ตอนที่ 3 (Part 3 – จบบริบูรณ์)
เวลา 19.30 น. หน้าทางเข้าห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูระดับห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศอบอวลไปด้วยความหรูหราอลังการ เหล่านักเรียน ม.ปลายชั้นปีสุดท้ายต่างแต่งกายด้วยชุดสูทและชุดราตรีสีสันสดใส เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงคลอเคล้าแสงไฟระยิบระยับจากแชนเดอเลียร์คริสตัลขนาดยักษ์
น้าพิมพ์ยืนถือแก้วไวน์คุยโวโอ้อวดอยู่กับกลุ่มผู้ปกครองและคุณครูใกล้โต๊ะลงทะเบียน ขณะที่เบลล่าเดินเฉิดฉายอยู่ในชุดราตรีสีชมพูฟูฟ่อง เธอโปรยรอยยิ้มอย่างผู้ชนะ หว่านเสน่ห์ให้เพื่อนๆ ทุกคนที่เดินผ่าน ทว่าในสายตาของช่างภาพและแขกบางคน ชุดของเบลล่าแม้จะแพงระยับ แต่มันกลับดูโหลและซ้ำซากกับชุดราตรีเช่าทั่วไปตามท้องตลาด
“อาจารย์ศิริลักษณ์คะ คืนนี้ตำแหน่ง ‘พรอมควีน’ คงหนีไม่พ้นเบลล่าลูกสาวดิฉันแน่นอนใช่ไหมคะ” น้าพิมพ์เอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจ
“แน่นอนค่ะคุณนายพิมพ์ประภา หนูน้องเบลล่าสวยเด่นมาก… ว่าแต่น่าเสียดายนะคะที่น้องพลอยติดธุระเลยไม่ได้มา” อาจารย์ตอบอย่างสุภาพ
“โอ๊ย อย่าไปพูดถึงเด็กคนนั้นเลยค่ะ ไม่ค่อยรักดี วันๆ เอาแต่เก็บตัว” น้าพิมพ์โบกมือปัดอย่างรังเกียจ
ทันใดนั้นเอง บริเวณโถงทางเข้าด้านหน้าก็เกิดความฮือฮาขึ้นอย่างกะทันหัน!
เสียงเครื่องยนต์คลาสสิกที่นุ่มนวลดังแว่วมาจากจุดส่งผู้โดยสารวีไอพี ตามมาด้วยเสียงช่างภาพและผู้คนที่ยืนอยู่แถวนั้นส่งเสียงอุทานดังเซ็งแซ่ ประตูห้องบอลรูมเปิดกว้างออก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเด็กนักเรียนต่างหันไปมองเป็นตาเดียว
ฉันก้าวลงมาจากรถเบนซ์คลาสสิกสีน้ำเงินเข้ม โดยมีพี่แดนในชุดสูททักซิโด้สีดำตัดเย็บสุดเนี้ยบยื่นมือมาประคอง ร่างของฉันก้าวเข้าสู่พรมแดงใต้แสงไฟสปอตไลต์ของโรงแรม
วินาทีนั้น ทุกสิ่งรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง เสียงดนตรีในห้องจัดเลี้ยงดูเหมือนจะเบาลงไปชั่วขณะ สายตานับร้อยคู่ตรึงแน่นอยู่ที่ตัวฉัน
ชุดบอลกาวน์ผ้าเดนิมยีนส์วินเทจไล่เฉดสีทอประกายสะท้อนกับแสงไฟแชนเดอเลียร์ รายละเอียดขอบโครเมียมและคริสตัลโบราณจากแผงหน้ารถของพ่อสะท้อนแสงวิบวับราวกับอัญมณีล้ำค่า โครงสร้างชุดที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับศิลปะอวองการ์ดร่วมสมัย ทำให้ฉันดูเหมือนเจ้าหญิงยุคใหม่ที่หลุดออกมาจากนิตยสารโว้ก ชายกระโปรงผ้าเดนิมที่พลิ้วไหวตามจังหวะก้าวเดินเต็มไปด้วยมนต์สะกด ความสง่างาม มั่นใจ และทรงเกียรติแผ่ออกมาจนสะกดทุกสายตาให้หยุดหายใจ
“นั่นใครน่ะ? ดาราเหรอ?”
“ไม่ใช่ นั่นมันพลอย ห้อง 6/1 นี่นา!”
“พระเจ้า… ชุดนั่นมันอะไรกัน สวยจนขนลุก! เธอสั่งตัดจากแบรนด์โอต์กูตูร์ที่ไหนเนี่ย?!”
