงียบงันภายในห้องพักบีบคั้นหัวใจของนนท์จนแทบหายใจไม่ออก เขากำกระดาษโน้ตของมุกไว้แน่นจนยับยู่ยี่ ความรู้สึกผิด ความตกใจ และความกลัวที่ประดังเข้ามาพร้อมกันทำให้เขาลนลาน นนท์รีบควักโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกง กดโทรออกหามุกทันที “หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้…” เสียงระบบตอบรับอัตโนมัติแจ้งเตือน นนท์กัดฟันแน่น เปลี่ยนไปเปิดแอปพลิเคชันไลน์เพื่อส่งข้อความ แต่หน้าต่างแชตกลับขึ้นเพียงความว่างเปล่า ข้อความของเขาไม่มีเครื่องหมายอ่าน มุกได้บล็อกเบอร์โทรศัพท์ บล็อกไลน์ และบล็อกทุกช่องทางการติดต่อของเขาไปหมดแล้ว แม้กระทั่งเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เธอก็กดอันฟอลโลว์และบล็อกบัญชีของเขาอย่างไร้ร่องรอย “โธ่เว้ย!” นนท์สบถลั่นห้อง ขว้างโทรศัพท์ลงบนเตียงด้วยความหงุดหงิดและสับสน เขานั่งมองกล่องแหวนหมั้นวงนั้นด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเอง ใช่… เขาซื้อมันมาเพื่อตั้งใจจะรอจังหวะมอบให้แพรวาจริงๆ ตลอดสองปีที่ผ่านมา เขายอมรับว่าเขารักมุก มุกเป็นผู้หญิงที่ดีพร้อม ดูแลเขา เอาใจใส่เขาในแบบที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่ในซอกหลืบของหัวใจ เขายังคงมี ‘ปม’ ที่ค้างคาใจกับแพรวา แพรวาคือรักแรกที่ไม่สมหวัง คือคนที่เขาเคยพยายามแทบตายแต่ไม่ได้ครอบครอง พอรู้ข่าวว่าแพรวาจะแต่งงาน เขากลับรู้สึกเสียดายจนแอบไปซื้อแหวนวงนี้เก็บไว้เพื่อปลอบประโลมความรู้สึกพ่ายแพ้ของตัวเอง และเมื่อคืนนี้ เมื่อแพรวาถูกคู่หมั้นทิ้งอย่างกะทันหัน สัญชาตญาณความเห็นแก่ตัวของเขาก็ผลักดันให้เขาละเลยมุก เขาทิ้งมุกไว้ที่หน้าร้าน ยกเค้กของมุกให้แพรวา เพราะเขารู้สึกว่าแพรวากำลังต้องการเขา และเขาก็ทนลำพองใจในฐานะ ‘ฮีโร่’ ผู้แสนดีไม่ได้ แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า มุก … Read more

