ตอนที่ 3 (PARTE 3) – จบบริบูรณ์

ตอนที่ 3 (PARTE 3) – จบบริบูรณ์

การผ่าตัดของแม่ผ่านพ้นไปด้วยดี แม้แม่จะต้องนอนพักฟื้นและทำกายภาพบำบัดอีกหลายเดือน แต่รอยยิ้มของแม่เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นฉัน พ่อ น้องชาย และน้องแพรอยู่กันพร้อมหน้า คือยาชูกำลังที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน

น้องชายของฉัน ‘เป้’ ที่ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่เชียงใหม่ เดินเข้ามาตบไหล่ฉันเบาๆ “พี่ปราง ไม่ต้องกลับไปบ้านนั้นอีกแล้วนะ ผมเช่าตึกแถวเปิดบริษัทเล็กๆ ที่ตัวเมืองสุพรรณฯ ได้แล้ว ผมจะรับพ่อกับแม่ไปอยู่ด้วย พี่กับน้องแพรก็มาอยู่ด้วยกัน ผมมีกำลังพอที่จะเลี้ยงดูทุกคนในบ้าน พี่ไม่ต้องไปเป็นคนรับใช้ให้บ้านไหนอีกแล้ว”

ฉันมองหน้าน้องชาย น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลริน เก้าปีที่ฉันทุ่มเทให้กับครอบครัวของอนันต์ ฉันคิดว่าการเป็นภรรยาที่ดีคือการยอมจำนนและแบกรับทุกอย่าง แต่สุดท้าย คนที่พร้อมจะโอบอุ้มฉันในวันที่ฉันล้มลง คือครอบครัวสายเลือดเดียวกันที่ฉันเคยละเลยไปเพื่อดูแลคนอื่น

สองสัปดาห์ต่อมา ในขณะที่แม่ย้ายกลับมาพักฟื้นที่บ้านสวนของพ่อที่สุพรรณบุรี เสียงแตรรถยนต์ก็ดังขึ้นหน้าบ้าน

รถกระบะของอนันต์จอดสนิท ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างของอนันต์ที่ก้าวลงมา สภาพของเขาเปลี่ยนไปจนฉันแทบจำไม่ได้ ใบหน้าซูบตอบ ขอบตาดำคล้ำ หนวดเคราขึ้นรกรุงรัง เสื้อผ้าที่เคยรีดเรียบกลับยับยู่ยี่ และที่เบาะข้างมีแม่พรนั่งหน้าบึ้งตึงอยู่

อนันต์เดินปรี่เข้ามาหาฉันที่กำลังช่วยแม่พยุงเดินอยู่ใต้ถุนบ้าน “ปราง! ทำไมเธอถึงบล็อกเบอร์ฉัน? รู้ไหมว่าที่บ้านวุ่นวายขนาดไหน!”

ฉันหันไปสบตาเขาด้วยความสงบนิ่ง “คุณมีธุระอะไรที่นี่?”

คำว่า ‘คุณ’ ที่ฉันใช้แทนสรรพนามเดิมทำให้อนันต์ชะงักไป เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ท่าทีหยิ่งยโสที่เคยมีเริ่มอ่อนลง “กลับบ้านเราเถอะปราง… ฉันมารับเธอกับลูกกลับบ้าน พ่อป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลเพราะกินยาผิดขนาด ฉันต้องลางานมาเฝ้าจนหัวหน้าขู่จะไล่ออก ส่วนแม่ก็ล้มในห้องน้ำจนหลังเดาะ ไม่มีใครคอยทำกับข้าว ไม่มีใครซักผ้า บ้านเละเทะไปหมดแล้ว ฉันไม่ไหวแล้วปราง… เธอต้องกลับไปช่วยฉันนะ”

ฉันฟังสิ่งที่เขาพูดแล้วเกือบจะหัวเราะออกมา สิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมด ไม่มีคำว่า ‘คิดถึง’ ไม่มีคำว่า ‘เป็นห่วงแม่ของฉัน’ ไม่มีคำว่า ‘ขอโทษ’ มีแต่ความเดือดร้อนของตัวเอง และความต้องการให้ฉันกลับไปเป็นทาสรับใช้เหมือนเดิม

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ อนันต์?” ฉันถามกลับเสียงเรียบ

“ทำไมจะไม่เกี่ยว! เธอเป็นเมียฉันนะ!”

แม่พรที่นั่งอยู่ในรถทนไม่ไหว เปิดประตูแล้วเดินกระย่องกระแย่งลงมา ชี้หน้าด่าฉันเหมือนเคย “นังปราง! อย่ามาเล่นตัวให้มากนัก ลูกชายฉันอุตส่าห์ขับรถข้ามจังหวัดมารับถึงที่ ยังไม่รีบเก็บของตามกลับไปอีก นึกว่าแม่แกหายดีแล้วจะมีปัญญาไปทำมาหากินอะไรได้ เกาะเขากินมาตั้งกี่ปี สำนึกบุญคุณซะบ้าง!”

ทันใดนั้น พ่อของฉันที่นั่งเหลาไม้ไผ่อยู่ข้างบ้านก็ลุกขึ้นยืน เดินตรงเข้ามาขวางหน้าแม่พรและอนันต์ไว้ สายตาของชายชราวัยเจ็ดสิบเต็มไปด้วยประกายแห่งความเด็ดเดี่ยว

“ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!” พ่อพูดด้วยเสียงดังก้องกังวาน “ลูกสาวของฉัน ฉันเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่เคยให้ใครมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรี เก้าปีที่ลูกฉันไปยอมก้มหัวรับใช้พวกแก มันเกินพอแล้ว! ถ้าพวกแกดูแลพ่อแม่ตัวเองไม่ได้ ก็อย่าสะเออะไปมีครอบครัว!”

