ตอนที่ 3 (EP.3): เผยตัวตนประธานตัวจริง การเช็คบิล และจุดจบที่สาสม (จบบริบูรณ์)

ตอนที่ 3 (EP.3): เผยตัวตนประธานตัวจริง การเช็คบิล และจุดจบที่สาสม (จบบริบูรณ์)

กลิ่นคาวของปลากะพงและกลิ่นน้ำแกงที่เปรอะเปื้อนอยู่บนพื้นห้องอาหาร คละคลุ้งไปทั่วคฤหาสน์ตระกูลวรโชติ เศษแก้วและชามกระเบื้องที่แตกกระจายสะท้อนเงาของครอบครัวที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความโกรธและความกลัว

“อีรินทร์! แกกล้าดียังไงมาคว่ำโต๊ะอาหารในบ้านฉัน!” คุณหญิงผกาวัลย์แผดเสียงชี้หน้าฉัน นิ้วของนางสั่นระริก “ภวินท์! หย่ากับมันเดี๋ยวนี้! ไล่มันออกไปจากบ้าน ไล่มันออกไปแต่ตัว อย่าให้มันเอาอะไรติดตัวไปแม้แต่บาทเดียว! คนชั้นต่ำแบบนี้ไม่มีสิทธิ์มาใช้นามสกุลวรโชติของพวกเรา!”

ภวินท์ได้สติ เขาสาวเท้าเดินเข้ามาหาฉัน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น “รินทร์! เธอทำเกินไปแล้วนะ! วันนี้เธอต้องคุกเข่ากราบขอโทษแม่ กราบขอโทษพี่เมฆกับพี่สา แล้วเก็บกวาดเศษอาหารพวกนี้ด้วยลิ้นของเธอซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะฟ้องหย่า ยึดสิทธิ์การเลี้ยงดูลูก และไล่เธอออกไปเป็นหมาข้างถนน!”

ฉันไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉัน ฉันดึงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดโทรออกเพียงสายเดียวด้วยระบบสปีกเกอร์โฟน

เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ปลายสายก็กดรับทันที “สวัสดีครับท่านประธานรินทร์ลดา ผมและทีมรักษาความปลอดภัยพร้อมทนายความประจำตระกูลวราพงศ์ มาถึงหน้าประตูรั้วตามคำสั่งแล้วครับ” เสียงทุ้มหนักแน่นของ ‘คุณวิทย์’ เลขาธิการและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายส่วนตัวของฉันดังทะลุผ่านลำโพงออกมา

ทันใดนั้น เสียงบานประตูรั้วอัลลอยด์หน้าบ้านก็เปิดออก พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส สีดำขลับจำนวนสามคันแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านอย่างสมเกียรติ ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทหกคนเดินก้าวเข้ามาในบ้านอย่างรวดเร็ว ตามด้วยคุณวิทย์ที่ถือแฟ้มเอกสารหนังแท้เดินเข้ามาค้อมศีรษะให้ฉันอย่างนอบน้อมสูงสุด

“ท่านประธาน… มีใครในบ้านหลังนี้แตะต้องหรือทำร้ายท่านหรือไม่ครับ?” คุณวิทย์เอ่ยถามด้วยความเคารพ

คนตระกูลวรโชติต่างยืนนิ่งอึ้ง ตาค้าง พี่เมฆมองรถเบนซ์ป้ายแดงสลับกับมองหน้าฉันอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ส่วนภวินท์กลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก “ท… ท่านประธานอะไรกัน? รินทร์… นี่มันเรื่องบ้าอะไร? ไอ้พวกนี้คือใคร!”

