ตอนที่ 3 (จบบริบูรณ์): บทเรียนราคาแพงและบทสรุปของผู้พ่ายแพ้

ตอนที่ 3 (จบบริบูรณ์): บทเรียนราคาแพงและบทสรุปของผู้พ่ายแพ้

สองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศภายในศาลจังหวัดตลิ่งชันเงียบสงบและเต็มไปด้วยความกดดัน วันนี้เป็นการนัดไกล่เกลี่ยและไต่สวนมูลฟ้องนัดแรกในคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และคดีเรียกร้องทรัพย์สินคืน

ฉันนั่งอยู่ข้างพี่กรในชุดสูททำงานสีเทาเรียบหรู ใบหน้าแต่งแต้มอย่างสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ตรงข้ามกับอีกฝั่งของห้องพิจารณาคดี นนท์ ลุงสมศักดิ์ และป้าลัดดา นั่งคอตกรออยู่ สภาพของพวกเขาในวันนี้แตกต่างจากวันที่ยืนถือไมค์กราดเกรี้ยวในงานแต่งงานอย่างสิ้นเชิง

ลุงสมศักดิ์ดูแก่ชราลงไปถนัดตา ผมหงอกขาวขึ้นเต็มศีรษะ ใบหน้าซูบตอบจากความเครียดสะสม เพราะธุรกิจร้านวัสดุก่อสร้างที่หวังจะเอาเงิน 660,000 บาทไปหมุนเวียนนั้น กลับต้องพังทลายลงเพราะกระแสสังคมคว่ำบาตรจนไม่มีใครกล้าทำธุรกิจด้วย ส่วนป้าลัดดาก็นั่งกระสับกระส่าย คอยบิดมือตัวเองไปมาด้วยความหวาดกลัวต่อโทษจำคุก และนนท์ที่เพิ่งถูกบีบให้ลาออกจากงานประจำ นั่งก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับฉัน

ผู้พิพากษาและผู้ประนีประนอมประจำศาลเปิดการไต่สวนด้วยการตรวจสอบพยานหลักฐาน

ทนายความของฝั่งนนท์ซึ่งดูเหมือนจะรู้ตัวดีว่าไม่มีทางสู้คดีได้ พยายามเอ่ยขอเจรจาไกล่เกลี่ยตั้งแต่เริ่ม

“ท่านครับ ฝ่ายจำเลยสำนึกผิดในการกระทำแล้ว และยินดีที่จะขอโทษโจทก์อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งลบโพสต์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องครับ ทางเราขอความกรุณาให้โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญา เพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีตได้ไหมครับ” ทนายของพวกเขากล่าวเสียงอ่อย

พี่กรหันไปสบตากับฉัน ฉันพยักหน้าเล็กน้อย พี่กรจึงลุกขึ้นแถลงต่อศาลทันที

“เรียนท่านผู้พิพากษา การกระทำของฝ่ายจำเลยเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน มีการแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งการประจานในงานแต่ง การลงข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดีย และการข่มขู่กรรโชกเพื่อให้โจทก์ยอมจำนน ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงานของโจทก์ไม่สามารถลบล้างได้ด้วยคำขอโทษเพียงอย่างเดียว หากต้องการให้ถอนฟ้องคดีอาญา ทางเรามีเงื่อนไขที่เด็ดขาดและไม่สามารถต่อรองได้”

ลุงสมศักดิ์รีบเงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “หนูแอน… ลุงขอโทษจริง ๆ ลุงหน้ามืดตามัวเพราะตอนนั้นหนี้สินโรงงานมันรุมเร้า ลุงไม่ได้ตั้งใจจะทำลายหนูเลยนะลูก ยกโทษให้ลุงกับป้าเถอะนะ”

“หนูไม่ใช่ลูกหลานของลุงค่ะ และอย่าเอาความโลภของตัวเองมาอ้างเป็นความจำเป็น” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ปราศจากความสงสาร “ถ้าอยากให้เรื่องนี้จบลงโดยที่พวกคุณไม่ต้องมีประวัติอาญาติดตัว ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้เท่านั้น”

พี่กรยื่นเอกสารข้อตกลงประนีประนอมยอมความให้ฝ่ายตรงข้ามและศาลตรวจสอบ เงื่อนไขมีดังนี้:

ข้อที่หนึ่ง: ครอบครัวฝ่ายจำเลยต้องคืนเงินดาวน์ทาวน์โฮมจำนวน 200,000 บาท และค่าต่อเติมครัว 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 350,000 บาท คืนให้แก่ฉันทันที พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

ข้อที่สอง: ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งจากการหมิ่นประมาทและละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เป็นเงินจำนวน 500,000 บาท

