ตอนที่ 3: บทอวสานของความถือดี
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายของฉันเริ่มฟื้นตัว บาดแผลผ่าตัดแห้งสนิทดีจนแพทย์อนุญาตให้กลับมาพักฟื้นต่อที่คอนโดมิเนียมของพี่ภาได้ บรรยากาศในห้องนั่งเล่นอบอวลไปด้วยกลิ่นแป้งเด็กและนมผง เสื้อผ้าเด็กอ่อนสีขาวและฟ้าถูกแขวนตากไว้อย่างเป็นระเบียบริมระเบียงแดดส่องถึง ชีวิตที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหวังกำลังเริ่มต้นขึ้น
จนกระทั่งถึงวันเสาร์… วันที่ควรจะเป็นวันมงคลที่สุดในชีวิตของกรันต์
ฉันนั่งให้นมลูกอยู่ที่โซฟา โดยเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้เป็นเพื่อน เสียงผู้ประกาศข่าวด้านสังคมบันเทิงรายงานข่าวด่วนที่กลายเป็นกระแสร้อนแรงที่สุดบนโลกออนไลน์ “วิวาห์ล่มกลางคัน! ทายาทหมื่นล้านเครือเมธาวีรกุลถูกเจ้าสาวเทกลางงาน หลังมีภาพหลุดและคลิปเสียงบุกโรงพยาบาลทวงสิทธิ์ลูกจากอดีตภรรยา”
ภาพข่าวแสดงให้เห็นความโกลาหลภายในโรงแรมหรูระดับหกดาวใจกลางกรุงเทพฯ ซุ้มดอกไม้ราคาแพงระยับถูกทิ้งร้าง แขกเหรื่อระดับวีไอพีต่างพากันทยอยเดินทางกลับ และมีภาพของณิชาในชุดเจ้าสาวหางปลาสีขาวบริสุทธิ์ กำลังสะบัดหน้าหนีออกจากงานพร้อมกับบิดามารดาของเธอ โดยมีกรันต์วิ่งตามไปพยายามขอร้อง แต่ถูกการ์ดของฝ่ายหญิงกันตัวไว้
ฉันนั่งมองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ไม่มีความสะใจ และไม่มีความสงสาร หกเดือนที่ผ่านมา ฉันได้เรียนรู้ว่ากรรมใดใครก่อ คนนั้นย่อมต้องเป็นผู้รับผล การที่เขายังคงหลงระเริงในอำนาจ คิดว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่างแม้กระทั่งความรู้สึกของคน สุดท้ายมันก็ย้อนกลับมาทำลายภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบที่เขาสร้างขึ้นเอง
เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้นอย่างใจเย็น ฉันกับพี่ภาหันไปมองหน้ากัน พี่ภาทำท่าจะเดินไปส่องตาแมว แต่ฉันส่งลูกให้พี่ภาอุ้มไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูด้วยตัวเอง
หน้าห้องพักไม่ได้มีกองทัพนักข่าวหรือทนายความอย่างที่ฉันนึกกลัว มีเพียงกรันต์… ในสภาพที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมาก่อนในชีวิต
เขาไม่ได้ใส่สูทเรียบกริบอีกต่อไป เสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอ ยับยู่ยี่ ผมเผ้าไม่เป็นทรง ดวงตาที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้ลึกโหลและแดงก่ำจากการอดนอน กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ลอยออกมาจากตัวเขา แต่ท่าทางของเขาในวันนี้ไม่มีความเกรี้ยวกราดหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
“รินทร์…” เขาเอ่ยเรียกชื่อฉันด้วยเสียงแหบแห้ง
“คุณมาทำไมที่นี่อีกคะ กรันต์? งานแต่งงานของคุณล่ะ?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ยืนพิงกรอบประตูไว้โดยไม่เปิดทางให้เขาเข้ามา
กรันต์ก้มหน้าลง มองดูปลายรองเท้าหนังที่เปื้อนฝุ่นของตัวเอง “มันพังหมดแล้ว… ณิชารู้เรื่องทั้งหมด เธอไม่ยอมแต่งงานกับคนที่ยังมีเรื่องคาราคาซัง และพ่อแม่ของเธอก็สั่งยกเลิกสัญญาร่วมทุนกับบริษัทของผมทั้งหมด…”
“นั่นคือสิ่งที่คุณเลือกเองตั้งแต่แรก”
“ผมรู้… ผมรู้แล้ว” กรันต์เงยหน้าขึ้น น้ำตาของลูกผู้ชายที่หยิ่งในศักดิ์ศรีไหลอาบแก้ม “ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไม่ได้นอนเลยแม้แต่คืนเดียว ภาพที่คุณกอดลูก ภาพแววตาที่คุณมองผมด้วยความเกลียดชัง มันตามหลอกหลอนผมตลอดเวลา ผมจ้างนักสืบไปหาข้อมูลมา… ผมถึงได้รู้ว่าช่วงหกเดือนที่คุณอุ้มท้อง คุณต้องผ่านอะไรมาบ้าง คุณต้องทำงานรับจ้างแปลเอกสารดึกดื่นเพื่อเก็บเงินค่าคลอด คุณต้องนั่งรถเมล์ไปโรงพยาบาลรัฐคนเดียว ในขณะที่ผมกำลังใช้เงินเป็นล้านๆ เพื่อจัดงานแต่งงานบ้าบอนั่น…”
เขาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฉันตรงทางเดินหน้าห้อง ร่างสูงใหญ่สั่นเทาด้วยแรงสะอื้น
“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อแย่งลูกไปจากคุณอีกแล้วรินทร์… ผมไม่ได้ต้องการเอาชนะใครทั้งนั้น” เขายกมือขึ้นไหว้ฉันอย่างที่เขาไม่เคยทำกับใครมาก่อนในชีวิต “ผมแค่… อยากมาขอโทษ ขอโทษสำหรับสามปีที่ผ่านมาที่ผมทำให้คุณต้องเจ็บปวด ขอโทษที่ผมเคยดูถูกน้ำตาของคุณ ขอโทษที่ผมไม่เคยเป็นสามีที่ดี และขอโทษที่ผมไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะได้ยินเสียงลูกเรียกผมว่าพ่อ…”
ฉันมองดูผู้ชายตรงหน้า ชายคนที่เคยคิดว่าตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล บัดนี้แหลกสลายลงต่อหน้าความจริงที่เขาไม่อาจแก้ไขได้
“กรันต์ ลุกขึ้นเถอะค่ะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงสงบ “ฉันไม่ได้เกลียดคุณแล้ว และฉันก็ไม่ได้ต้องการเห็นคุณพังทลายแบบนี้ การให้อภัยของฉันไม่ได้แปลว่าฉันจะยอมให้คุณกลับเข้ามาในชีวิต แต่ฉันให้อภัยเพื่อให้ใจของฉันและลูกเป็นอิสระจากความเจ็บปวดในอดีต”
ฉันเอี้ยวตัวกลับไปมองในห้อง พี่ภายืนอุ้มเด็กน้อยอยู่ตรงนั้น ทารกกำลังนอนหลับตาพริ้ม ไม่รับรู้ถึงมรสุมชีวิตของผู้ใหญ่
“เด็กคนนี้ชื่อ ‘น้องภีม’ ค่ะ แปลว่าผู้มีความกล้าหาญ” ฉันหันกลับมาบอกเขา “ในสูติบัตร ฉันไม่ได้ระบุชื่อพ่อ เพราะในวันที่เขาเกิดมา มีเพียงฉันคนเดียวที่พร้อมจะรับผิดชอบชีวิตของเขา แต่เมื่อเขาโตขึ้น หากวันหนึ่งเขาถามถึงพ่อ ฉันสัญญาว่าจะไม่โกหกเขา ฉันจะบอกว่าพ่อของเขาเป็นใคร และถ้าเขาสมัครใจอยากเจอคุณ ฉันจะไม่ห้าม… แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น กรุณาอย่าก้าวล้ำเข้ามาทำลายความสงบในชีวิตของเราอีกเลยนะคะ”
กรันต์สะอื้นหนักขึ้น เขาพยักหน้ารับอย่างจำนนด้วยหัวใจที่แหลกเหลว “ขอบคุณนะรินทร์… ขอบคุณที่ยังเมตตาคนเลวๆ อย่างผม”
เขายื่นซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่ข้างตัวให้ฉัน “นี่เป็นกองทุนการศึกษาและประกันสุขภาพระยะยาวที่ผมทำให้ภีม… ผมไม่ได้หวังให้คุณยกโทษให้ แต่ขอให้ผมได้ทำหน้าที่ส่งเสียค่าเล่าเรียนและค่ารักษาพยาบาลของเขา ได้โปรด… อย่าปฏิเสธมันเลยนะ ถือว่าทำเพื่ออนาคตของลูก”
ฉันมองซองเอกสารนั้นอยู่นาน ก่อนจะยื่นมือไปรับมา “ฉันจะเก็บไว้ในฐานะเงินสำรองเพื่ออนาคตของภีม ขอบคุณค่ะ”
กรันต์ค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นยืน เขามองเข้าไปในห้องพัก มองไปยังมุมที่มีเปลเด็กตั้งอยู่เป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความอาลัย และความสูญเสียอย่างประเมินค่าไม่ได้ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปตามทางเดินแคบๆ แผ่นหลังที่เคยผึ่งผายค้อมลงอย่างโดดเดี่ยว
ฉันปิดประตูห้องลงเบาๆ ล็อกกลอนอย่างแน่นหนา จากนั้นจึงเดินกลับไปหาลูกน้อยในอ้อมแขนของพี่ภา ฉันรับตัวลูกกลับมาแนบอก กลิ่นหอมสะอาดของเด็กแรกเกิดทำให้หัวใจที่เคยหนักอึ้งเบาสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
แดดยามบ่ายส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาเป็นประกายสีทอง อดีตอันเจ็บปวดได้ผ่านพ้นไปพร้อมกับสายฝนที่เหือดแห้ง และนับจากนี้ไป บนเส้นทางชีวิตสายใหม่ จะมีเพียงฉันและลูกที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความเข้มแข็ง ความรัก และศักดิ์ศรีที่ไม่มีใครสามารถพรากไปได้อีกตลอดกาล.