PART 3 (ตอนจบ): การพิพากษา จุดจบคนลวง และชีวิตใหม่

PART 3 (ตอนจบ): การพิพากษา จุดจบคนลวง และชีวิตใหม่ ทนายกิตติพงษ์เปิดแฟ้มหนังสีดำ หยิบเอกสารที่มีตราประทับของกรมที่ดินและคำสั่งศาลออกมาถือไว้ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเผชิญหน้ากับคุณหญิงผกาพรที่ยืนขาสั่นจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ “ตามสัญญาเช่าที่ดินเลขที่ สส-089 ตระกูลวรโชติได้ทำสัญญาเช่าที่ดินแปลงนี้ขนาดห้าไร่จากตระกูลสิริโสภณเป็นเวลาสามสิบปี และสัญญาได้หมดอายุลงเมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ในช่วงสองปีหลัง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมของตระกูลวรโชติขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ท่านผู้หญิงได้นำตัวอาคารคฤหาสน์หลังนี้มาค้ำประกันเงินกู้ยืมระยะสั้นกับบริษัทในเครือของเรา เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นสี่ร้อยห้าสิบล้านบาท” ทนายกิตติพงษ์เว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาจ้องมองคุณหญิงผกาพรอย่างไม่ลดละ “ซึ่งเงินกู้ก้อนดังกล่าว ได้ผิดนัดชำระหนี้มาเป็นเวลาเก้าสิบวันเต็มแล้ว ตามกฎหมายและข้อตกลงในสัญญา ทางเรามีสิทธิ์บอกเลิกการต่อสัญญาเช่าที่ดินทันที และสามารถบังคับยึดทรัพย์สินบนที่ดินผืนนี้เพื่อชำระหนี้ได้โดยชอบด้วยกฎหมายโดยมิต้องรอคำสั่งศาลเพิ่มเติม” เสียงกรีดร้องสั้นๆ หลุดออกมาจากลำคอของคุณหญิงผกาพร เธอยกมือขึ้นทาบอก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด “ไม่จริง… คฤหาสน์หลังนี้… หน้าตาทางสังคมของฉัน… วงศ์ตระกูลวรโชติจะพังทลายไม่ได้นะ!” เธอทิ้งความเย่อหยิ่ง ทิ้งศักดิ์ศรีที่เคยอวดอ้าง แล้วรีบถลาเข้ามาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฉัน มือทั้งสองข้างที่เคยปัดกระเช้าผลไม้ทิ้ง ยื่นมาหมายจะคว้าชายกระโปรงของฉัน แต่บอดี้การ์ดสองนายก้าวเข้าขวางไว้ทันที “คุณบัว… ไม่สิ ท่านประธานบงกช! ได้โปรดเถอะค่ะ เมตตาป้าด้วย! ป้าไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นท่าน! ป้าแค่แก่กะโหลกกะลา ตาบอดมองไม่เห็นเพชรแท้! ยกโทษให้ป้าด้วยนะคะ เห็นแก่ธาวิน เห็นแก่หลานในท้องเถอะค่ะ!” ฉันมองดูหญิงวัยกลางคนที่เคยยืนชี้หน้าด่าฉันว่าเศษขยะ บัดนี้กลับคลานคุกเข่าอยู่บนเศษผลไม้ที่ตัวเองเป็นคนโยนทิ้ง ภาพนั้นช่างน่าเวทนายิ่งนัก “คุณหญิงผกาพรคะ … Read more

