Part 3: บทสรุป ชัยชนะ และก้าวใหม่แห่งชีวิต (End)

Part 3: บทสรุป ชัยชนะ และก้าวใหม่แห่งชีวิต (End)

ผมนั่งลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ข้างประธานวิชัย ท่ามกลางสายตาตะลึงงันของผู้บริหารทุกคนในห้องประชุม โดยเฉพาะคุณวิภาวรรณที่แทบไม่กล้าสบตาผมอีกต่อไป

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสมาธิ เปลี่ยนบทบาทจากเด็กฝึกงานที่คอยรินน้ำ ให้กลายเป็นตัวแทนเจรจาหลักของบริษัทข้ามชาติ

“ท่านประธานครับ ทางเยอรมันไม่ได้มีเจตนาร้ายตั้งแต่แรก” ผมกระซิบรายงานประธานวิชัยเป็นภาษาไทยก่อน “แต่เป็นเพราะกิตติศักดิ์แอบไปตกลงเงื่อนไขสัญญาทาสนี้กับพวกเขาไว้ล่วงหน้า ทำให้ฝ่ายเยอรมันเข้าใจผิดคิดว่านี่คือข้อเสนออย่างเป็นทางการที่ผ่านการอนุมัติจากบอร์ดบริหารของเราแล้ว หากเราชี้แจงความจริงและยื่นข้อเสนอความร่วมมือที่ยุติธรรม วิกฤตินี้จะกลายเป็นโอกาสทองทันทีครับ”

ประธานวิชัยมองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและเชื่อมั่น “ผมมอบอำนาจให้คุณเป็นตัวแทนสื่อสารของผมอย่างเต็มที่ อธิบายให้พวกเขาเข้าใจ”

ผมพยักหน้ารับ จากนั้นหันไปเผชิญหน้ากับหัวหน้าคณะผู้แทนเยอรมัน ผมเริ่มต้นกล่าวขออภัยอย่างเป็นทางการในภาษาเยอรมันที่สละสลวย ใช้คำศัพท์ทางการทูตและสำนวนกฎหมายพาณิชย์ขั้นสูงอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำ

ผมอธิบายถึงการทุจริตภายในที่เพิ่งถูกเปิดโปง ชี้แจงว่าสยามเทคไม่เคยมีนโยบายขายขาดสิทธิบัตรเทคโนโลยีซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชาติ แต่เรามีความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะร่วมมือกันในรูปแบบ ‘การร่วมทุนวิจัยและพัฒนา’ (Joint Venture R&D) โดยแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย

ตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมง ห้องประชุมที่เคยตึงเครียดกลับค่อยๆ ผ่อนคลายลง ใบหน้าของตัวแทนชาวเยอรมันที่เคยบึ้งตึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ พวกเขาไม่เพียงแต่ทึ่งในความเฉียบคมของข้อเสนอใหม่ แต่ยังตกตะลึงในความสามารถทางภาษาเยอรมันของผม ที่ลึกซึ้งถึงขั้นเข้าใจสำนวนท้องถิ่นของแคว้นบาวาเรีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหัวหน้าคณะผู้แทนอีกด้วย

เมื่อการเจรจาสิ้นสุดลง หัวหน้าคณะผู้แทนเยอรมันลุกขึ้นยืน ยิ้มกว้าง และยื่นมือข้ามโต๊ะมาจับมือกับประธานวิชัย

“Wunderbar! (ยอดเยี่ยมมาก)” ชายชาวเยอรมันกล่าว ก่อนจะหันมาจับมือผมแน่น “คุณวิชัย บริษัทของคุณเกือบจะสูญเสียเทคโนโลยีอันล้ำค่าไปแล้ว แต่คุณโชคดีเหลือเกินที่มีเพชรแท้อย่างชายหนุ่มคนนี้อยู่ในองค์กร ความซื่อสัตย์และความสามารถของเขาได้ช่วยกอบกู้ความร่วมมือระดับแปดหมื่นล้านบาทของเราเอาไว้ได้อย่างงดงาม”

สัญญาฉบับใหม่ที่ยุติธรรมได้รับการร่างขึ้นและลงนามร่วมกันในบ่ายวันนั้น บริษัทรอดพ้นจากการสูญเสียสิทธิบัตรมูลค่ามหาศาล และไม่ต้องเผชิญกับเบี้ยปรับความเสียหายถึง 32,000 ล้านบาท