เสียงซุบซิบชื่นชมระเบิดขึ้นรอบทิศทาง แฟลชจากกล้องของช่างภาพสื่อมวลชนและเพื่อนๆ สาดประกายวูบวาบใส่ฉันไม่หยุด
น้าพิมพ์ที่กำลังยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มถึงกับมือสั่นจนไวน์หกเลอะหลังมือ ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ปากอ้าค้างราวกับเห็นผี ส่วนเบลล่า ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยกลับซีดเผือดลงทันตา ชุดสีชมพูราคา 35,000 บาทของเธอบัดนี้ดูจืดชืด ไร้รสนิยม และหมองลงไปในพริบตาราวกับเศษผ้าเมื่อเทียบกับชุดงานศิลปะชิ้นเอกที่ฉันสวมใส่
น้าพิมพ์ตั้งสติได้ รีบสาวเท้าเดินปรี่เข้ามาขวางหน้าฉันด้วยความโกรธจัด
“นังพลอย! แกกล้าดียังไงถึงแอบมาที่นี่?! แล้วนี่แกไปขโมยเงินใครมาซื้อชุดบ้าๆ นี่! อาจารย์คะ ไล่มันออกไปเลยค่ะ เด็กคนนี้ไม่มีชื่อในบัตรลงทะเบียน!” น้าพิมพ์แผดเสียงดังลั่นหวังจะฉีกหน้าฉันต่อหน้าธารกำนัล
ทว่า ก่อนที่อาจารย์จะได้พูดอะไร เสียงทุ้มทรงพลังของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ขอโทษนะครับคุณนาย… แต่ชุดนี้ประเมินค่าเป็นเงินไม่ได้ และน้องสาวของผมก็เข้างานนี้ได้อย่างถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์”
พี่แดนก้าวขึ้นมายืนบังหน้าฉัน พลางยื่นแท็กแขกพิเศษและสมุดสเก็ตช์ภาพของแม่ที่มีตราประทับลิขสิทธิ์การออกแบบให้ทุกคนดู
“ชุดนี้ถูกตัดเย็บขึ้นมาจากผ้าเดนิมวินเทจของแม่พวกเรา และชิ้นส่วนความทรงจำจากรถของคุณพ่อ… ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียวของครอบครัวคุณนายถูกใช้ไปกับชุดนี้ และที่สำคัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นคนเชิญพลอยมาในฐานะตัวแทนนักเรียนดีเด่นด้วยบัตรวีไอพีของผมเอง”
เสียงปรบมือดังเกรียวกราวขึ้นจากรอบทิศทาง แขกในงานหลายคนเริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ความใจแคบของน้าพิมพ์
และในค่ำคืนนั้น ช่วงเวลาสำคัญที่สุดก็มาถึง…
บนเวทีใหญ่ พิธีกรประกาศผลรางวัลเกียรติยศสูงสุดของค่ำคืน
“และผู้ที่ได้รับตำแหน่ง ‘Prom Queen’ ประจำค่ำคืนนี้ ได้แก่… นางสาวพลอยไพลิน!”
สปอตไลต์ส่องประกายสว่างจ้าลงมาที่ฉัน เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้องแกรนด์บอลรูม มงกุฎเกียรติยศถูกสวมลงบนศีรษะของฉันอย่างสง่างาม ฉันก้มมองชุดเดนิมของแม่ ลูบขอบโครเมียมจากรถของพ่อ น้ำตาแห่งความภาคภูมิใจไหลริน ฉันรู้ว่าพวกท่านกำลังมองลงมาจากฟากฟ้าและยิ้มให้ฉัน
เบลล่าทนความอับอายไม่ไหว วิ่งร้องไห้ออกจากห้องจัดเลี้ยงไปพร้อมกับชุดสีชมพูที่เปรอะเปื้อนรอยน้ำตา โดยมีน้าพิมพ์รีบวิ่งกระหืดกระหอบตามไปท่ามกลางสายตาสมเพชของทุกคน
หลังจบงาน คืนนั้นพ่อของฉันโทรศัพท์ทางไกลข้ามทวีปกลับมา พ่อรู้เรื่องราวความร้ายกาจและการอมเงินของน้าพิมพ์ทั้งหมดจากพี่แดน พ่อตัดสินใจตัดสิทธิ์การถือบัญชีการเงินของน้าพิมพ์ทันที และสั่งให้เธอย้ายออกจากบ้านหลังใหญ่ไปอยู่คอนโดเก่าชานเมืองเพื่อรอการหย่าร้างอย่างเป็นทางการ
ใต้แสงจันทร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฉันยืนเคียงข้างพี่แดน ถือมงกุฎไว้ในมือ ความจนและคำสบประมาทไม่อาจขโมยความฝันหรือศักดิ์ศรีของใครไปได้ ตราบใดที่เรายังมีหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ มีความรักของครอบครัว และเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเองอย่างแท้จริง.