PART 3: จุดจบของคนจองหอง และบทเรียนราคาแพงที่ต้องจ่ายด้วยอนาคต

PART 3: จุดจบของคนจองหอง และบทเรียนราคาแพงที่ต้องจ่ายด้วยอนาคต สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อในค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด แสงไฟนีออนสีขาวสว่างจ้าส่องให้เห็นสภาพอันน่าสมเพชของคนที่เคยคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย ชายฉกรรจ์ทั้งเจ็ดคนถูกแยกตัวไปสอบปากคำในห้องขังชั่วคราว ขณะที่ต่ายนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ตรงหน้าโต๊ะพนักงานสอบสวน โดยมีพ่อแม่และพี่ชายนั่งประกบอยู่ข้างๆ ทนายความประจำตระกูลวัฒนากูลรีบเดินทางมาถึงในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เขาพยายามเข้ามาเจรจากับฉันที่นั่งรออยู่ในห้องรับรองพิเศษพร้อมกับทนายความส่วนตัวของฉัน—คุณธนินท์ ทนายความด้านคดีแพ่งและอาญาแถวหน้าของเมืองไทย “คุณริญญาดาครับ” ทนายของฝ่ายนั้นเริ่มเปิดฉาก “ทางเราเข้าใจดีว่าลูกความของผมกระทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความใจร้อนของวัยรุ่น ทางคุณพิชัยและครอบครัวยินดีที่จะจ่ายค่าเสียหายตามบิลทั้งหมดสองล้านห้าร้อยล้านบาทในคืนนี้ทันที ขอเพียงแค่คุณริญญาดายอมถอนคำร้องทุกข์ข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ เพื่อไม่ให้คุณปวริศาต้องมีประวัติอาญาติดตัว” คุณธนินท์ ทนายของฉัน ยิ้มเย็นก่อนจะวางเอกสารเพิ่มเติมลงบนโต๊ะ “คงไม่ได้หรอกครับคุณทนาย” คุณธนินท์กล่าวอย่างสุขุม “จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของคอนโดมิเนียมอย่างละเอียด พบว่าคุณปวริศาและพวก มีการวางแผนล่วงหน้า มีการพกพาอาวุธ (ไม้เบสบอลและมีดพับ) เข้าไปในเคหสถานโดยไม่มีเหตุอันควร และพฤติการณ์ยังเข้าข่ายการกรรโชกและข่มขู่คุกคามสวัสดิภาพของลูกความผมด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเสียหายสองล้านห้าแสนบาทที่คุณพูดถึง นั่นเป็นเพียงมูลค่าของทรัพย์สินที่พังเสียหายตามใบเสร็จเท่านั้น” คุณธนินท์หันไปสบตาคุณพิชัยที่นั่งหน้าเครียด “เรายังไม่ได้รวมค่าเสียหายจากการเสียโอกาส ค่าฟื้นฟูสภาพห้องชุด ค่าผิดสัญญาการจัดงานแต่งงานที่ลูกความผมได้ชำระเงินมัดจำล่วงหน้าไปแล้วกว่าหนึ่งล้านบาท และค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและจิตใจ ซึ่งทางเราจะยื่นฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ห้าล้านบาทถ้วน” “ห้าล้านงั้นเหรอ?!” คุณนวลแขอุทานเสียงหลง ลุกขึ้นยืนชี้หน้าฉัน “เธอจะขูดรีดเลือดเนื้อกันเกินไปแล้วนะริญญาดา! ต่ายมันแค่อารมณ์ชั่ววูบ เธอกล้าดียังไงจะเอาเงินห้าล้าน แล้วยังจะส่งน้องเข้าคุกอีก จิตใจเธอทำด้วยอะไร!” “จิตใจของฉันทำด้วยความยุติธรรมค่ะ คุณหญิงนวลแข” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท ไร้ซึ่งความกลัว “ตอนที่ลูกสาวคุณพังห้องฉัน คุณบอกว่ามันเป็นแค่ของนอกกาย … Read more

ตอนที่ 3 (EP.3): เผยตัวตนประธานตัวจริง การเช็คบิล และจุดจบที่สาสม (จบบริบูรณ์)