ฉันก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ รองเท้าส้นสูงเหยียบย่ำลงบนเศษซากเค้กที่พังทลายบนพื้นอย่างไม่ไยดี ฉันรับแฟ้มเอกสารจากคุณวิทย์แล้วโยนใส่หน้าอกของภวินท์จนแฟ้มร่วงลงไปกองบนพื้น

“เปิดดูสิภวินท์” ฉันสั่งเสียงเรียบ “เปิดดูด้วยตาของเธอเอง”

ภวินท์ก้มลงเก็บแฟ้มเอกสารขึ้นมาเปิดดูด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนแทบหลุดออกจากเบ้า ใบหน้าที่เคยซีดอยู่แล้วกลับกลายเป็นขาวเผือดราวกับคนตาย

“นี่มัน… สัญญาการถือหุ้นใหญ่… บริษัท วราพงศ์ พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ ดีเวลลอปเมนต์… มะ… มีชื่อเธอเป็นผู้ถือหุ้น 70%… และเป็นประธานบอร์ดบริหารสูงสุด?!” ภวินท์พูดตะกุกตะกัก เสียงสั่นจนจับใจความแทบไม่ได้

“อะไรนะ?!” คุณหญิงผกาวัลย์กับพี่เมฆร้องลั่น รีบแย่งเอกสารในมือภวินท์ไปดู “วราพงศ์ กรุ๊ป… บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศเนี่ยนะ?! ไม่จริง! อีรินทร์เนี่ยนะจะเป็นประธาน! มันเป็นแค่เด็กกำพร้าบ้านนอก ไม่มีหัวนอนปลายเท้า!”

“หุบปากสกปรกของพวกคุณเดี๋ยวนี้!” คุณวิทย์ตวาดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดจนคุณหญิงผกาวัลย์สะดุ้งโหยง “ท่านประธานรินทร์ลดาคือทายาทสายตรงและเจ้าของสินทรัพย์ทั้งหมดของตระกูลวราพงศ์! และที่สำคัญ บ้านเดี่ยวสองชั้นหลังนี้ ที่พวกคุณยืนชูคออาศัยกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ซื้อด้วยเงินสดในนามบริษัทของท่านประธานรินทร์ลดาเช่นกัน!”

คำพูดของคุณวิทย์ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกบาลของทุกคนในบ้าน สายืนหน้าถอดสี มงกุฎวันเกิดบนหัวหลุดร่วงลงพื้นโดยไม่รู้ตัว

ฉันก้าวเข้าไปประจันหน้ากับภวินท์ที่กำลังยืนตัวสั่นเหมือนลูกนกตกน้ำ “ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉันยอมลดตัว ยอมปิดบังฐานะ ยอมทำตัวเป็นแม่บ้านที่แสนดี ปรนนิบัติครอบครัวของเธอ เพราะฉันหวังว่าความดีและความจริงใจจะเอาชนะใจพวกเธอได้… แต่สิ่งที่ฉันได้รับกลับมา คือความโลภ การดูถูกเหยียดหยาม และการกดขี่!”

ฉันหันไปจ้องหน้าคุณหญิงผกาวัลย์ที่กำลังยืนอ้าปากพะงาบๆ “คุณนายผกาวัลย์… เงินห้าหมื่นบาทที่คุณเอามาแจกสะใภ้ใหญ่ต่อหน้าฉัน เพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันน่ะ สำหรับฉันแล้ว มันไม่มีค่าแม้แต่จะซื้อเศษกระเป๋าใบเดียวในตู้เสื้อผ้าของฉันด้วยซ้ำ! และเศษเงินสามร้อยบาทที่คุณโอนมาสั่งให้ฉันทำกับข้าวน่ะ… ฉันขอคืนให้สิบเท่า!”

