ตอนที่ 3 (Part 3): จุดจบของคนทรยศและการเริ่มต้นใหม่ (End)

ตอนที่ 3 (Part 3): จุดจบของคนทรยศและการเริ่มต้นใหม่ (End)

ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงตบหน้าดังฉาดใหญ่!

ไม่ใช่ฉันที่ลงมือ แต่เป็นพ่อของพิมพ์ ชายวัยกลางคนร่างท้วมในชุดสูทภูมิฐานที่เดินปรี่เข้ามาด้วยใบหน้าแดงก่ำจากความเดือดดาล เขาตบหน้าภัทรซ้ำอีกหนึ่งฉาดจนภัทรล้มคะมำลงไปกองกับพื้นพรมแดง

“ไอ้สิบแปดมงกุฎ! ไอ้คนไร้ยางอาย!” ชายสูงวัยตวาดลั่นจนเพดานบ้านสั่นสะเทือน “แกกล้าดียังไงมาหลอกต้มตุ๋นลูกสาวฉัน! เอาเงินค่าสินสอดที่ฉันโอนล่วงหน้ามาคืนเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะส่งคนไปลากคอแกเข้าคุก!”

“คุณพ่อคะ พิมพ์อับอายขายหน้าที่สุดเลย!” พิมพ์ร่ำไห้จนมาสคาร่าเลอะเปรอะเปื้อนใบหน้าสวยงาม หล่อนกระชากเวลคลุมผมเจ้าสาวทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี ก่อนที่พ่อแม่และญาติฝั่งเจ้าสาวจะพากันกรูเข้ามาเก็บข้าวของและลากตัวพิมพ์เดินออกจากบ้านไป โดยไม่หันกลับมามองภัทรที่นอนครวญครางอยู่บนพื้นแม้แต่น้อย

ห้องนั่งเล่นตกอยู่ในความพินาศ ข้าวของ ดอกไม้ประดับถูกเหยียบย่ำกระจัดกระจาย แขกเหรื่อคนอื่นๆ ของภัทรต่างรีบก้มหน้าทยอยเดินหนีออกจากบ้านด้วยความอับอาย ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสบตากับฉัน

ตอนนี้เหลือเพียงฉัน ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของความไว้ใจ ตรงหน้าคือภัทรที่ยังนั่งคุกเข่าก้มหน้าร้องไห้ และป้าพรที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้างเสาบ้าน

“รินดา…” ภัทรเงยหน้าขึ้นมา ทั้งน้ำตาและเลือดกบปาก “ผมขอโทษ… ผมหน้ามืดตามัวไปเอง ยกโทษให้ผมเถอะนะ เราเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม ผมรักคุณจริงๆ นะรินดา…”

ฉันมองดูผู้ชายคนนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความรัก ความผูกพัน ความห่วงใยที่เคยมีให้มาตลอดหลายปี บัดนี้ระเหิดหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความสมเพชเวทนา

“เริ่มต้นใหม่เหรอ?” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ใดๆ “สามปีที่ฉันบินข้ามน้ำข้ามทะเล ทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด ฉันไม่เคยบ่นแม้แต่คำเดียวเพราะคิดว่าเรากำลังช่วยกันสร้างอนาคต แต่คุณกลับใช้บ้านของฉัน ใช้เงินของฉัน มาจัดงานแต่งงานซ้อนเพื่อเกาะผู้หญิงคนอื่นกิน… คุณคิดว่าฉันโง่ขนาดนั้นเลยเหรอภัทร?”

“รินดา แม่ขอร้องล่ะ…” ป้าพรละล่ำละลักเดินเข้ามายกมือไหว้ฉัน “เห็นแก่แม่เถอะนะ อย่าเอาเรื่องภัทรเลยนะลูก ถ้าเรื่องนี้ถึงตำรวจ อนาคตภัทรพังหมดแน่ๆ”

“ตอนที่พวกคุณรวมหัวกันหลอกฉัน ไม่เห็นมีใครคิดถึงอนาคตของฉันเลยนี่คะ?” ฉันตัดบทเสียงแข็ง “หยุดเรียกตัวเองว่าแม่เถอะค่ะ เพราะตั้งแต่วินาทีนี้ไป เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก”

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อโทรเรียกตำรวจ แต่เพื่อต่อสายตรงหาทนายความประจำตัวที่ฉันเคยปรึกษาเรื่องพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า

“สวัสดีค่ะคุณทนาย รินดาเองนะคะ… รบกวนส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านเข้ามาที่บ้านรินดาตอนนี้เลยค่ะ และเตรียมร่างเอกสารฟ้องหย่า พร้อมฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเป็นชู้และฉ้อโกงด้วยนะคะ พยานและหลักฐานครบถ้วนค่ะ”

