ตอนที่ 3 : การให้อภัยและจุดสิ้นสุดของตราบาป (Part 3 – จบ)
ความเงียบงันอันน่าขนลุกแผ่ปกคลุมลานวัดชานเมือง มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นของทศพลที่นั่งคุกเข่าก้มหน้ารอรับชะตากรรม อรัญญายืนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจขาดห้วง ความรู้สึกโกรธแค้น ความเสียใจ และความอาลัยอาวรณ์ถาโถมเข้าใส่จนเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่
“แก…” อรัญญาเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย “แกทิ้งเขาไว้ข้างถนนเนี่ยนะ? กิตติช่วยแก กิตติเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องแก… แต่แกกลับวิ่งหนีไปพร้อมกับเงินของเขา ปล่อยให้เขานอนตายคนเดียวในคืนที่ฝนตกงั้นเหรอ!”
เธอพุ่งเข้าไปทุบตีไหล่และแผ่นหลังของทศพลด้วยสองมือที่สั่นเทา ทศพลไม่คิดจะปัดป้องหรือหลบหลีกแม้แต่น้อย เขายอมให้เธอทุบตี ทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้นปูนเหมือนคนไร้ชีวิต พร้อมที่จะรับโทษทัณฑ์ทุกอย่าง
“ตีผมเลยครับป้า… ฆ่าผมให้ตายตรงนี้เลย! ผมมันสารเลว ผมมันไม่ใช่มนุษย์!” ทศพลร้องไห้คร่ำครวญ น้ำตาปนกับรอยฝุ่นบนใบหน้าจนเปรอะเปื้อน “ตลอดสามปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ผมรู้ข่าวว่าพี่กิตติเสียชีวิตในคืนนั้น ผมไม่เคยนอนหลับได้เต็มตาสักคืนเดียว ทุกครั้งที่หลับตา ผมจะเห็นภาพพี่กิตติเอามือกุมหน้าอก มาร้องขอความช่วยเหลืออยู่ในฝัน… เงินห้าหมื่นนั่นผมเอาไปจ่ายหนี้ แต่ชีวิตผมหลังจากนั้นมันยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น!”
อรัญญาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าตรงข้ามเขา มือที่เคยฟาดฟันค่อยๆ หมดแรงลง ความจริงตรงหน้ามันช่างแสนสาหัส เกินกว่าที่หัวใจของผู้หญิงวัยห้าสิบสี่จะรับไหว เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกักเก็บความโศกเศร้าไว้ได้อีกต่อไป
“แล้วสามปีที่ผ่านมา… แกไปอยู่ที่ไหนมา?” อรัญญาถามด้วยเสียงแหบแห้ง
ทศพลค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นมานั่งมองเธอด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและแหลกสลาย “ผมใช้ชีวิตเหมือนคนบ้าครับป้า ไม่กล้ากลับไปบ้าน ไม่กล้าไปพบหน้าใคร ละอายใจเกินกว่าจะใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ ผมกลายมาเป็นคนเร่ร่อน เก็บขยะขาย คุ้ยเศษอาหารตามถังขยะกินเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ เพื่อเป็นการลงโทษตัวเอง… ทุกวันอาทิตย์ ผมจะแอบเดินเท้าหลายสิบกิโลจากในเมืองมาที่วัดนี้ มารอจนกว่าจะแน่ใจว่าป้ายังไม่มา หรือรอจนป้ากลับไปแล้ว เพื่อจะมาคุกเข่ากราบขอขมาพี่กิตติที่หน้ารูปนี้…”