ตอนที่ 3 (EP.3): เผยตัวตนประธานตัวจริง การเช็คบิล และจุดจบที่สาสม (จบบริบูรณ์) กลิ่นคาวของปลากะพงและกลิ่นน้ำแกงที่เปรอะเปื้อนอยู่บนพื้นห้องอาหาร คละคลุ้งไปทั่วคฤหาสน์ตระกูลวรโชติ เศษแก้วและชามกระเบื้องที่แตกกระจายสะท้อนเงาของครอบครัวที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความโกรธและความกลัว “อีรินทร์! แกกล้าดียังไงมาคว่ำโต๊ะอาหารในบ้านฉัน!” คุณหญิงผกาวัลย์แผดเสียงชี้หน้าฉัน นิ้วของนางสั่นระริก “ภวินท์! หย่ากับมันเดี๋ยวนี้! ไล่มันออกไปจากบ้าน ไล่มันออกไปแต่ตัว อย่าให้มันเอาอะไรติดตัวไปแม้แต่บาทเดียว! คนชั้นต่ำแบบนี้ไม่มีสิทธิ์มาใช้นามสกุลวรโชติของพวกเรา!” ภวินท์ได้สติ เขาสาวเท้าเดินเข้ามาหาฉัน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น “รินทร์! เธอทำเกินไปแล้วนะ! วันนี้เธอต้องคุกเข่ากราบขอโทษแม่ กราบขอโทษพี่เมฆกับพี่สา แล้วเก็บกวาดเศษอาหารพวกนี้ด้วยลิ้นของเธอซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะฟ้องหย่า ยึดสิทธิ์การเลี้ยงดูลูก และไล่เธอออกไปเป็นหมาข้างถนน!” ฉันไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉัน ฉันดึงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดโทรออกเพียงสายเดียวด้วยระบบสปีกเกอร์โฟน เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ปลายสายก็กดรับทันที “สวัสดีครับท่านประธานรินทร์ลดา ผมและทีมรักษาความปลอดภัยพร้อมทนายความประจำตระกูลวราพงศ์ มาถึงหน้าประตูรั้วตามคำสั่งแล้วครับ” เสียงทุ้มหนักแน่นของ ‘คุณวิทย์’ เลขาธิการและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายส่วนตัวของฉันดังทะลุผ่านลำโพงออกมา ทันใดนั้น เสียงบานประตูรั้วอัลลอยด์หน้าบ้านก็เปิดออก พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส สีดำขลับจำนวนสามคันแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านอย่างสมเกียรติ ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทหกคนเดินก้าวเข้ามาในบ้านอย่างรวดเร็ว ตามด้วยคุณวิทย์ที่ถือแฟ้มเอกสารหนังแท้เดินเข้ามาค้อมศีรษะให้ฉันอย่างนอบน้อมสูงสุด “ท่านประธาน… มีใครในบ้านหลังนี้แตะต้องหรือทำร้ายท่านหรือไม่ครับ?” คุณวิทย์เอ่ยถามด้วยความเคารพ คนตระกูลวรโชติต่างยืนนิ่งอึ้ง ตาค้าง … Read more

ตอนที่ 3 (จบบริบูรณ์): บทเรียนราคาแพงและบทสรุปของผู้พ่ายแพ้

ตอนที่ 3 (จบบริบูรณ์): บทเรียนราคาแพงและบทสรุปของผู้พ่ายแพ้ สองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศภายในศาลจังหวัดตลิ่งชันเงียบสงบและเต็มไปด้วยความกดดัน วันนี้เป็นการนัดไกล่เกลี่ยและไต่สวนมูลฟ้องนัดแรกในคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และคดีเรียกร้องทรัพย์สินคืน ฉันนั่งอยู่ข้างพี่กรในชุดสูททำงานสีเทาเรียบหรู ใบหน้าแต่งแต้มอย่างสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ตรงข้ามกับอีกฝั่งของห้องพิจารณาคดี นนท์ ลุงสมศักดิ์ และป้าลัดดา นั่งคอตกรออยู่ สภาพของพวกเขาในวันนี้แตกต่างจากวันที่ยืนถือไมค์กราดเกรี้ยวในงานแต่งงานอย่างสิ้นเชิง ลุงสมศักดิ์ดูแก่ชราลงไปถนัดตา ผมหงอกขาวขึ้นเต็มศีรษะ ใบหน้าซูบตอบจากความเครียดสะสม เพราะธุรกิจร้านวัสดุก่อสร้างที่หวังจะเอาเงิน 660,000 บาทไปหมุนเวียนนั้น กลับต้องพังทลายลงเพราะกระแสสังคมคว่ำบาตรจนไม่มีใครกล้าทำธุรกิจด้วย ส่วนป้าลัดดาก็นั่งกระสับกระส่าย คอยบิดมือตัวเองไปมาด้วยความหวาดกลัวต่อโทษจำคุก และนนท์ที่เพิ่งถูกบีบให้ลาออกจากงานประจำ นั่งก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับฉัน ผู้พิพากษาและผู้ประนีประนอมประจำศาลเปิดการไต่สวนด้วยการตรวจสอบพยานหลักฐาน ทนายความของฝั่งนนท์ซึ่งดูเหมือนจะรู้ตัวดีว่าไม่มีทางสู้คดีได้ พยายามเอ่ยขอเจรจาไกล่เกลี่ยตั้งแต่เริ่ม “ท่านครับ ฝ่ายจำเลยสำนึกผิดในการกระทำแล้ว และยินดีที่จะขอโทษโจทก์อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งลบโพสต์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องครับ ทางเราขอความกรุณาให้โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญา เพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีตได้ไหมครับ” ทนายของพวกเขากล่าวเสียงอ่อย พี่กรหันไปสบตากับฉัน ฉันพยักหน้าเล็กน้อย พี่กรจึงลุกขึ้นแถลงต่อศาลทันที “เรียนท่านผู้พิพากษา การกระทำของฝ่ายจำเลยเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน มีการแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งการประจานในงานแต่ง การลงข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดีย และการข่มขู่กรรโชกเพื่อให้โจทก์ยอมจำนน ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงานของโจทก์ไม่สามารถลบล้างได้ด้วยคำขอโทษเพียงอย่างเดียว หากต้องการให้ถอนฟ้องคดีอาญา ทางเรามีเงื่อนไขที่เด็ดขาดและไม่สามารถต่อรองได้” ลุงสมศักดิ์รีบเงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “หนูแอน… ลุงขอโทษจริง ๆ ลุงหน้ามืดตามัวเพราะตอนนั้นหนี้สินโรงงานมันรุมเร้า ลุงไม่ได้ตั้งใจจะทำลายหนูเลยนะลูก … Read more

