Part3
บ่ายวันนั้น คุณหญิงพิมพาพาผมไปนั่งคุยที่ห้องรับรองส่วนตัวในโรงแรมหรูใจกลางย่านราชประสงค์ บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชามะลิช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดสองวันให้มลายหายไปจนหมดสิ้น บนโต๊ะกระจกตรงหน้า มีเอกสารสัญญาฉบับใหม่วางอยู่ แต่คราวนี้ไม่ใช่สัญญาว่าจ้างของบริษัทเดิม “คุณธีร์คะ ทางวัฒนศิริคอร์ปอเรชั่นของเรา กำลังจะตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่เพื่อดูแลด้านการสื่อสารการตลาดดิจิทัลและคอนเทนต์สร้างสรรค์เพื่อสังคมโดยเฉพาะ” คุณหญิงพิมพากล่าวขึ้นหลังจากจิบน้ำชา “เราต้องการผู้นำที่มีทั้งฝีมือในการวางกลยุทธ์ และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีหัวใจที่มองเห็นคุณค่าของสังคมและผู้คนอย่างแท้จริง” ผมนั่งฟังด้วยความตั้งใจ หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ “ฉันอยากเชิญคุณมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) ของบริษัทใหม่แห่งนี้ค่ะ” คุณหญิงพิมพาสบตาผมอย่างจริงจัง “โปรเจกต์ 18 ล้านบาทที่คุณคิดขึ้นมา จะถูกโอนย้ายมาเป็นแคมเปญแรกของบริษัทนี้ทันที โดยคุณจะเป็นคนบริหารจัดการงบประมาณทั้งหมดด้วยตัวเอง และเลือกทีมงานที่คุณไว้ใจเข้ามาทำงานร่วมกันได้ตามสบาย” ผมอ้าปากค้าง สมองแทบประมวลผลตามไม่ทัน “ตะ… แต่คุณหญิงครับ ตำแหน่งนี้มันใหญ่มาก ผมไม่เคยบริหารบริษัทเต็มตัวมาก่อน ผมเกรงว่า—” “คุณธีร์” คุณหญิงตัดบทด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา “คนที่ยอมเอาหน้าที่การงานของตัวเองไปเสี่ยงเพื่อหยุดรถช่วยคนแก่ที่กำลังจะหมดสติอยู่ข้างทาง คือคนที่มีความรับผิดชอบและมีความซื่อสัตย์ในระดับที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ในโลกธุรกิจ ทักษะการบริหารคุณเรียนรู้เพิ่มเติมได้ แต่จิตสำนึกที่ดีและหัวใจที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มันเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันไม่ได้ง่าย ๆ… ฉันไม่ได้ให้โอกาสนี้เพราะความสงสารหรือเพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่ฉันให้เพราะคุณคู่ควรกับมันจริง ๆ” เธอเลื่อนเอกสารสัญญามาตรงหน้าผม พร้อมกับเสนอแพ็กเกจเงินเดือนและสวัสดิการที่สูงกว่าเดิมถึงสามเท่า รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลและทุนการศึกษาสำหรับบุตรสาวทั้งสองคนของผมจนจบระดับมหาวิทยาลัย ผมก้มมองเอกสารตรงหน้า น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็หยดแหมะลงบนโต๊ะ ภาพความเหนื่อยยากตลอดหลายปีที่ผ่านมา … Read more