PART 3: การพิพากษาและจุดจบ (THE END)
ค่ำคืนแห่งความหรูหราอลังการ ณ ห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ งานฉลองครบรอบ 50 ปีของศิริวัฒนากุล กรุ๊ป ถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ แขกเหรื่อระดับมหาเศรษฐี นักธุรกิจชั้นนำ และนักการเมืองต่างตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง แสงแฟลชจากกล้องนักข่าวดังระยิบระยับไม่ขาดสาย
บนเวทีใหญ่ คุณวสวัต และ คุณหญิงเกสร ศิริวัฒนากุล ยืนเคียงข้าง รดา หญิงสาวที่สวมชุดราตรีสีแดงเพลิงประดับเพชรระยิบระยับ รอบคอของเธอคือสร้อยเพชรมูลค่า 30 ล้านบาทที่ภวินท์มอบให้ ใกล้กันนั้นคือ ภวินท์ อัครเดชโภคิน ในชุดทักซิโดสุดหรู ยืนส่งยิ้มอย่างภาคภูมิใจในฐานะคู่หมั้นและว่าที่พันธมิตรทางธุรกิจคนสำคัญ
“วันนี้ เพื่อความมั่นคงของศิริวัฒนากุล กรุ๊ป เราสองคนตัดสินใจที่จะส่งมอบหุ้นส่วนใหญ่ให้กับ ‘รดา’ ลูกสาวคนเดียวของเรา เพื่อให้เธอและคุณภวินท์ได้ร่วมกันนำพาธุรกิจก้าวต่อไปข้างหน้า” คุณวสวัตกล่าวผ่านไมโครโฟน ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้อง
รดายิ้มรับอย่างผู้ชนะ เธอกำลังจะจรดปากกาลงบนเอกสารสัญญาโอนหุ้นที่มีมูลค่านับหมื่นล้านบาท ภวินท์ยืนมองด้วยสายตาละโมบ ทุกอย่างกำลังจะเป็นไปตามแผนการชั่วร้ายที่พวกเขาสร้างมาตลอดหลายปี
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงหวานแต่ทรงพลังดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องบอลรูม ประตูบานคู่ขนาดใหญ่ถูกผลักเปิดออก ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม
ฉันสวมชุดเดรสยาวสีดำเรียบหรู ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างประณีต ขับเน้นดวงตาที่คมกริบและไฝเม็ดเล็กเหนือหัวคิ้วซ้ายให้โดดเด่น ทุกลมหายใจของแขกในงานหยุดชะงัก สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ฉันด้วยความตกตะลึง เพราะใบหน้าของฉันเหมือนกับถอดแบบมาจากคุณหญิงเกสรในวัยสาวอย่างไม่มีผิดเพี้ยน!
ภวินท์เบิกตากว้างจนแทบถลน หน้าถอดสีจนขาวซีดเหมือนคนเห็นผี “พะ… พิมพ์?! เธอมาที่นี่ได้ยังไง?!”
รดาหน้าเสีย มือที่ถือปากกาสั่นระริก “รปภ.! ลากยัยบ้าคนนี้ออกไปเดี๋ยวนี้! ใครปล่อยให้คนจรจัดเข้ามาในงาน!”
“คนจรจัดงั้นเหรอ?” ฉันก้าวขึ้นไปบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง สบสายตากับคุณหญิงเกสรที่กำลังยืนตะลึง น้ำตาคลอเบ้า “ฉันต่างหากที่เป็นลูกสาวตัวจริงของคุณแม่เกสร! ไม่ใช่ลูกของอดีตคนรับใช้ที่พวกคุณชุบเลี้ยงไว้อย่างหน้าด้าน ๆ คนนี้!”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทันที กานต์ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ส่งสัญญาณให้ทีมงานฉายภาพขึ้นจอโปรเจกเตอร์ขนาดยักษ์กลางเวที
หน้าจอไม่ได้แสดงพรีเซนเทชันของบริษัท แต่กลับปรากฏผลตรวจ DNA อย่างเป็นทางการที่ระบุชัดเจนว่าฉันคือบุตรสาวแท้ ๆ ของคุณหญิงเกสร ตามมาด้วยคลิปเสียงบันทึกการสนทนาระหว่างภวินท์กับรดาในโรงพยาบาล รวมถึงหลักฐานสเตตเมนต์การโอนเงินที่รดาจ่ายให้กับแม่บุญธรรมของฉันเพื่อปิดปากตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“ภวินท์ ตรวจสอบให้ดี อย่าให้มันรู้เรื่องผลตรวจ DNA เด็ดขาด ถ้ายัยพิมพ์รู้ว่าตัวเองเป็นทายาทตัวจริงของตระกูล ทุกอย่างที่ฉันมีจะพังหมด!”