ตอนที่ 3 (PARTE 3) – จบบริบูรณ์

ตอนที่ 3 (PARTE 3) – จบบริบูรณ์ การผ่าตัดของแม่ผ่านพ้นไปด้วยดี แม้แม่จะต้องนอนพักฟื้นและทำกายภาพบำบัดอีกหลายเดือน แต่รอยยิ้มของแม่เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นฉัน พ่อ น้องชาย และน้องแพรอยู่กันพร้อมหน้า คือยาชูกำลังที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน น้องชายของฉัน ‘เป้’ ที่ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่เชียงใหม่ เดินเข้ามาตบไหล่ฉันเบาๆ “พี่ปราง ไม่ต้องกลับไปบ้านนั้นอีกแล้วนะ ผมเช่าตึกแถวเปิดบริษัทเล็กๆ ที่ตัวเมืองสุพรรณฯ ได้แล้ว ผมจะรับพ่อกับแม่ไปอยู่ด้วย พี่กับน้องแพรก็มาอยู่ด้วยกัน ผมมีกำลังพอที่จะเลี้ยงดูทุกคนในบ้าน พี่ไม่ต้องไปเป็นคนรับใช้ให้บ้านไหนอีกแล้ว” ฉันมองหน้าน้องชาย น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลริน เก้าปีที่ฉันทุ่มเทให้กับครอบครัวของอนันต์ ฉันคิดว่าการเป็นภรรยาที่ดีคือการยอมจำนนและแบกรับทุกอย่าง แต่สุดท้าย คนที่พร้อมจะโอบอุ้มฉันในวันที่ฉันล้มลง คือครอบครัวสายเลือดเดียวกันที่ฉันเคยละเลยไปเพื่อดูแลคนอื่น สองสัปดาห์ต่อมา ในขณะที่แม่ย้ายกลับมาพักฟื้นที่บ้านสวนของพ่อที่สุพรรณบุรี เสียงแตรรถยนต์ก็ดังขึ้นหน้าบ้าน รถกระบะของอนันต์จอดสนิท ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างของอนันต์ที่ก้าวลงมา สภาพของเขาเปลี่ยนไปจนฉันแทบจำไม่ได้ ใบหน้าซูบตอบ ขอบตาดำคล้ำ หนวดเคราขึ้นรกรุงรัง เสื้อผ้าที่เคยรีดเรียบกลับยับยู่ยี่ และที่เบาะข้างมีแม่พรนั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ อนันต์เดินปรี่เข้ามาหาฉันที่กำลังช่วยแม่พยุงเดินอยู่ใต้ถุนบ้าน “ปราง! ทำไมเธอถึงบล็อกเบอร์ฉัน? รู้ไหมว่าที่บ้านวุ่นวายขนาดไหน!” ฉันหันไปสบตาเขาด้วยความสงบนิ่ง “คุณมีธุระอะไรที่นี่?” คำว่า ‘คุณ’ ที่ฉันใช้แทนสรรพนามเดิมทำให้อนันต์ชะงักไป เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ท่าทีหยิ่งยโสที่เคยมีเริ่มอ่อนลง … Read more