ข้อที่สาม: ฝ่ายจำเลยทั้งสามคน ต้องลงโฆษณาขอโทษฉันในหนังสือพิมพ์รายวันชื่อดังฉบับตีพิมพ์ และโพสต์แถลงการณ์ขอโทษโดยเปิดเป็นสาธารณะบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยห้ามลบหรือซ่อนโพสต์เด็ดขาด

ข้อที่สี่: หากผิดนัดชำระเงินแม้แต่งวดเดียว หรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ทางเราจะดำเนินคดีอาญาต่อจนถึงที่สุดเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาจำคุกโดยไม่มีการรอลงอาญา

เมื่อได้ยินจำนวนเงินรวมที่ต้องจ่ายเกือบหนึ่งล้านบาท ป้าลัดดาถึงกับยกมือทาบอก ร้องไห้ออกมาโฮใหญ่

“แปดแสนกว่าบาทเลยเหรอแอน! พวกเราจะไปเอาเงินมาจากไหนมากมายขนาดนั้น ตอนนี้ร้านค้าก็เจ๊ง นนท์ก็ตกงาน บ้านหลังนั้นก็กำลังจะโดนธนาคารยึดอยู่แล้ว แกจะเอาให้พวกเราหมดเนื้อหมดตัวเลยหรือไง!” ป้าลัดดาโอดครวญ

“นั่นเป็นปัญหาของพวกคุณค่ะ ไม่ใช่ปัญหาของฉัน” ฉันมองหน้าป้าลัดดาตรง ๆ “ตอนที่พวกคุณบีบให้ฉันโอนเงิน 660,000 บาทกลางงานแต่ง คุณเคยสนไหมว่าฉันจะเอาหน้าที่ไหนไปมองแขก? เคยสนไหมว่าครอบครัวของฉันจะบอบช้ำแค่ไหน? เงินที่ฉันเรียกคืน คือเงินของฉันตั้งแต่แรก ส่วนค่าเสียหาย คือราคาของความอยุติธรรมที่พวกคุณต้องจ่าย ถ้าจ่ายไม่ได้… ก็ไปนอนในคุกตามโทษของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์และคดีหมิ่นประมาทค่ะ”

ผู้พิพากษามองดูพยานหลักฐานและคลิปวิดีโอทั้งหมด ก่อนจะหันไปพูดกับฝ่ายจำเลยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“หลักฐานของฝ่ายโจทก์แน่นหนามาก หากเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ ศาลย่อมลงโทษตามตัวบทกฎหมาย ซึ่งมีทั้งโทษปรับและโทษจำคุก การที่ฝ่ายโจทก์ยอมให้ประนีประนอมยอมความถือเป็นโอกาสสุดท้ายของพวกคุณแล้ว จะยอมรับเงื่อนไขนี้หรือไม่?”

นนท์นั่งกุมขมับ น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินออกมาด้วยความเสียใจและความพ่ายแพ้ เขารู้ซึ้งแล้วว่าผู้หญิงที่เคยรักและยอมเขาทุกอย่าง บัดนี้ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว เขามองหน้าพ่อและแม่ที่สิ้นไร้ไม้ตอก ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ทนายความ

“พวกเรา… ยอมรับเงื่อนไขทุกข้อครับ” นนท์พูดออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับคนหมดแรง

เพื่อหาเงินมาชำระหนี้ตามข้อตกลง ลุงสมศักดิ์ต้องยอมขายทาวน์โฮมหลังนั้นทิ้งในราคาขาดทุนอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งขายรถยนต์ส่วนตัวของนนท์เพื่อนำเงินสดมาชดใช้ให้ฉันจนครบทุกบาททุกสตางค์ภายในเวลาที่กำหนด

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา หนังสือพิมพ์และหน้าฟีดเฟซบุ๊กเต็มไปด้วยข้อความแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการจากครอบครัวของนนท์ ข้อความที่ยอมรับสารภาพว่าพวกเขาใส่ร้ายฉัน และฉันคือผู้บริสุทธิ์ที่โอนเงินคืนไปตั้งแต่วันงานแต่งงานแล้ว ชาวเน็ตต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีกับฉัน และรุมสมเพชจุดจบของครอบครัวที่พังพินาศเพราะความละโมบของตัวเอง

ฉันยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในคอนโดมิเนียมส่วนตัวห้องใหม่ที่ฉันซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง มองดูผู้หญิงในกระจกที่มีรอยยิ้มสดใส แววตามั่นคง และมีชีวิตที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง

เงิน 660,000 บาทที่ฉันโอนคืนไปในวันนั้น ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็น “ค่าตั๋ว” ราคาแพงที่พาฉันหลุดพ้นออกมาจากนรกของครอบครัวที่เห็นแก่ตัว และบทเรียนในศาลครั้งนี้ ก็ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า… ศักดิ์ศรีของผู้หญิง ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาเหยียบย่ำแล้วเดินจากไปได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องจ่ายราคาคืน!

Leave a Comment