Part 3 (End): คำพิพากษา บทเรียนราคาแพง และชีวิตใหม่ที่ไม่มีวันหวนกลับ

Part 3 (End): คำพิพากษา บทเรียนราคาแพง และชีวิตใหม่ที่ไม่มีวันหวนกลับ แสงไฟสีแดงกระพริบของรถพยาบาลฉุกเฉินและรถตำรวจนับห้าคันแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าล็อบบี้รีสอร์ตอย่างเร่งด่วน เสียงไซเรนดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขามวกเหล็ก ท่ามกลางสายตาของบรรดาแขกเหรื่อที่ไม่มีใครยอมกลับบ้าน ทุกคนต่างรอดูจุดจบของครอบครัวใจทรามนี้ด้วยตาตนเอง เบลถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์สระบุรีอย่างเร่งด่วน แพทย์ระบุว่าเธอมีภาวะฮีทสโตรกขั้นรุนแรง (Severe Heatstroke) ผิวหนังไหม้ระดับหนึ่งจากไอร้อนจัด และเกิดภาวะขาดน้ำเฉียบพลัน หากได้รับการช่วยเหลือช้ากว่านั้นเพียงแค่ห้านาที ระบบอวัยวะภายในอาจล้มเหลวและเสียชีวิตได้อย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน ที่หน้างานแต่ง ตำรวจ สภ.มวกเหล็ก ได้เข้าควบคุมตัววินและคุณนายประกายดาวทันที “ปล่อยฉันนะ! รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร! ฉันคือคุณนายประกายดาว ตระกูลเรามีหน้ามีตาในสังคมนะ!” ประกายดาวกรีดร้องโวยวายขณะที่ข้อมือถูกสวมกุญแจมือเหล็กเย็นเฉียบ “จะใหญ่มาจากไหนก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายครับคุณนาย” นายตำรวจผู้ควบคุมคดีกล่าวเสียงเรียบ “หลักฐานชัดเจน ทั้งคลิปเสียงที่บันทึกผ่านระบบเครื่องเสียงกลางพยานบุคคลนับร้อยปาก และสวิตช์นิรภัยที่ตรวจค้นพบในกระเป๋ากางเกงของลูกชายคุณนาย เชิญไปให้การที่โรงพักครับ” วินตัวสั่นเทา ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างหมดมาดหนุ่มออฟฟิศเจ้าสำราญ ก้มลงกราบเท้าพ่อของเบลเพื่อขอความเมตตา “คุณลุงครับ ผมผิดไปแล้ว… ผมแค่อยากได้รถขับอวดเพื่อน ผมไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าพี่เบลจริงๆ ยกโทษให้ผมเถอะครับ!” พ่อของเบลมองวินด้วยแววตาสมเพชเวทนา ก่อนจะสะบัดขาออกอย่างไร้เยื่อใย “กูเคยคิดว่ามึงเป็นน้องของลูกเขย เลยเอ็นดูเหมือนหลาน… แต่สันดานโจรแบบมึง สมควรไปนอนสำนึกผิดในคุก!” ส่วนธันวา เขายืนเคว้งคว้างอยู่กลางลานจอดรถ สายตาของแขกทุกคนที่มองมามีแต่ความดูแคลน เพื่อนร่วมงานของเขาพากันเดินหนี ไม่มีใครยอมสบตาหรือพูดคุยด้วยแม้แต่คนเดียว สามวันต่อมา ณ … Read more

Part 3 (End): ตราบาปใต้เงากฎหมาย และชีวิตใหม่ที่แท้จริง

Part 3 (End): ตราบาปใต้เงากฎหมาย และชีวิตใหม่ที่แท้จริง เสียงโลหะของกุญแจมือดัง ‘คลิก’ บาดลึกเข้าไปในจิตใจของทุกคนในห้องบอลรูม เจ้าหน้าที่สองนายเข้าควบคุมตัวอัครินทร์ที่ส่งเสียงสบถด่าทอไม่หยุดหย่อน ขณะที่อีกสองนายก้มลงพยุงตัวนายประเสริฐ วัฒนากุล ขึ้นจากพื้นเพื่อใส่กุญแจมือเช่นเดียวกัน กล้องสมาร์ตโฟนจากแขกในงานและสื่อมวลชนสายอาชญากรรมที่มาร์คประสานงานไว้ภายนอก สาดแสงแฟลชวูบวาบสว่างไสวไปทั่วห้อง ภาพอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดังที่เพิ่งกล่าวสุนทรพจน์เรื่อง ‘คุณธรรมและความซื่อสัตย์’ ถูกสวมกุญแจมือในชุดราชปะแตนผ้าไหมสีงาช้าง กลายเป็นภาพข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งในชั่วพริบตา “อันดา! แกมันลูกอกตัญญู!” ลัดดากรีดร้องทั้งน้ำตา พลางพุ่งเข้ามาหวังจะทุบตีฉัน “แกทำลายพ่อแก! แกทำลายครอบครัวเรา! ชาตินี้แกจะไม่มีวันเจริญ!” มาร์คก้าวเข้ามายืนขวางไว้ทันที “ระวังคำพูดด้วยครับคุณนาย หากขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เราจะดำเนินคดีกับคุณอีกคนหนึ่ง และขอแจ้งให้ทราบด้วยว่า บัญชีธนาคารและทรัพย์สินทั้งหมดในบ้านของพวกคุณ จะถูกอายัดเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินในคืนนี้ทั้งหมด!” คำว่า ‘อายัดทรัพย์สินทั้งหมด’ ทำให้ลัดดาและเบลล่าถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกับพื้นอีกครั้ง บ้านหรู รถยนต์ราคาแพง และชีวิตที่หรูหราสุขสบายที่พวกเธอเคยใช้กดทับฉันมาตลอดแปดปี กำลังจะมลายหายไปในพริบตา เพราะเงินส่วนใหญ่ที่ลัดดาใช้จ่ายล้วนมาจากเงิน ‘เงินกินเปล่า’ ที่พ่อแอบรับมาจากเครือข่ายของอัครินทร์มานานนับปี ฉันเดินเข้าไปใกล้โต๊ะกระจกหน้าเวที หยิบถุงมือผ้าสีขาวขึ้นมาสวม ก่อนจะบรรจงหยิบ ‘ห่วงหยกโบราณสลักลายมังกร’ ขึ้นมาอย่างทะนุถนอม เนื้อหยกเย็นเฉียบ ลวดลายสลักมังกรที่ขดตัวอย่างสง่างามสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ มันรอดพ้นผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี ผ่านสงครามและการล่มสลายของอาณาจักร แต่กลับต้องมาแปดเปื้อนเพราะความโลภของคนในยุคปัจจุบัน “โบราณวัตถุชิ้นนี้เป็นของแผ่นดิน” ฉันเอ่ยขึ้นเบาๆ กับตัวเอง … Read more