ตอนที่ 3: บทอวสานของความถือดี

ตอนที่ 3: บทอวสานของความถือดี หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายของฉันเริ่มฟื้นตัว บาดแผลผ่าตัดแห้งสนิทดีจนแพทย์อนุญาตให้กลับมาพักฟื้นต่อที่คอนโดมิเนียมของพี่ภาได้ บรรยากาศในห้องนั่งเล่นอบอวลไปด้วยกลิ่นแป้งเด็กและนมผง เสื้อผ้าเด็กอ่อนสีขาวและฟ้าถูกแขวนตากไว้อย่างเป็นระเบียบริมระเบียงแดดส่องถึง ชีวิตที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหวังกำลังเริ่มต้นขึ้น จนกระทั่งถึงวันเสาร์… วันที่ควรจะเป็นวันมงคลที่สุดในชีวิตของกรันต์ ฉันนั่งให้นมลูกอยู่ที่โซฟา โดยเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้เป็นเพื่อน เสียงผู้ประกาศข่าวด้านสังคมบันเทิงรายงานข่าวด่วนที่กลายเป็นกระแสร้อนแรงที่สุดบนโลกออนไลน์ “วิวาห์ล่มกลางคัน! ทายาทหมื่นล้านเครือเมธาวีรกุลถูกเจ้าสาวเทกลางงาน หลังมีภาพหลุดและคลิปเสียงบุกโรงพยาบาลทวงสิทธิ์ลูกจากอดีตภรรยา” ภาพข่าวแสดงให้เห็นความโกลาหลภายในโรงแรมหรูระดับหกดาวใจกลางกรุงเทพฯ ซุ้มดอกไม้ราคาแพงระยับถูกทิ้งร้าง แขกเหรื่อระดับวีไอพีต่างพากันทยอยเดินทางกลับ และมีภาพของณิชาในชุดเจ้าสาวหางปลาสีขาวบริสุทธิ์ กำลังสะบัดหน้าหนีออกจากงานพร้อมกับบิดามารดาของเธอ โดยมีกรันต์วิ่งตามไปพยายามขอร้อง แต่ถูกการ์ดของฝ่ายหญิงกันตัวไว้ ฉันนั่งมองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ไม่มีความสะใจ และไม่มีความสงสาร หกเดือนที่ผ่านมา ฉันได้เรียนรู้ว่ากรรมใดใครก่อ คนนั้นย่อมต้องเป็นผู้รับผล การที่เขายังคงหลงระเริงในอำนาจ คิดว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่างแม้กระทั่งความรู้สึกของคน สุดท้ายมันก็ย้อนกลับมาทำลายภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบที่เขาสร้างขึ้นเอง เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้นอย่างใจเย็น ฉันกับพี่ภาหันไปมองหน้ากัน พี่ภาทำท่าจะเดินไปส่องตาแมว แต่ฉันส่งลูกให้พี่ภาอุ้มไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูด้วยตัวเอง หน้าห้องพักไม่ได้มีกองทัพนักข่าวหรือทนายความอย่างที่ฉันนึกกลัว มีเพียงกรันต์… ในสภาพที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมาก่อนในชีวิต เขาไม่ได้ใส่สูทเรียบกริบอีกต่อไป เสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอ ยับยู่ยี่ ผมเผ้าไม่เป็นทรง ดวงตาที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้ลึกโหลและแดงก่ำจากการอดนอน กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ลอยออกมาจากตัวเขา แต่ท่าทางของเขาในวันนี้ไม่มีความเกรี้ยวกราดหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย “รินทร์…” เขาเอ่ยเรียกชื่อฉันด้วยเสียงแหบแห้ง “คุณมาทำไมที่นี่อีกคะ กรันต์? งานแต่งงานของคุณล่ะ?” … Read more