“ลุง! นี่มันเรื่องผัวเมียนะ!” อนันต์พยายามเถียง

“ผัวที่ทิ้งลูกสาวฉันในวันที่แม่ยายเข้าห้องฉุกเฉิน ผัวที่บอกว่าแม่ของเมียไม่ใช่แม่ตัวเอง… มันไม่มีค่าพอจะเรียกว่าผัวหรอก!” พ่อตวาดกลับอย่างไม่เกรงกลัว

ฉันแตะแขนพ่อเบาๆ เพื่อให้พ่อใจเย็นลง จากนั้นฉันเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับอนันต์ตรงๆ ฉันยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลที่เตรียมไว้ออกมาส่งให้เขา

อนันต์รับไปเปิดดูด้วยความตกใจ “ใบหย่า?! ปราง… เธอจะบ้าเหรอ แค่เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องหย่าเลยเหรอ?”

“แค่เรื่องแค่นี้เหรอ?” ฉันยิ้มสมเพช “สำหรับคุณ การที่ฉันต้องทนทุกข์ทรมาน ไร้ตัวตน ไร้ศักดิ์ศรีมาเก้าปี มันคือ ‘แค่เรื่องแค่นี้’ ใช่ไหม? อนันต์… ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันรักคุณ ฉันเคารพพ่อแม่ของคุณเหมือนพ่อแม่แท้ๆ แต่สิ่งที่คุณตอบแทนฉัน คือคำพูดที่ว่าแม่ฉันไม่ใช่แม่คุณ คุณไม่เห็นค่าในความรักและความเสียสละของฉันเลยแม้แต่นิดเดียว”

“ฉันขอโทษ… วันนั้นฉันแค่โมโห ฉันเหนื่อยจากงาน” อนันต์เริ่มละล่ำละลัก พยายามจะเอื้อมมือมาจับแขนฉัน แต่ฉันถอยหนี

“เซ็นใบหย่าซะ” ฉันบอกเสียงแข็ง “เรื่องสิทธิ์เลี้ยงดูน้องแพร ฉันเป็นคนดูแลคนเดียว คุณไม่ต้องส่งเสียค่าเลี้ยงดูแม้แต่บาทเดียว เพราะฉันกับน้องชายมีปัญญาเลี้ยงลูกของฉันได้ แต่ถ้าคุณไม่ยอมเซ็น ฉันจะฟ้องหย่า และฉันจะคิดค่าจ้างดูแลพ่อแม่คุณย้อนหลังเก้าปีตามกฎหมาย!”

แม่พรหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินคำว่าฟ้องร้องและคิดเงินย้อนหลัง รีบดึงแขนลูกชาย “อนันต์ เซ็นๆ ให้มันจบไปเถอะ ผู้หญิงพรรค์นี้จะไปได้สักกี่น้ำ ปล่อยมันไป แกหาใหม่ได้ดีกว่านี้ร้อยเท่า!”

อนันต์มองใบหย่าในมือ สลับกับมองหน้าฉันที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวไร้เยื่อใย เขารู้ดีว่าผู้หญิงที่เคยยอมเขาทุกอย่าง คนที่เคยวิ่งตามเขาทุกฝีก้าว… ได้ตายจากไปแล้ว เหลือเพียงแม่คนหนึ่งที่พร้อมจะสู้เพื่อศักดิ์ศรีและลูกของตัวเอง

ด้วยความอับอายและความกดดัน อนันต์จำใจหยิบปากกาในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาเซ็นชื่อลงบนใบหย่าด้วยมือที่สั่นเทา

“เธอจะต้องเสียใจที่ทิ้งฉันไป ปราง” อนันต์กัดฟันพูดทิ้งท้าย

“ฉันเสียใจมาเก้าปีแล้วค่ะ” ฉันตอบกลับอย่างหนักแน่น “แต่วันนี้… จะเป็นวันแรกที่ฉันมีความสุข”

อนันต์และแม่พรเดินคอตกกลับขึ้นรถกระบะแล้วขับออกไปจากบ้านสวน ทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันจางๆ และความเงียบสงบที่กลับคืนมาสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ

น้องแพรวิ่งเข้ามากอดเอวฉันไว้แน่น ใบหน้าเล็กๆ เปื้อนยิ้มสดใส “แม่จ๋า ต่อไปนี้พวกเราจะได้อยู่ที่นี่ตลอดไปแล้วใช่ไหมคะ?”

ฉันก้มลงอุ้มลูกสาวขึ้นมากอด หันไปมองพ่อกับแม่ที่ยืนส่งยิ้มให้ด้วยความอบอุ่น และน้องชายที่กำลังยกของเข้าบ้านเพื่อเตรียมเปิดร้านใหม่

สายลมแห่งทุ่งสุพรรณบุรีพัดผ่าน นำพาเอาความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า และพันธนาการที่เคยกักขังฉันมานานเก้าปีให้ลอยหายไปกับอดีต ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอาอิสรภาพและพลังชีวิตใหม่เข้ามาในหัวใจ

จากวันนี้ไป ฉันไม่ได้เป็น ‘คนอยู่บ้าน’ ของใครอีกแล้ว… ฉันคือ ‘ปราง’ ผู้หญิงที่มีคุณค่า และเป็นแม่ที่จะสร้างอนาคตที่สดใสให้กับลูกสาวด้วยมือของตัวเอง.

Leave a Comment