Part 3: คำพิพากษาของพ่อและบทสรุปของความยุติธรรม (End)

Part 3: คำพิพากษาของพ่อและบทสรุปของความยุติธรรม (End) ความเงียบเข้าปกคลุมห้องสอบสวนจนได้ยินเพียงเสียงแอร์กระทบผนังปูน อาร์ตและเบิร์ดเงยหน้ามองพ่อด้วยความหวังอันริบหรี่ คิดว่าหัวใจของคนเป็นพ่อคงจะยอมอ่อนข้อและให้อภัยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาในอดีต แต่ครั้งนี้… ความอดทนของตาเดชาได้สิ้นสุดลงอย่างแท้จริง “พ่อเลี้ยงพวกเอ็งมาด้วยมือคู่นี้ ให้การศึกษา ให้ความรัก แต่สิ่งที่พวกเอ็งตอบแทนแม่คือการขโมยเงินก้อนสุดท้ายที่แม่เก็บไว้รักษาพ่อ และสิ่งที่พวกเอ็งตอบแทนรินดา คือการตบหน้าน้องแล้วจับยัดใส่ท้ายรถเหมือนสัตว์เดรัจฉาน” พ่อชี้หน้าลูกชายทั้งสองด้วยมือที่มั่นคง “ถ้าเมื่อคืนระบบฉุกเฉินไม่ทำงาน ถ้ารินดาขาดอากาศหายใจตายอยู่ในกระโปรงรถคันนั้น… พวกเอ็งจะยังร้องไห้ขอชีวิตแบบนี้ไหม?!” คำถามของพ่อตัดผ่านความเงียบเหมือนใบมีดโกน ทั้งอาร์ตและเบิร์ดก้มหน้าลงกับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับพ่ออีกต่อไป “สารวัตรครับ” พ่อหันไปหา ร.ต.อ. ชัยยุทธ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผมในฐานะเจ้าของบ้านและพ่อของเด็กพวกนี้ ผมขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ไม่มีการยอมความ ไม่มีการถอนแจ้งความใดๆ ทั้งสิ้น ผิดก็ต้องรับโทษตามกรรมที่ก่อไว้” “พ่อ! ไม่นะพ่อ! พ่อจะตัดหางปล่อยวัดพวกผมไม่ได้นะ!” อาร์ตกรีดร้องขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งเมื่อรู้ว่าหมดสิ้นหนทางรอด เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายรีบเข้ามาควบคุมตัวและกดร่างของอาร์ตลงกับเก้าอี้ ฉันยืนมองพี่ชายทั้งสองคนด้วยหัวใจที่ปล่อยวาง ความแค้นและความเจ็บปวดจากรอยแผลตามร่างกายไม่ได้ทำให้ฉันอยากแก้แค้นด้วยความรุนแรง แต่ความจริงใจและความถูกต้องต่างหากที่ต้องได้รับการปกป้อง ฉันเดินเข้าไปใกล้โต๊ะสอบสวน มองหน้าพี่ชายทั้งสองคนเป็นครั้งสุดท้าย “พี่อาร์ต พี่เบิร์ด… ตลอดเวลาที่แม่ป่วยจนถึงวันที่แม่จากไป รินดาไม่เคยขอให้พวกพี่ส่งเงินมาช่วยแม้แต่บาทเดียว รินดาดูแลพ่อด้วยหัวใจ แต่สิ่งที่พวกพี่ทำลายในวันนี้ ไม่ใช่แค่บ้านหรือมรดกหกล้านบาท… แต่พวกพี่ทำลายคำว่า ‘ครอบครัว’ ของเราจนไม่เหลือซากอีกแล้ว” หลังจากวันนั้น กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด … Read more

Part 3: ผลกรรมของความเห็นแก่ตัว และจุดจบของพันธนาการ (The End)