ตอนที่ 3: บทเรียนราคาแพงและบทอวสานของผู้ทรยศ

ตอนที่ 3: บทเรียนราคาแพงและบทอวสานของผู้ทรยศ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมบริเวณล็อบบี้ของอาคารหรูในย่านสีลม สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังภาพอันน่าเวทนาของทายาทตระกูลวรโชติเมธากุลที่กำลังนั่งหายใจรวยรินอยู่บนรถเข็น ข้างๆ กันนั้นคือคุณหญิงดวงเดือนที่ใบหน้าซีดเผือดไร้สง่าราศี และศศิรินทร์ที่ยืนก้มหน้าหลบสายตาด้วยความอับอาย “พราว… พราวพิรุณ…” กวินพยายามเปล่งเสียงที่แหบแห้งและสั่นเครือ ลิ้นของเขาแข็งทื่อจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ “ช่วย… ช่วยผมด้วย…” พราวพิรุณหยุดฝีเท้า ดวงตาคู่สวยมองลงมายังชายที่เธอเคยทุ่มเทชีวิตดูแลมาตลอดสามปีด้วยความสงบนิ่ง เยือกเย็นจนน่าใจหาย ไม่มีทั้งความโกรธแค้น และไม่มีแม้แต่ประกายแห่งความรักหลงเหลืออยู่อีกต่อไป คุณหญิงดวงเดือนไม่รอช้า เธอละทิ้งทิฐิและศักดิ์ศรีของมหาเศรษฐีที่เคยเชิดชู รุดเข้าไปคุกเข่าลงแทบเท้าของพราวพิรุณต่อหน้าสายตาผู้คนนับร้อย “พราว! แม่กราบล่ะลูก… แม่ยอมรับผิดทุกอย่างแล้ว!” คุณหญิงดวงเดือนร้องไห้คร่ำครวญ น้ำตาไหลอาบสองแก้ม “เงินสามสิบล้านนั่น ตระกูลเราไม่เอาคืนแล้ว! เราจะเพิ่มให้อีกร้อยล้านเลย ขอเพียงหนูกลับไปดูแลกวิน ช่วยชีวิตเขาอีกครั้งเถอะนะลูกนะ!” พราวพิรุณมองภาพหญิงวัยกลางคนที่เคยชี้นิ้วไล่เธออย่างดูแคลน รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของเธอเต็มไปด้วยความสมเพช “คุณหญิงคะ เงินสามสิบล้านที่คุณเคยโยนให้ครอบครัวฉันน่ะ ฉันโอนบริจาคให้มูลนิธิเด็กโรคหัวใจไปตั้งแต่วันแรกที่หย่าแล้วค่ะ” พราวพิรุณเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง “และสำหรับฉัน… เงินของคุณมันไม่มีค่าอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว” ศศิรินทร์ที่ทนเห็นสถานการณ์บีบคั้นไม่ไหว พยายามฝืนใจก้าวขึ้นมาแล้วพูดเสียงแผ่ว “พราวพิรุณ… ยังไงเธอก็เคยรักกวินไม่ใช่เหรอ? เธอจะใจดำปล่อยให้คนที่เธอเคยแต่งงานด้วยต้องตายไปต่อหน้าต่อตาได้ลงคอเชียวเหรอ? เธอเป็นหมอ เป็นนักวิจัย เธอไม่มีมนุษยธรรมบ้างเลยเหรอ!” พราวพิรุณปรายสายตาไปมองศศิรินทร์ แววตาคมกริบนั้นทำให้ศศิรินทร์ถึงกับผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว “มนุษยธรรมงั้นเหรอ?” พราวพิรุณถามกลับอย่างเยือกเย็น “ในวันที่พวกคุณรวมหัวกันฉีกหน้าฉัน ไล่ฉันออกจากบ้านเหมือนหมูเหมือนหมา … Read more

Part 3: บทอวสานงูเห่า และบทเรียนราคาแพง

Part 3: บทอวสานงูเห่า และบทเรียนราคาแพง ความเงียบเข้าปกคลุมห้องครัวอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างเคียดแค้นของโบว์ที่นอนพังพาบอยู่กับพื้น พี่กล้าเดินเข้ามายืนเคียงข้างฉัน มือหนาของเขาวางลงบนไหล่ฉันอย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลมและส่งผ่านความอบอุ่นที่มั่นคง สายตาของเขามองลงไปยังผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวภรรยาด้วยความสมเพชเวทนาอย่างที่สุด “หมดเวลาละครสัตว์ของเธอแล้ว บงกช” พี่กล้าเอ่ยชื่อจริงของเธอด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ตลอดเวลาที่เธอพยายามแก้ผ้าเดินเฉียดพี่ ทำเสียงออดอ้อนน่ารังเกียจ เธอคิดว่าพี่รู้สึกมีอารมณ์หรือหวั่นไหวเหรอ? เปล่าเลย… พี่เห็นแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนเหมือนเห็นหนอนแมลงวันไต่ตอมอาหารบูด” คำพูดของพี่กล้าเหมือนมีดกรีดซ้ำลงบนใบหน้าและศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่น้อยนิดของโบว์ เธอเงยหน้าขึ้นมองพี่กล้าด้วยสายตาอาฆาตแค้น แต่พี่กล้าไม่แม้แต่จะกระพริบตา “คนเราจะรักและเลือกใครมาเป็นคู่ชีวิต ไม่ได้ดูกันแค่ที่ความขาวหรือความสาวหรอกนะโบว์” พี่กล้าพูดต่ออย่างช้า ๆ แต่เชือดเฉือน “ภามีสิ่งที่เธอไม่มีวันมี… ภามีความซื่อสัตย์ มีเกียรติ รู้จักทำมาหากิน และมีความรักที่บริสุทธิ์ ส่วนเธอ… มีแต่ความริษยา ต่ำตม และใจคอที่คดโกง ต่อให้เธอแก้ผ้าเดินเปลือยกายต่อหน้าพี่ พี่ก็ไม่มีวันลดตัวลงไปแตะต้องผู้หญิงสกปรกแบบเธอแม้แต่ปลายเล็บ!” “พวกแก… พวกมึงสองคนอย่าคิดว่าจะรอดไปได้นะ!” โบว์เริ่มคลุ้มคลั่ง สรรพนามเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอพยายามจะลุกขึ้นยืน ชี้หน้าด่าเราสองคน “กูจะไปบอกแม่! กูจะโพสต์ประจานลงเฟซบุ๊กว่าพวกมึงรังแกกู ขับไล่ไสส่งกู จะดูสิว่าสังคมจะมองคนดีมีศีลธรรมอย่างพวกมึงยังไง!” “อยากทำอะไรก็เชิญตามสบาย” ฉันก้าวออกไปข้างหน้า ยืนประจันหน้ากับเธออย่างไม่เกรงกลัวอีกต่อไป ความอ่อนแอ ความสงสาร และสายสัมพันธ์พี่น้องที่ฉันเคยยึดถือ ได้ขาดสะบั้นลงไปพร้อมกับฝ่ามือที่ฟาดลงบนหน้าของเธอเมื่อครู่แล้ว “แต่ก่อนที่แกจะไปโพสต์อะไร… ฟังสิ่งที่พี่จะบอกให้ดี” … Read more