ฉันดึงเงินสดปึกใหญ่จากกระเป๋าที่คุณวิทย์ส่งให้ แล้วปาใส่หน้าคุณหญิงผกาวัลย์จนธนบัตรสีเทากระจายปลิวว่อนไปทั่วห้องอาหาร นางยืนตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากด่าฉันอีกต่อไป

“ส่วนเรื่องบริษัทของตระกูลวรโชติ…” ฉันหันกลับมามองภวินท์และพี่เมฆ แววตาของฉันไร้ซึ่งความปรานีใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไป “โครงการคอมมูนิตี้มอลล์มูลค่าแปดสิบล้านบาทที่บริษัทของพวกเธอส่งเข้าประกวดราคา และหวังว่าจะได้เซ็นสัญญาในสัปดาห์หน้านั้น… ในฐานะประธานบอร์ดของวราพงศ์ กรุ๊ป ฉันขอใช้สิทธิ์สั่งยกเลิกสัญญาทั้งหมด และตัดบริษัทตระกูลวรโชติเข้าบัญชีดำถาวร!”

“อย่านะรินทร์! อย่านะครับที่รัก!” พี่เมฆถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้น ยกมือไหว้ฉันปลกๆ “ถ้ายกเลิกสัญญานี้ บริษัทของพวกเราล้มละลายแน่ๆ หนี้สินอีกหลายสิบล้านพวกเราจะเอาที่ไหนไปจ่าย! รินทร์… พี่กราบล่ะ ยกโทษให้พี่กับสาด้วยเถอะนะ!”

สารีบวิ่งเข้ามากอดขาฉันทั้งน้ำตา ใบหน้าเปรอะเปื้อนครีมเค้กดูน่าสมเพช “น้องรินทร์ พี่สาขอโทษ พี่ไม่รู้จริงๆ ว่าน้องรินทร์คือท่านประธาน อย่าทำลายครอบครัวเราเลยนะ พี่คืนของขวัญให้ คืนเค้กให้ทุอย่างเลย!”

ฉันสะบัดขาออกอย่างรังเกียจ จนสาร่วงลงไปกองกับเศษอาหารบนพื้น

ภวินท์เดินเข้ามารวบมือฉันไว้ ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลพราก “รินทร์… ผัวผิดไปแล้ว ผัวโง่เองที่หลงเชื่อแม่กับพี่สะใภ้ ผัวรักรินทร์นะ นึกถึงน้องข้าวหอมลูกของเราสิรินทร์ เรากลับมาสร้างครอบครัวด้วยกันใหม่นะ…”

“อย่าเอามือสกปรกของเธอมาแตะต้องตัวฉัน!” ฉันสะบัดมือออกอย่างแรงจนภวินท์เซถลา

“เรื่องลูก… ฉันมีหลักฐานคลิปเสียงทั้งหมดที่คุณนายผกาวัลย์และเธอสั่งสอนให้ลูกดูถูกแม่ตัวเอง ทีมทนายของตระกูลวราพงศ์จะยื่นฟ้องหย่าและเรียกร้องสิทธิ์การดูแลน้องข้าวหอมแต่เพียงผู้เดียวในเช้าวันพรุ่งนี้! และบ้านหลังนี้… ฉันให้เวลาพวกเธอทุกคนเก็บขยะของตัวเองแล้วไสหัวออกไปภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ถ้าพรุ่งนี้เช้าฉันยังเห็นหน้าใครหน้าไหนอยู่ในบ้านหลังนี้ ฉันจะส่งตำรวจมาลากคอพวกเธอเข้าคุกข้อหาบุกรุก!”

สิ้นเสียงประกาศกร้าวของฉัน ฉันหมุนตัวก้าวเดินออกจากบ้านหลังนั้นอย่างสง่างาม ไม่หันกลับไปมองเสียงร่ำไห้คร่ำครวญและเสียงกราบกรานอ้อนวอนของคนตระกูลวรโชติแม้แต่วินาทีเดียว

บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่หงส์ฟ้าจะกลับคืนสู่รังทองอันยิ่งใหญ่ ทิ้งให้พวกกาฝากชั้นต่ำจมอยู่กับเศษอาหารและหนี้สินที่พวกมันก่อขึ้นมาเองอย่างสาสม!

Leave a Comment