Part 3: ผลกรรมของความเห็นแก่ตัว และจุดจบของพันธนาการ (The End) สายลมเย็นสดชื่นแห่งเทือกเขาแอลป์พัดผ่านใบหน้าของผมและน้องพิมพ์ เราสองคนใช้เวลาสองสัปดาห์ในดินแดนยุโรปอย่างมีความสุขที่สุด พิมพ์ได้วิ่งเล่นในทุ่งหญ้าสีเขียวขจี ได้นั่งรถไฟสายพาโนรามาชมธารน้ำแข็ง ได้ป้อนอาหารหงส์ขาวในทะเลสาบเจนีวา และได้หัวเราะอย่างร่าเริงเต็มเสียงโดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะถูกใครดุว่าหรือแย่งชิงพื้นที่ รอยยิ้มที่สดใสไร้เดียงสาของลูกสาวกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์แบบ มันคุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ผมจ่ายไป แต่ในเวลาเดียวกัน ที่ประเทศไทย… พายุกำลังพัดถล่มบ้านเดี่ยวหลังงามที่ราชพฤกษ์จนพังยับเยิน เช้าวันเสาร์นั้น ขบวนครอบครัวของแม่ยาย วิภาดา และน้องนนท์ เดินทางมาถึงบ้านด้วยท่าทีหยิ่งผยอง วิภาดาเดินนำหน้าพลางสั่งการให้ลูกชายเลือกของเล่นในบ้านอย่างเคยชิน ขณะที่แม่สุพรรณีก็เตรียมตั้งสำรับอาหารรอต้อนรับหลานชาย ทว่า เมื่อพวกเขาเปิดประตูห้องนอนของพิมพ์ หวังจะให้นนท์เข้าไปนอนพักผ่อนอย่างราชา สิ่งที่พวกเขาพบกลับมีเพียงห้องที่ว่างเปล่า เตียงนอนถูกถอดผ้าปูออกจนเหลือแต่ฟูกโล่งๆ และไม่มีแม้แต่แอร์เปิดรอรับ “นี่มันหมายความว่ายังไงนังกานดา!” แม่ยายแผดเสียงลั่นบ้าน “ไอ้ธีร์มันหายหัวไปไหน ทำไมไม่ขับรถไปรับพวกเราที่สถานี! แล้วห้องนอนตานนท์ทำไมถึงยังไม่จัดให้เรียบร้อย ปล่อยให้ห้องว่างเป็นรังหนูแบบนี้ได้ยังไง!” วิภาดากอดอก เบะปากด้วยความไม่พอใจ “นั่นสิกานดา พี่อุตส่าห์พานนท์นั่งรถไฟมาเหนื่อยๆ นึกว่าจะได้นอนพักสบายๆ น้องเขยแกทำตัวเสียมารยาทขนาดนี้ได้ยังไง ไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่เลย!” กานดานั่งร้องไห้อยู่ที่โซฟา สภาพทรุดโทรม ขอบตาบวมช้ำ เธอไม่ได้นอนมาทั้งคืน “พี่ธีร์… พายัยพิมพ์บินไปยุโรปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะแม่…” “อะไรนะ?!” แม่ยายร้องเสียงหลง “บินไปยุโรป?! เอาเงินที่ไหนไปตั้งมากมาย ทำไมไม่พาน้องนนท์กับพวกเราไปด้วย! คนเห็นแก่ตัวแบบนี้มีด้วยเหรอ … Read more