Part 3: บทสรุป ชัยชนะ และก้าวใหม่แห่งชีวิต (End)

Part 3: บทสรุป ชัยชนะ และก้าวใหม่แห่งชีวิต (End) ผมนั่งลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ข้างประธานวิชัย ท่ามกลางสายตาตะลึงงันของผู้บริหารทุกคนในห้องประชุม โดยเฉพาะคุณวิภาวรรณที่แทบไม่กล้าสบตาผมอีกต่อไป ผมสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสมาธิ เปลี่ยนบทบาทจากเด็กฝึกงานที่คอยรินน้ำ ให้กลายเป็นตัวแทนเจรจาหลักของบริษัทข้ามชาติ “ท่านประธานครับ ทางเยอรมันไม่ได้มีเจตนาร้ายตั้งแต่แรก” ผมกระซิบรายงานประธานวิชัยเป็นภาษาไทยก่อน “แต่เป็นเพราะกิตติศักดิ์แอบไปตกลงเงื่อนไขสัญญาทาสนี้กับพวกเขาไว้ล่วงหน้า ทำให้ฝ่ายเยอรมันเข้าใจผิดคิดว่านี่คือข้อเสนออย่างเป็นทางการที่ผ่านการอนุมัติจากบอร์ดบริหารของเราแล้ว หากเราชี้แจงความจริงและยื่นข้อเสนอความร่วมมือที่ยุติธรรม วิกฤตินี้จะกลายเป็นโอกาสทองทันทีครับ” ประธานวิชัยมองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและเชื่อมั่น “ผมมอบอำนาจให้คุณเป็นตัวแทนสื่อสารของผมอย่างเต็มที่ อธิบายให้พวกเขาเข้าใจ” ผมพยักหน้ารับ จากนั้นหันไปเผชิญหน้ากับหัวหน้าคณะผู้แทนเยอรมัน ผมเริ่มต้นกล่าวขออภัยอย่างเป็นทางการในภาษาเยอรมันที่สละสลวย ใช้คำศัพท์ทางการทูตและสำนวนกฎหมายพาณิชย์ขั้นสูงอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำ ผมอธิบายถึงการทุจริตภายในที่เพิ่งถูกเปิดโปง ชี้แจงว่าสยามเทคไม่เคยมีนโยบายขายขาดสิทธิบัตรเทคโนโลยีซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชาติ แต่เรามีความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะร่วมมือกันในรูปแบบ ‘การร่วมทุนวิจัยและพัฒนา’ (Joint Venture R&D) โดยแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย ตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมง ห้องประชุมที่เคยตึงเครียดกลับค่อยๆ ผ่อนคลายลง ใบหน้าของตัวแทนชาวเยอรมันที่เคยบึ้งตึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ พวกเขาไม่เพียงแต่ทึ่งในความเฉียบคมของข้อเสนอใหม่ แต่ยังตกตะลึงในความสามารถทางภาษาเยอรมันของผม ที่ลึกซึ้งถึงขั้นเข้าใจสำนวนท้องถิ่นของแคว้นบาวาเรีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหัวหน้าคณะผู้แทนอีกด้วย เมื่อการเจรจาสิ้นสุดลง หัวหน้าคณะผู้แทนเยอรมันลุกขึ้นยืน ยิ้มกว้าง และยื่นมือข้ามโต๊ะมาจับมือกับประธานวิชัย “Wunderbar! (ยอดเยี่ยมมาก)” ชายชาวเยอรมันกล่าว ก่อนจะหันมาจับมือผมแน่น “คุณวิชัย บริษัทของคุณเกือบจะสูญเสียเทคโนโลยีอันล้ำค่าไปแล้ว แต่คุณโชคดีเหลือเกินที่มีเพชรแท้อย่างชายหนุ่มคนนี้อยู่ในองค์กร ความซื่อสัตย์และความสามารถของเขาได้ช่วยกอบกู้ความร่วมมือระดับแปดหมื่นล้านบาทของเราเอาไว้ได้อย่างงดงาม” สัญญาฉบับใหม่ที่ยุติธรรมได้รับการร่างขึ้นและลงนามร่วมกันในบ่ายวันนั้น … Read more