หลังจากการประชุมเสร็จสิ้นและคณะผู้แทนเยอรมันเดินทางกลับ ประธานวิชัยเรียกประชุมด่วนระดับผู้บริหารทันที โดยมีผมนั่งอยู่ข้างกายท่านตลอดเวลา

“เรื่องแรกที่จะต้องจัดการในวันนี้” ประธานวิชัยกล่าวด้วยน้ำเสียงทรงพลัง สายตากวาดมองผู้บริหารทุกคน “คือการรื้อระบบฝ่ายบุคคลและฝ่ายธุรการใหม่ทั้งหมด คนเก่งระดับหัวกะทิที่เชี่ยวชาญถึงหกภาษา มีวุฒิการศึกษาเกียรตินิยมด้านภาษาศาสตร์ กลับถูกกดขี่ให้ไปยืนล้างแก้ว ชงกาแฟ และโดนข่มเหงเพียงเพราะเขามาในฐานะเด็กฝึกงาน… นี่คือความล้มเหลวร้ายแรงของระบบการประเมินคนในบริษัทเรา!”

คุณวิภาวรรณตัวสั่นเทา ก้มหน้าร้องไห้ด้วยความสำนึกผิด “หนูขอโทษค่ะท่านประธาน หนูผิดไปแล้วจริงๆ ค่ะ”

“คุณวิภาวรรณ ถูกลดตำแหน่งและตัดโบนัสเป็นเวลาสองปี ย้ายไปทำงานเอกสารทั่วไป ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลที่ละเลยการจัดการข้อมูลพนักงาน ให้ภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือน” ประธานวิชัยตัดสินอย่างเด็ดขาด

จากนั้น ท่านประธานก็หันมาหาผม รอยยิ้มอันอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายชรา

“คุณชานนท์ สุริยวงศ์… บริษัทแห่งนี้ติดหนี้บุญคุณเธออย่างมหาศาล การกระทำอันกล้าหาญและความสามารถของเธอในวันนี้ ได้ช่วยกอบกู้อนาคตของพนักงานนับพันคนและเงินทุนของบริษัทไว้”

ประธานวิชัยหยิบบัตรพนักงานใบใหม่ที่ท่านสั่งให้ฝ่ายบุคคลทำขึ้นเป็นกรณีพิเศษออกมาวางตรงหน้าผม

บนบัตรพลาสติกสีทองใบนั้น ไม่ได้พิมพ์ชื่อผิดว่า นนทวัฒน์ อีกต่อไป แต่สลักชื่อ ชานนท์ สุริยวงศ์ อย่างสง่างาม พร้อมระบุตำแหน่งใหม่ที่ทำเอาทุกคนในห้องต้องกลืนน้ำลาย:

ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารเชิงกลยุทธ์และการเจรจาระหว่างประเทศ (Director of Strategic Communications & International Negotiations)

“เธอเรียนจบปริญญาตรีสองใบแล้ว และการฝึกงานของเธอสิ้นสุดลงตั้งแต่วินาทีที่เธอช่วยบริษัทไว้ ฉันขอแต่งตั้งเธอเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมเงินเดือน ค่าตอบแทนพิเศษ และเงินรางวัลนำจับอีก 10 ล้านบาทสำหรับการเปิดโปงการทุจริตในครั้งนี้”

เสียงปรบมือดังสนั่นขึ้นทั่วห้องประชุม ผู้บริหารทุกคนต่างลุกขึ้นโค้งคำนับให้ผมด้วยความเคารพอย่างจริงใจ ไม่ใช่เพราะตำแหน่ง แต่เป็นเพราะความสามารถและความซื่อสัตย์ที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างประจักษ์ชัด

เย็นวันนั้น ผมเดินออกจากตึกระฟ้าใจกลางสาทร แสงแดดสีทองยามเย็นสะท้อนกับกระจกอาคารสูงระยิบระยับ ผมหยิบบัตรพนักงานสีทองใบใหม่ขึ้นมามองดูด้วยความภาคภูมิใจ

จากเด็กฝึกงานที่ไม่มีใครมองเห็น… เด็กที่เคยต้องเดินชิดขอบผนังและคอยรินน้ำให้ผู้อื่น วันนี้ผมได้พิสูจน์แล้วว่า คุณค่าของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่คนอื่นยัดเยียดให้ แต่ขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ และความกล้าหาญที่จะยืนหยัดเพื่อความถูกต้องในเวลาที่เหมาะสมที่สุด

และนับจากนี้ไป ชีวิตของผมจะไม่ต้องเดินหลบอยู่ตรงมุมห้องอีกต่อไป.

Leave a Comment