เขาค่อยๆ ปลดเป้ใบเก่ามอซอออกจากแผ่นหลัง มือที่สั่นระริกรูดซิปเปิดช่องด้านในออก ล้วงหยิบเอาห่อผ้าพลาสติกเก่าๆ ที่พันไว้หลายทบขึ้นมา ทศพลค่อยๆ บรรจงแกะห่อพลาสติกนั้นออก เผยให้เห็นธนบัตรใบละยี่สิบบาท ห้าสิบบาท และหนึ่งร้อยบาทที่เก่า ยับยู่ยี่ แต่ถูกจัดเรียงและมัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“ตลอดสามปีที่ผมเก็บขยะและรับจ้างแบกหาม… ผมกินข้าววันละมื้อ นอนใต้สะพานลอย ทนแดดทนฝน เพื่อจะเก็บเงินก้อนนี้คืนให้พี่กิตติ” ทศพลวางห่อเงินนั้นลงตรงหน้าอรัญญาด้วยสองมือที่สั่นเทา “มันมีทั้งหมดห้าหมื่นบาทครับป้า… ครบทุกบาททุกสตางค์ที่พี่กิตติเคยกดออกมาช่วยชีวิตผม ผมตั้งใจว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะมาที่นี่ หลังจากคืนเงินก้อนนี้ให้พี่กิตติแล้ว ผมจะเดินไปมอบตัวกับตำรวจ เล่าความจริงทั้งหมด แม้ว่าคดีอาจจะหมดอายุความหรือเป็นแค่ข้อหาละเลย แต่ผมพร้อมจะเข้าไปชดใช้กรรมในคุกตลอดชีวิตที่เหลือ…”
อรัญญาก้มมองห่อเงินที่วางอยู่บนพื้น ธนบัตรเก่าๆ เหล่านั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความทุกข์ทรมาน ความพยายาม และหยาดเหงื่อของคนที่จมอยู่กับตราบาปมานานถึงหนึ่งพันกว่าวัน เธอเงยหน้าขึ้นมองรูปถ่ายขาวดำของกิตติที่ประดับอยู่บนช่องบรรจุอัฐิ
ในภาพนั้น กิตติกำลังยิ้มอย่างอบอุ่น รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและพร้อมจะให้อภัยทุกคนเสมอ รอยยิ้มของชายผู้เป็นที่รักที่มักจะสอนเธออยู่เสมอว่า ‘คนเราเกิดมาผิดพลาดกันได้ แต่สิ่งสำคัญคือการสำนึกผิดและแก้ไขมัน’
ความโกรธแค้นที่เคยลุกไหม้ในอกของอรัญญาค่อยๆ มอดดับลง เหลือไว้เพียงความสงสารเวทนาอย่างจับใจ ชายตรงหน้าเธอไม่ได้หนีความผิดไปเสวยสุข แต่เขาได้กักขังตัวเองไว้ในคุกแห่งความรู้สึกผิดมาตลอดสามปี ร่างกายที่ผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูกและแววตาที่ตายซากของเขาคือบทลงโทษที่รุนแรงยิ่งกว่ากรงขังใดๆ ในโลก
อรัญญาสูดหายใจเข้าลึก หลับตาลงเพื่อระงับความเจ็บปวด เธอหยิบห่อเงินนั้นขึ้นมาไว้ในมือ
“ทศ…” เธอเอ่ยชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “เงินก้อนนี้… กิตติตั้งใจให้เธอตั้งแต่แรกเพื่อรักษาชีวิตของเธอไว้ ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ เขาคงไม่อยากเห็นเธอเอาชีวิตมาทิ้งขว้างและกลายเป็นคนเร่ร่อนแบบนี้”
ทศพลเงยหน้าขึ้นมองอรัญญาด้วยความตกตะลึง น้ำตาเอ่อล้นเบ้าตา
“สามปีที่ผ่านมา เธอได้ลงโทษตัวเองสาสมแล้ว” อรัญญาพูดต่อ พลางยื่นห่อเงินนั้นกลับไปวางบนตักของชายหนุ่ม “ไปมอบตัวกับตำรวจ มันก็ไม่ได้ทำให้กิตติฟื้นขึ้นมาหรอกนะ… สิ่งที่กิตติต้องการเห็น ไม่ใช่การที่เธอติดคุกหรือตายไปตามเขา แต่คือการที่เธอมีชีวิตรอด และใช้ชีวิตที่เขาแลกมาด้วยชีวิต ให้มันมีคุณค่าที่สุด”