เสียงของรดาดังกระหึ่มชัดเจนทั่วทั้งห้องโถง สื่อมวลชนนับสิบสำนักรัวชัตเตอร์และเริ่มถ่ายทอดสดเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้ออกไปสู่สายตาคนทั้งประเทศทันที
“ไม่จริง! เอกสารปลอม! นังนี่มันเป็นบ้า!” รดากรีดร้อง คว้าแฟ้มเอกสารปาใส่ฉันอย่างบ้าคลั่ง แต่ฉันหลบได้อย่างง่ายดาย
คุณหญิงเกสรเดินปรี่เข้ามา ผลักรดาออกไปให้พ้นทาง แล้วตรงเข้ามากุมมือฉัน สายตาของท่านจับจ้องที่ไฝเหนือคิ้วและใบหน้าของฉันด้วยความสั่นเทา “ลูก… ลูกแม่จริง ๆ ใช่ไหม? พระพุทธเจ้าคุ้มครอง… สายตาแบบนี้ รอยยิ้มแบบนี้ ลูกแม่!” คุณหญิงเกสรสวมกอดฉันทั้งน้ำตา คุณวสวัตผู้เป็นพ่อก็รีบเข้ามาโอบกอดเราสองคนไว้ ความอบอุ่นที่แท้จริงของครอบครัวที่ฉันโหยหามาทั้งชีวิต บัดนี้ได้กลับคืนมาแล้ว
ภวินท์พยายามก้าวเข้ามาหาฉัน ทำหน้าตาน่าสงสารและพยายามแก้ตัว “พิมพ์… ฟังพี่ก่อนนะ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด พี่รักพิมพ์จริง ๆ นะครับ พี่ยอมลำบากแกล้งจนเพื่อจะได้อยู่เคียงข้างพิมพ์ไง—”
เพียะ!
ฝ่ามือของฉันฟาดลงไปบนใบหน้าของเขาอย่างแรงจนหน้าหัน เสียงตบดังสะท้อนไปทั่วห้องจัดเลี้ยง
“หยุดปากเน่า ๆ ของแกเดี๋ยวนี้ ภวินท์!” ฉันมองเขาด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ “แกแกล้งจนเพื่อกักขังฉัน แกปล่อยให้ฉันทำงานหนักจนแท้งลูกของเราในไส้! แกกับนังรดาร่วมมือกันฆ่าลูกของฉันเพื่อเศษเงินและความโลภของพวกแก!”
ตำรวจนอกเครื่องแบบที่กานต์ประสานงานไว้ล่วงหน้า ก้าวขึ้นมาบนเวทีพร้อมหมายจับ “คุณภวินท์ และ คุณรดา พวกคุณถูกจับกุมในข้อหาฉ้อโกง สมรู้ร่วมคิดในการลักพาตัวและปกปิดสถานะบุคคล และหลักฐานการฟอกเงินข้ามชาติจากคดีเก่า”
ใบหน้าของภวินท์และรดาถอดสีโดยสิ้นเชิง รดาทรุดลงไปกองกับพื้น กรีดร้องโวยวายเหมือนคนเสียสติ ขณะที่ภวินท์ถูกใส่กุญแจมือต่อหน้ากล้องสื่อมวลชนทุกสำนัก ชื่อเสียงของตระกูลอัครเดชโภคินพังทลายลงในพริบตา หุ้นบริษัทของเขาดิ่งเหวตั้งแต่นาทีนั้น
ฉันก้มลงมองแหวนแต่งงานราคาถูกที่ฉันถอดออกมาจากนิ้ว แล้วโยนมันลงแทบเท้าของภวินท์
“เอาเศษขยะของแกคืนไป… แล้วจำไว้ว่า ต่อให้แกต้องเน่าตายอยู่ในคุก มันก็ยังชดใช้ชีวิตลูกของฉันไม่ได้!”
หนึ่งปีต่อมา…
ฉันในฐานะ พิมพ์พิศา ศิริวัฒนากุล ทายาทผู้สืบทอดอย่างถูกต้อง เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารและนำพาธุรกิจของครอบครัวเติบโตอย่างมั่นคง ฉันก่อตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือแม่และเด็กที่ถูกทารุณกรรมเพื่ออุทิศให้กับลูกน้อยที่อยู่บนฟ้า
ส่วนรดาและภวินท์ ถูกศาลตัดสินจำคุกคนละ 25 ปีโดยไม่รอลงอาญา ทรัพย์สินทั้งหมดของภวินท์ถูกยึดทรัพย์จนล้มละลาย ชายผู้เคยเย่อหยิ่งต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างทุกข์ทรมานในห้องขังแคบ ๆ มืดมิด… ชดใช้ความผิดที่เขาได้ก่อไว้ไปจนวันตาย.