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์ / The End): บทเรียนชีวิตและการชดใช้ที่ไร้จุดสิ้นสุด

ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์ / The End): บทเรียนชีวิตและการชดใช้ที่ไร้จุดสิ้นสุด เวลาผ่านพ้นไปหนึ่งปีเต็ม… ข่าวอื้อฉาวของตระกูลวรโชติค่อยๆ ซาลงไปจากหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อสังคมออนไลน์ เบญญาภาถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลาหลายปีในคดียักยอกทรัพย์สินและหลักฐานทางอาญา ทรัพย์สินทั้งหมดของเธอถูกยึดทรัพย์จนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่ชื่อเสียงหรือศักดิ์ศรี แต่สำหรับอัครินทร์ ชีวิตของเขาไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนเลย เขายังคงติดอยู่ในเขาวงกตแห่งความรู้สึกผิด ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝันกลายเป็นเพียงภาระอันหนักอึ้ง เขาสละตำแหน่งบริหารระดับสูงให้แก่บอร์ดบริหารมืออาชีพ และผันตัวมาทำงานการกุศล อุทิศเงินส่วนตัวหลายร้อยล้านบาทเพื่อสร้างศูนย์โรคหัวใจในโรงพยาบาลรัฐเพื่อเป็นเกียรติแก่แม่สิรินทร์ ทว่าไม่ว่าเขาจะทำความดีมากเพียงใด เงาแห่งความรู้สึกผิดก็ยังคงตามหลอกหลอนเขาทุกค่ำคืน ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา อัครินทร์จ้างนักสืบเอกชนมือหนึ่งออกตามหารินรดาไปทั่วทุกสารทิศ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่เธอกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับหยดน้ำที่ระเหยไปในอากาศ รินรดาเปลี่ยนบัญชีธนาคาร ตัดขาดการติดต่อกับสังคมเดิม และไม่เคยกลับไปที่บ้านพ่อแม่ในนนทบุรีอีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่งในฤดูฝน นักสืบได้ส่งที่อยู่และภาพถ่ายใบหนึ่งมาให้เขา มันเป็นภาพถ่ายของหญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย กำลังยืนรดน้ำแปลงดอกไม้หน้าบ้านพักหลังเล็กๆ ที่แวดล้อมไปด้วยทิวเขาและม่านหมอกในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ แม้ใบหน้าจะดูซูบผอมลงไปบ้าง แต่รอยยิ้มบนริมฝีปากของเธอกลับดูสงบ นิ่ง และเป็นอิสระอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดเจ็ดปีที่เธออยู่กับเขา อัครินทร์ไม่รอช้า เขาทิ้งงานทั้งหมดแล้วขับรถมุ่งตรงสู่เชียงใหม่ในบ่ายวันนั้นทันที สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบาเหนือทิวทัศน์หุบเขาของแม่ริม เมื่อรถของเขาจอดลงหน้าประตูรั้วไม้ไผ่ อัครินทร์ก้าวลงจากรถ ขาของเขาสั่นจนแทบก้าวไม่ออก เขายืนมองแผ่นหลังที่คุ้นเคยซึ่งกำลังก้มเก็บดอกมะลิใส่ตะกร้าหวาย “ริน…” เสียงเรียกของเขาแผ่วเบาและแหบแห้ง แต่ท่ามกลางความเงียบสงบของขุนเขา มันกลับดังก้องพอที่จะทำให้ร่างบางนั้นชะงักงัน … Read more