Part 3 (End): จุดจบของคนทรยศและการสืบทอดบัลลังก์ตัวจริง
ความตึงเครียดในศาลาพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด เมื่อเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นกระเบื้องดังขึ้นจากทางเข้าด้านหลัง ประตูกระจกบานใหญ่ของศาลาพิธีถูกผลักเปิดออก ปรากฏร่างของเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบและเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กว่าสิบนาย นำโดยนายตำรวจระดับสารวัตรที่เดินตรงเข้ามายังจุดที่ฉันยืนอยู่
“ขออนุญาตครับ” นายตำรวจกล่าวพลางแสดงบัตรประจำตัวต่อหน้าทุกคน “ผม พ.ต.ท. วรวิทย์ ได้รับมอบหมายให้นำหมายจับมาควบคุมตัว นายธนภัทร และ นางวรินดา ในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ ปลอมแปลงเอกสารสิทธิ และฉ้อโกงบริษัทมหาชน”
เสียงแขกในงานพากันฮือฮาอีกครั้ง ธนภัทรหน้าซีดราวกับคนตาย ขาของเขาหมดแรงจนแทบยืนไม่อยู่
“ไม่จริง! นี่มันงานศพนะ คุณจะมาจับกุมผมกลางงานแบบนี้ไม่ได้!” ธนภัทรพยายามโวยวายและขัดขืนเมื่อเจ้าหน้าที่สองนายก้าวเข้าไปประชิดตัว
“พวกเราประสานงานกับคุณไอริณล่วงหน้าไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ” สารวัตรตอบด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “หลักฐานเส้นทางการเงิน บัญชีม้า และข้อมูลการโอนเงินออกนอกประเทศทั้งหมด ทางคุณไอริณได้ส่งมอบให้ทางพนักงานสอบสวนตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว และศาลได้อนุมัติหมายจับเป็นที่เรียบร้อย”
กุญแจมือเหล็กกล้าถูกสวมเข้าที่ข้อมือของธนภัทรทันที เสียงดังกริ๊กเบาๆ แต่สะท้อนก้องในโสตประสาทของทุกคนในงาน เขาก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าสบสายตาของบรรดาผู้บริหารและคู่ค้าที่ครั้งหนึ่งเขาเคยก้มหัวรับใช้และยกยอ
วรินดาที่นั่งทรุดอยู่บนพื้น เมื่อเห็นธนภัทรถูกจับกุม เธอก็ตื่นตระหนกจนสติแทบหลุด เธอรีบคลานเข้ามากอดขาของฉันไว้แน่น น้ำตาที่คราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความกลัวจริงๆ ไหลอาบสองแก้ม
“ไอริณ… น้าขอโทษ! น้าไม่ได้ตั้งใจ!” วรินดาอ้อนวอนเสียงสั่นเครือ มือของเธอเกาะชายกระโปรงของฉันไว้แน่น “ธนภัทรมันเป็นคนบงการทั้งหมด! มันข่มขู่ บังคับให้น้าเซ็นเอกสาร น้าไม่ได้อยากทำร้ายพ่อของเธอเลยนะลูก ยกโทษให้น้าเถอะนะ น้าเป็นเมียของพ่อนะไอริณ!”