เมื่อได้ยินคำว่า ‘ฟ้องร้อง’ ภัทรก็หน้าซีดจนกลายเป็นสีขาวกระดาษ เขารู้ดีว่าหากเรื่องนี้ขึ้นสู่ชั้นศาล ทั้งเขาและครอบครัวไม่มีทางสู้ได้เลย เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ ทรัพย์สินทุกชิ้น มีเส้นทางการเงินที่ชัดเจนว่ามาจากน้ำพักน้ำแรงของฉันเพียงคนเดียว

“ฉันให้เวลาพวกคุณครึ่งชั่วโมง” ฉันชี้ไปที่ประตูบ้าน “เก็บเศษขยะและของใช้ส่วนตัวของพวกคุณออกไปจากบ้านฉันให้หมด ถ้าหลังจากสามสิบนาทีนี้ฉันยังเห็นหน้าใครอยู่ ฉันจะแจ้งข้อหาบุกรุกเคหสถานในเวลากลางวันทันที!”

ไม่มีใครกล้าต่อรองอะไรอีกต่อไป ป้าพรและน้องสาวรีบวิ่งวุ่นเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าของภัทรและข้าวของส่วนตัวอย่างทุลักทุเล ภัทรพยายามจะเดินเข้ามาหาฉันอีกครั้งเพื่อขอความเห็นใจ แต่ฉันเพียงแค่เดินผ่านเขาไป เปิดประตูรั้วบ้านให้กว้างที่สุดเพื่อรอรับเจ้าหน้าที่รปภ. ที่กำลังเดินทางมาถึง

ครึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มที่เคยหยิ่งผยองและครอบครัวที่เคยเกาะกินฉัน เดินลากกระเป๋าออกจากบ้านไปในสภาพที่น่าเวทนา ไม่มีทั้งงาน ไม่มีทั้งเงิน ไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน และชื่อเสียงในแวดวงสังคมของเขาก็พังทลายลงอย่างไม่มีวันกอบกู้ได้อีก

เมื่อความวุ่นวายสิ้นสุดลง ประตูบ้านถูกปิดสนิท ฉันยืนอยู่คนเดียวกลางห้องนั่งเล่นที่เงียบสงัด

ความเจ็บปวดที่กักเก็บไว้เริ่มเอ่อล้นออกมาทางดวงตา น้ำตาหยดแรกรินไหลอาบแก้ม ฉันทิ้งตัวลงนั่งบนบันไดบ้าน ร้องไห้ออกมาอย่างสุดเสียง ร้องไห้ให้กับความรักที่โง่เขลา ร้องไห้ให้กับความไว้ใจที่ถูกเหยียบย่ำ และร้องไห้ให้กับช่วงเวลาสามปีที่สูญเสียไปกับคนไม่รักดี

แต่การร้องไห้ครั้งนี้… เป็นการร้องไห้เพื่อชำระล้างอดีต

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา กระบวนการทางกฎหมายดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ภัทรจำใจต้องเซ็นใบหย่าและยอมชดใช้หนี้สินตามข้อตกลงโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ฉันจ้างบริษัททำความสะอาดเข้ามาขนย้ายเฟอร์นิเจอร์เก่าทั้งหมดไปทิ้ง และตกแต่งห้องนั่งเล่นใหม่ทั้งหมดในโทนสีขาวสว่าง สดใส และปลอดโปร่ง

เช้าวันใหม่มาถึง แสงแดดอบอุ่นสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาในห้อง ฉันยืนมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก สวมชุดยูนิฟอร์มลูกเรือที่รีดเรียบกริบ รอยยิ้มที่มั่นใจและเข้มแข็งกลับคืนมาสู่ใบหน้าอีกครั้ง

โทรศัพท์มือถือสั่นแจ้งเตือน: “เที่ยวบิน TG676 กรุงเทพฯ – ฮาเนดะ พร้อมสำหรับการปฏิบัติหน้าที่”

ฉันหยิบคีย์การ์ด ลากกระเป๋าเดินทางก้าวพ้นประตูบ้าน ลมหายใจยามเช้าช่างสดชื่นกว่าทุกวันที่ผ่านมา เที่ยวบินที่เคยถูกยกเลิกในวันนั้น ไม่ใช่เคราะห์ร้าย แต่มันคือปาฏิหาริย์ที่ช่วยดึงฉันออกจากขุมนรก และเปิดโอกาสให้ฉันได้กางปีกบินทะยานสู่ท้องฟ้ากว้างอีกครั้ง… ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

Leave a Comment