ตอนที่ 3 (PART 3 – อวสาน)
ทุกสายตาในหอประชุมจับจ้องไปที่จุดเดียวกัน บรรยากาศเงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ เจ้าสัวอาทิตย์ผู้มีอำนาจล้นฟ้า เดินโซเซลงมาจากบันไดเวที ใบหน้าของเขาไม่มีความเย่อหยิ่งเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลรินอาบสองแก้มอันเหี่ยวย่น
กวินท์และคุณหญิงศศิธรวิ่งตามลงมาอย่างร้อนรน
“คุณพี่คะ! จะไปไหนคะ? จะไปยุ่งกับคนพวกนั้นทำไม อายคนอื่นเขา!” คุณหญิงศศิธรพยายามจะดึงแขนสามีไว้ แต่เจ้าสัวอาทิตย์กลับสะบัดแขนออกอย่างแรงจนเธอเซ
“เงียบ! หุบปากเดี๋ยวนี้!” เจ้าสัวตวาดเสียงสั่นเครือ เป็นน้ำเสียงที่ลูกและภรรยาไม่เคยได้ยินมาก่อน
เจ้าสัวก้าวมายืนอยู่ตรงหน้าพ่อสน พ่อยังคงนั่งก้มหน้า มือทั้งสองข้างวางอยู่บนหัวเข่าด้วยความสงบ ไม่ได้มีความโกรธแค้นหรือความสะใจในแววตา มีเพียงความเรียบเฉยของผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนตกผลึก
ทันใดนั้น สิ่งที่ไม่มีใครในหอประชุมคาดคิดก็เกิดขึ้น…
ตุ้บ!
เจ้าสัวอาทิตย์ทรุดเข่าลงกับพื้นกระเบื้องต่อหน้าพ่อสน เขาก้มลงกราบแทบเท้าที่สวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆ คู่นั้น ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของคุณหญิงศศิธร และเสียงสูดหายใจด้วยความตะลึงของคนทั้งหอประชุม
“พี่นภดล… ผมขอโทษ… ยี่สิบปีที่ผ่านมา ผมนอนไม่เคยหลับเลยสักคืน…” เจ้าสัวอาทิตย์สะอื้นไห้จนตัวโยน หน้าผากแตะอยู่ที่พื้น “ผมรู้ว่าผมเลว ผมหักหลังพี่ ผมขโมยทุกอย่างที่เป็นของพี่ไป แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่าพี่ยังมีชีวิตอยู่ และต้องมาลำบากขนาดนี้… ผมขอโทษครับพี่!”
กวินท์ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า สายตาของเขามองดูพ่อของตัวเอง—ชายที่เขายกย่องว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก—กำลังคุกเข่าขอขมาคนเก็บขยะที่เขาเพิ่งจะตะโกนด่าว่าสารพัด
“พ่อ… ทำไมพ่อต้องไปกราบมันด้วย! มันเป็นใครกันแน่!” กวินท์ตะโกนทั้งน้ำตาด้วยความสับสนและรับความจริงไม่ได้
เจ้าสัวอาทิตย์เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา ตวาดใส่ลูกชายเสียงกร้าว
“คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้นายกวินท์! คุกเข่าลงกราบลุงเขาเดี๋ยวนี้! เงินทุกบาททุกสตางค์ที่แกใช้ผลาญ รถหรูที่แกขับ เสื้อผ้าแพงๆ ที่แกใส่… ถ้าไม่มีสมองและเงินทุนเริ่มต้นของลุงนภดล ตระกูลเราก็ไม่มีวันมีวันนี้ได้เลย! แกกำลังด่าผู้มีพระคุณที่แท้จริงของตระกูลเรา!”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนค้อนยักษ์ที่ทุบทำลายความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีทั้งหมดของกวินท์ลงในพริบตา เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นอย่างหมดแรง ร่างกายสั่นเทาด้วยความอับอายและสำนึกผิด ใบหน้าก้มต่ำไม่กล้าสบตาใครอีกต่อไป ส่วนคุณหญิงศศิธรยืนหน้าซีดเผือด เอามือทาบอก ก่อนจะเป็นลมล้มพับไปจนเจ้าหน้าที่ต้องรีบเข้ามาช่วยปฐมพยาบาล
พ่อสนค่อยๆ ยื่นมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลและคราบกร้านแดดออกไป พ่อไม่ได้ผลักไส แต่เอื้อมมือไปแตะที่บ่าของเจ้าสัวอาทิตย์เบาๆ
“ลุกขึ้นเถอะอาทิตย์… อดีตมันผ่านไปแล้ว ฉันไม่เคยถือโทษโกรธแกหรอก” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและให้อภัย “วันที่ฉันเสียทุกอย่างไป ฉันคิดว่าชีวิตฉันจบสิ้นแล้ว แต่การได้เห็นนนท์เติบโตขึ้นมาเป็นคนดี มีความรู้ และยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตฉัน… ยิ่งใหญ่กว่าทรัพย์สินเงินทองใดๆ ที่เราเคยสร้างมาด้วยกันเสียอีก”
น้ำตาของพ่อหยดลงบนหลังมือของเจ้าสัวอาทิตย์ มันไม่ใช่หยดน้ำตาของความเจ็บปวดอีกต่อไป แต่เป็นน้ำตาแห่งการปลดปล่อย
ผมก้าวลงจากเวที เดินตรงเข้าไปโอบกอดพ่อไว้แน่น ท่ามกลางเสียงปรบมือที่เริ่มดังขึ้นจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ก่อนจะลุกลามกลายเป็นการปรบมืออย่างกึกก้องยาวนานของผู้คนทั้งหอประชุม ผู้ปกครองและนักศึกษาหลายคนถึงกับหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาด้วยความตื้นตันใจ
ในวันนั้น ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผย
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เจ้าสัวอาทิตย์ได้จัดงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่อดีตประธานผู้ก่อตั้ง เขาโอนหุ้นคืนให้พ่อเป็นมูลค่ามหาศาล พร้อมทั้งมอบตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ให้ แต่พ่อของผมปฏิเสธที่จะรับทรัพย์สินเหล่านั้นไว้เป็นของส่วนตัว พ่อตัดสินใจก่อตั้ง “มูลนิธินภดลเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม” โดยนำทรัพย์สินทั้งหมดไปเป็นทุนการศึกษาแก่ลูกหลานของผู้ใช้แรงงานและคนเก็บขยะ เพื่อให้พวกเขาได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม
ส่วนกวินท์ ความอับอายในวันนั้นกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต เขาขอลาพักการเรียนหนึ่งปีเพื่อไปทำงานบำเพ็ญประโยชน์ในโครงการจัดการขยะของชุมชนตามคำสั่งของผู้เป็นพ่อ เพื่อเรียนรู้คุณค่าของชีวิตและหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงาน
สำหรับผม… ผมได้รับข้อเสนอให้เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรออกแบบระบบพลังงานสะอาด และยังคงเดินเคียงข้างพ่อเสมอ
ทุกวันนี้ ภาพจำของชายแก่หลังค่อมที่เข็นรถซาเล้งอาจจะเลือนหายไปแล้ว แต่บทเรียนอันทรงคุณค่าที่พ่อสอนผมไว้จะยังคงจารึกอยู่ในใจตลอดกาล… ว่าคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ไม่ได้วัดกันที่เสื้อผ้าราคาแพง ยานพาหนะที่ขับขี่ หรือจำนวนเงินในบัญชีธนาคาร
แต่มันวัดกันที่ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตาต่างหาก.