“ป้า… ป้าอรัญ…” ทศพลปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง ก้มลงกราบแทบเท้าของอรัญญา ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ “ป้าให้อภัยผมจริงๆ หรือครับ… คนชั่วช้าอย่างผม สมควรได้รับการให้อภัยด้วยหรือครับ…”
“ฉันให้อภัยเธอ… และฉันเชื่อว่ากิตติก็ให้อภัยเธอตั้งแต่วินาทีที่เขาเอาตัวเข้าขวางคนพวกนั้นแล้ว” อรัญญาวางมือลงบนศีรษะของทศพลอย่างแผ่วเบา เป็นการปลดปล่อยพันธนาการแห่งความแค้นและความรู้สึกผิดที่ผูกมัดทั้งสองคนไว้ “เอาเงินก้อนนี้ไป… ไปเช่าห้องเล็กๆ หาเสื้อผ้าดีๆ ใส่ ไปหางานสุจริตทำ เลิกเล่นการพนัน และอย่าทำให้ชีวิตที่กิตติช่วยไว้ต้องสูญเปล่าอีก”
อรัญญาโน้มตัวลงเก็บช่อดอกไม้ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา แม้กลีบดอกไม้บางส่วนจะช้ำและหลุดร่วง แต่ส่วนที่เหลือยังคงส่งกลิ่นหอมบริสุทธิ์ เธอเดินตรงไปที่ช่องบรรจุอัฐิ วางช่อดอกไม้ลงหน้าป้ายชื่อ ‘นายกิตติ เกียรติขจรเกียรติ’ อย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วลูบไล้ไปที่รูปถ่ายของสามีเบาๆ
“พี่กิตติคะ… น้องทศเขาเอาความจริงมาบอกหนูแล้วนะ” เธอพึมพำกับรูปถ่าย น้ำตารินไหลแต่คราวนี้ริมฝีปากกลับระบายด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความโล่งใจ “พี่ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรอีกแล้วนะ หลับให้สบายเถอะค่ะ… หนูอโหสิกรรมให้เขาทุกอย่างแล้ว”
สายลมพัดผ่านมาวูบหนึ่งอย่างอ่อนโยน นำพาความเยือกเย็นและความอบอุ่นประหลาดสายหนึ่งมาสัมผัสที่ผิวกายของคนทั้งสอง ราวกับกิตติกำลังรับรู้และร่วมยินดีกับการปลดปล่อยในครั้งนี้
ทศพลค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน เขายกมือขึ้นปาดน้ำตา ดวงตาที่เคยหม่นหมองและสิ้นหวัง บัดนี้เริ่มมีประกายแห่งชีวิตจุดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เขายกมือไหว้อรัญญาและรูปของกิตติด้วยความเคารพสูงสุดจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ผมสัญญาครับพี่กิตติ… ผมสัญญาครับป้าอรัญ ผมจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ให้ดีที่สุด เพื่อตอบแทนพระคุณของพี่”
ชายหนุ่มกระชับกระเป๋าเป้เข้ากับแผ่นหลัง ก้าวเดินออกจากลานวัดไปอย่างช้าๆ แต่ทว่ามั่นคงกว่าทุกวันที่ผ่านมา แสงแดดยามสายส่องกระทบแผ่นหลังของเขา ทอดยาวไปข้างหน้าสู่เส้นทางชีวิตใหม่ อรัญญายืนมองส่งเขาจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมายิ้มให้รูปของสามีอีกครั้ง วันนี้หัวใจที่เคยหนักอึ้งและจมอยู่กับความเศร้ามานานสามปี ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระอย่างแท้จริงแล้ว.