ฉันก้มลงมองผู้หญิงที่เคยเชิดหน้าชูตาอย่างหยิ่งผยอง ผู้หญิงที่คิดจะแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างที่ครอบครัวของฉันสร้างขึ้นด้วยความโลภ ฉันค่อยๆ ดึงชายกระโปรงออกจากมือของเธออย่างไม่ไยดี
“คุณไม่มีสิทธิ์เรียกพ่อของฉัน และไม่มีสิทธิ์อ้างตัวว่าเป็นภรรยาของท่านอีกต่อไปค่ะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด “ในจดหมาย พ่อบอกฉันไว้หมดแล้วว่า ท่านเริ่มมีอาการหัวใจกำเริบและสงสัยเรื่องยาที่คุณจัดให้ท่านกินเป็นประจำ ทางตำรวจได้นำตัวอย่างอาหารและยาที่เหลืออยู่ในบ้านไปตรวจพิสูจน์แล้ว หากผลการชันสูตรและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์พบว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของพ่อ คุณจะต้องรับโทษในคดีฆาตกรรมอีกหนึ่งกระทง”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ฆาตกรรม’ วรินดาก็ถึงกับตาค้าง อ้าปากค้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายของเธออ่อนปวกเปียกลงไปกองกับพื้น เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงสองนายเดินเข้ามาพยุงร่างของเธอขึ้นพร้อมกับสวมกุญแจมือ
“พาตัวไปครับ” สารวัตรสั่งการ
วรินดาและธนภัทรถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวเดินออกจากศาลาพิธีไปท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อหลายร้อยคนที่มองตามด้วยความสาปแช่งและรังเกียจ ขณะที่ทนายประกิตซึ่งมีส่วนรู้เห็นในการร่างพินัยกรรมปลอม ก็ถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวไปให้ปากคำและเตรียมถูกเพิกถอนใบอนุญาตว่าความตามระเบียบของสภาทนายความ
เมื่อความวุ่นวายสงบลง ศาลาพิธีใหญ่ก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ หันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับแขกผู้มีเกียรติและคณะกรรมการบริหารทุกคน
“ดิฉันต้องกราบขออภัยทุกท่านด้วยนะคะ ที่จำเป็นต้องสะสางเรื่องนี้ต่อหน้าทุกคนและต่อหน้าร่างของคุณพ่อ” ฉันกล่าวพลางยกมือไหว้ขอโทษอย่างนอบน้อม “แต่ความจริงและความโปร่งใสคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณพ่อพิพัฒน์ยึดถือมาตลอดชีวิตการทำธุรกิจ และดิฉันในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของอัครเมธากรุ๊ป ขอให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าดวงวิญญาณของคุณพ่อและต่อหน้าทุกท่านในที่นี้ว่า ดิฉันจะเข้ามาดูแล บริหาร และปกป้องบริษัทนี้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สานต่อเจตนารมณ์ที่คุณพ่อและคุณแม่ได้สร้างไว้ และจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำลายมันได้อีก”
สิ้นเสียงของฉัน เสียงปรบมือก็เริ่มดังขึ้นจากคณะกรรมการบริหารอาวุโส ก่อนจะค่อยๆ ลุกลามกลายเป็นเสียงปรบมือกึกก้องไปทั่วทั้งศาลา แววตาของทุกคนที่มองมาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและยอมรับในความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และความเฉลียวฉลาดของทายาทตัวจริง
ฉันหันกลับไปมองที่โลงไม้สักทองที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้า
ฉันเดินเข้าไปใกล้ วางมือลงบนขอบโลงไม้อย่างแผ่วเบา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าพร้อมกับหยาดน้ำตาเม็ดเล็กๆ ที่เอ่อล้นออกมาด้วยความโล่งอกและความคิดถึง
“คุณพ่อคะ… ไอริณทำสำเร็จแล้วนะคะ” ฉันกระซิบเบาๆ ในใจ “ไอริณปกป้องบ้าน ปกป้องบริษัท และปกป้องเกียรติยศของคุณพ่อไว้ได้แล้ว หลับให้สบายนะคะ พ่อไม่ต้องเป็นห่วงอะไรอีกต่อไปแล้วค่ะ”
สายลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านเข้ามาในศาลาอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับเป็นสัมผัสอันอบอุ่นที่คุณพ่อส่งมาโอบกอดฉันไว้เป็นครั้งสุดท้าย การต่อสู้อาจจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในเส้นทางธุรกิจข้างหน้า แต่ฉันรู้ดีว่า บนบัลลังก์ของอัครเมธากรุ๊ปแห่งนี้ ฉันพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำอย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อสานต่อตำนานของตระกูลอัครเมธากุลต่อไปตราบนานเท่านาน.