Part3

บ่ายวันนั้น คุณหญิงพิมพาพาผมไปนั่งคุยที่ห้องรับรองส่วนตัวในโรงแรมหรูใจกลางย่านราชประสงค์ บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชามะลิช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดสองวันให้มลายหายไปจนหมดสิ้น บนโต๊ะกระจกตรงหน้า มีเอกสารสัญญาฉบับใหม่วางอยู่ แต่คราวนี้ไม่ใช่สัญญาว่าจ้างของบริษัทเดิม “คุณธีร์คะ ทางวัฒนศิริคอร์ปอเรชั่นของเรา กำลังจะตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่เพื่อดูแลด้านการสื่อสารการตลาดดิจิทัลและคอนเทนต์สร้างสรรค์เพื่อสังคมโดยเฉพาะ” คุณหญิงพิมพากล่าวขึ้นหลังจากจิบน้ำชา “เราต้องการผู้นำที่มีทั้งฝีมือในการวางกลยุทธ์ และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีหัวใจที่มองเห็นคุณค่าของสังคมและผู้คนอย่างแท้จริง” ผมนั่งฟังด้วยความตั้งใจ หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ “ฉันอยากเชิญคุณมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) ของบริษัทใหม่แห่งนี้ค่ะ” คุณหญิงพิมพาสบตาผมอย่างจริงจัง “โปรเจกต์ 18 ล้านบาทที่คุณคิดขึ้นมา จะถูกโอนย้ายมาเป็นแคมเปญแรกของบริษัทนี้ทันที โดยคุณจะเป็นคนบริหารจัดการงบประมาณทั้งหมดด้วยตัวเอง และเลือกทีมงานที่คุณไว้ใจเข้ามาทำงานร่วมกันได้ตามสบาย” ผมอ้าปากค้าง สมองแทบประมวลผลตามไม่ทัน “ตะ… แต่คุณหญิงครับ ตำแหน่งนี้มันใหญ่มาก ผมไม่เคยบริหารบริษัทเต็มตัวมาก่อน ผมเกรงว่า—” “คุณธีร์” คุณหญิงตัดบทด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา “คนที่ยอมเอาหน้าที่การงานของตัวเองไปเสี่ยงเพื่อหยุดรถช่วยคนแก่ที่กำลังจะหมดสติอยู่ข้างทาง คือคนที่มีความรับผิดชอบและมีความซื่อสัตย์ในระดับที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ในโลกธุรกิจ ทักษะการบริหารคุณเรียนรู้เพิ่มเติมได้ แต่จิตสำนึกที่ดีและหัวใจที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มันเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันไม่ได้ง่าย ๆ… ฉันไม่ได้ให้โอกาสนี้เพราะความสงสารหรือเพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่ฉันให้เพราะคุณคู่ควรกับมันจริง ๆ” เธอเลื่อนเอกสารสัญญามาตรงหน้าผม พร้อมกับเสนอแพ็กเกจเงินเดือนและสวัสดิการที่สูงกว่าเดิมถึงสามเท่า รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลและทุนการศึกษาสำหรับบุตรสาวทั้งสองคนของผมจนจบระดับมหาวิทยาลัย ผมก้มมองเอกสารตรงหน้า น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็หยดแหมะลงบนโต๊ะ ภาพความเหนื่อยยากตลอดหลายปีที่ผ่านมา … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์): เซอร์ไพรส์ราคาแพง และบทเรียนของคนเห็นแก่ตัว

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์): เซอร์ไพรส์ราคาแพง และบทเรียนของคนเห็นแก่ตัว รุ่งเช้าเวลาประมาณแปดโมง แสงแดดอุ่นส่องกระทบหน้าบ้านเดี่ยวสองชั้น แม่นิดเดินบิดขี้เกียจออกมาจากห้องนอนใหญ่ในชุดนอนตัวเก่ง เธอตั้งใจจะเดินไปสั่งให้เมย์เตรียมอาหารเช้าและชงกาแฟให้เหมือนทุกวัน แต่เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง เธอกลับพบว่าบ้านทั้งหลังเงียบสนิท ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของเมย์ เด่น และน้องรัน รวมถึงกระเป๋าเดินทางของแม่เพ็ญ ได้หายไปจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงเฟอร์นิเจอร์หลักที่แถมมากับสัญญาซื้อขายบ้านเท่านั้น ทันใดนั้น มีเสียงดังโครมครามดังขึ้นที่บริเวณรั้วหน้าบ้าน แม่นิดขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด รีบเดินก้าวยาวๆ ออกไปดูที่หน้าประตูรั้ว ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เธอถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ช่างสองคนกำลังช่วยกันขันน็อตยึดป้ายไวนิลขนาดใหญ่ติดไว้กับเสารั้วเหล็กดัด ตัวหนังสือสีแดงเข้มเด่นตระหง่านตัดกับพื้นสีขาว เขียนไว้ชัดเจนว่า: “บ้านหลังนี้ขายแล้ว! (SOLD OUT) กรรมสิทธิ์เป็นของ บริษัท พีพี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ห้ามผู้ใดบุกรุก มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุด” ยังไม่ทันที่แม่นิดจะหายตกตะลึง รถตู้สีขาวคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้าน ชายหนุ่มวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานก้าวลงมาจากรถ พร้อมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองนายและทนายความประจำบริษัท “คุณคือคุณนิดใช่ไหมครับ?” ทนายความเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น “พวกเราได้รับมอบหมายจากเจ้าของกรรมสิทธิ์คนใหม่ ให้เข้ามาดูแลและตรวจรับมอบพื้นที่ เนื่องจากคุณเด่นและคุณเมย์ได้ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมายเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้” “มะ…ไม่จริง! บ้านหลังนี้เป็นบ้านของลูกชายฉัน! ใครจะกล้าขาย!” แม่นิดกรีดร้องเสียงหลง … Read more